พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 613 (เล่ม 36)

ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน. บทว่า สีลสํวุตา ความว่า สังวร
คือปิดกั้นไว้ด้วยศีล. บทว่า เต เว กาเลน ปจฺจนฺติ ความว่า ภิกษุ-
เหล่านั้นแล ย่อมรู้ (เหตุที่ดับทุกข์) ตามกาลที่เหมาะสม. บทว่า ยตฺถ
ทุกฺขํ นิรุชฺฌติ มีอธิบายว่า ภิกษุเหล่านั้น ย่อมรู้ฐานะเป็นที่ดับวัฏทุกข์
ทั้งสิ้น คืออมตมหานิพพาน. ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอนุตริยะ
๖ คละกันไปฉะนี้แล.
จบอนุตตริยสูตรที่ ๑๐
จบอนุตตริยวรรควรรณนาที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สามกสูตร ๒. อปริหานิยสูตร ๓. ภยสูตร ๔. หิมวันตสูตร
๕. อนุสสติฐานสูตร ๖. กัจจานสูตร ๗. ปฐมสมยสูตร ๘. ทุติยสมยสูตร
๙. อุทายีสูตร ๑๐. อนุตตริยสูตร และอรรถกถา.

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 614 (เล่ม 36)

เสขปริหานิยวรรคที่ ๔
๑. เสกขสูตร
ว่าด้วยธรรมเสื่อมและไม่เสื่อมของพระเสขะ ๖
[๓๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ความเป็น
ผู้ชอบการงาน ๑ ความเป็นผู้ชอบคุย ๑ ความเป็นผู้ชอบหลับ ๑ ความเป็น
ผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑
ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรม ๖ ประการ
นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม
แก่ภิกษุผู้เสขะธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ไม่ชอบการงาน ๑
ความเป็นผู้ไม่ชอบคุย ๑ ความเป็นผู้ไม่ชอบความหลับ ๑ ความเป็นผู้ไม่ชอบ
การคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ ความเป็นผู้คุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความ
เป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้แล
ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ.
จบเสกขสูตรที่ ๑

614
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 615 (เล่ม 36)

เสขปริหานิยวรรควรรณาที่ ๔
อรรถกถาเสกขสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเสกขสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า เสขสฺส ได้แก่ พระเสขบุคคล ๗ จำพวก. สำหรับใน
ปุถุชน ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดถึงเลย. บทว่า ปริหานาย ความว่า เพื่อ
เสื่อมจากคุณความดีเบื้องสูง.
จบอรรถกถาเสกขสูตรที่ ๑
๒. ปฐมอปริหานิยสูตร
ว่าด้วยอปริหานิยธรรม ๖
[๓๐๓] ครั้งนั้น เทวดาองค์หนึ่ง เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว มีรัศมี
งามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น
แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖ ประการนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ
ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพในพระธรรม ๑ ความ
เป็นผู้เคารพในพระสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความเป็นผู้เคารพ
ในความไม่ประมาท ๑ ความเป็นผู้เคารพในปฏิสันถาร ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ ธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ เทวดา

615
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 616 (เล่ม 36)

นั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับนั้น เทวดาองค์นั้น
ทราบว่า พระศาสดาของเราทรงพอพระทัยแล้ว จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค-
เจ้า ทำประทักษิณแล้ว หายไป ณ ที่นั้น.
ครั้นพอล่วงราตรีนั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เทวดาองค์หนึ่ง เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว มี
รัศมีงามยิ่ง ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว แล้วเข้ามาหาเราถึงที่อยู่
อภิวาทแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ
ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความ
เป็นผู้เคารพในพระธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในพระสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้
เคารพในสิกขา ๑ ความเป็นผู้เคารพในความไม่ประมาท ๑ ความเป็นผู้
เคารพในปฏิสันถาร ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อม
เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาองค์นั้นได้กล่าว
ดังนี้แล้ว อภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้ว ได้หายไป ณ ที่นั้น.
ภิกษุผู้เคารพในพระศาสดา เคารพ
ในพระธรรม เคารพอย่างแรงกล้าในพระ
สงฆ์ เคารพในความไม่ประมาท เคารพ
ในปฏิสันถาร ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อเสื่อม
ย่อมมี ณ ที่ใกล้นิพพานทีเดียว.
จบปฐมอปริหานิยสูตรที่ ๒

616
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 617 (เล่ม 36)

อรรถกถาปฐมอปริหานิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอปริหานิยสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้:-
ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ชื่อว่า สตฺถุคารวตา. ความเป็นผู้
เคารพในโลกุตรธรรม ๙ อย่าง ชื่อว่า ธมฺมคารวตา. ความเป็นผู้
เคารพในพระสงฆ์ ชื่อว่า สงฺฆคารวตา. การกระทำความเคารพใน
สิกขา ๓ ชื่อว่า สิกฺขาคารวตา. ความเป็นผู้เคารพในความไม่ประมาท
ชื่อว่า อปฺปมาทคารวตา. ความเป็นผู้เคารพในปฏิสันถาร ๒ อย่าง
ด้วยสามารถแห่งธรรม และอามิส ชื่อว่า ปฏิสณฺฐารคารวตา.
ภิกษุชื่อว่า สตฺถุครุ เพราะมีความเคารพในพระศาสดา. ภิกษุ
ชื่อว่า ธมฺมครุ เพราะมีความเคารพในพระธรรม. ความเคารพอย่างหนัก
ชื่อว่า ติพฺพคารโว. ภิกษุชื่อว่า ปฏิสณฺฐารคารโว เพราะมีความเคารพใน
ปฏิสันถาร.
จบอรรถกถาปฐมอปริหานิยสูตรที่ ๒
๓. ทุติยอปริหานิยสูตร
ว่าด้วยอปริหานิยธรรม ๖ ประการ
[๓๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เทวดาองค์หนึ่ง เมื่อปฐม-
ยามล่วงไปแล้ว มีรัศมีงามยิ่งนัก ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว แล้วเข้า
มาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖ ประการนี้ ย่อมเป็นไป

617
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 618 (เล่ม 36)

เพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ความเป็นผู้
เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพในพระธรรม ๑ ความเป็นผู้
เคารพในพระสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความเป็นผู้เคารพใน
หิริ ๑ ความเป็นผู้เคารพในโอตตัปปะ ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖
ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เทวดานั้น ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว อภิวาทเราทำประทักษิณแล้วหายไป ณ
ที่นั้นแล.
ภิกษุ ผู้เคารพในพระศาสดา เคารพ
ในพระธรรม เคารพอย่างแรงกล้าในพระ
สงฆ์ ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ มี
ความยำเกรง มีความเคารพ ย่อมเป็นผู้
ไม่ควรเพื่อเสื่อม ย่อมมีในที่ใกล้นิพพาน
ทีเดียว.
จบทุติยอปริหานิยสูตรที่ ๓
อรรถกถาทุติยอปริหานิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอปริหานิยสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สปฺปติสฺโส ได้แก่ มีหัวหน้า มีความเคารพ. อนึ่ง ในพระ
สูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส หิริโอตัปปะ ไว้คละกัน.
จบอรรถกถาทุติยอปริหานิยสูตรที่ ๓

618
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 619 (เล่ม 36)

๔. โมคคัลลานสูตร
ว่าด้วยพระเถระสนทนากับติสสพรหม
[๓๐๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระ
มหาโมคคัลลานะหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า
เทวดาเหล่าไหนหนอ ย่อมมีญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่
ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
ก็สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าติสสะทำกาละไม่นาน ได้เข้าถึงพรหมโลกชั้น
หนึ่ง ณ พรหมโลกแม้ชั้นนั้น เทวดาทั้งหลายย่อมรู้จักพรหมผู้นั้นอย่างนี้
ว่า ติสสพรหม เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ครั้งนั้นท่านพระมหา-
โมคคัลลานะ ได้หายจากพระวิหารเชตวันไปปรากฏในพรหมโลก เปรียบ
เหมือนบุรุษผู้มีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ หรือพึงคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ติสส-
พรหมได้เห็นท่านพระโมคคัลลานะมาแต่ไกล ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านว่า
ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ นิมนต์มาเถิด ท่านมาดีแล้ว ท่านได้
ทำปริยายในการมา ณ ที่นี้นานนักแล นิมนต์นั่งขอรับ นี้อาสนะปูลาดไว้
แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แม้ติสสพรหม
อภิวาทท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น
แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ถามว่า ดูก่อนท่านติสสพรหม เทวดาชั้น
ไหนหนอ ย่อมมีญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ติสสพรหมได้ตอบว่า ข้าแต่ท่านพระ
โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาชั้นจาตุมหาราชแล ย่อมมีญาณอย่างนี้ว่า เรา

619
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 620 (เล่ม 36)

เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็น
เบื้องหน้า.
ม. ดูก่อนติสสพรหม เทวดาชั้นจาตุมหาราชทั้งปวงทีเดียวหรือหนอ
ย่อมมีญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
ติ. ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาชั้นจาตุมหาราชมิใช่ทั้ง
ปวง ย่อมมีญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์
เทวดาชั้นจาตุมหาราชเหล่าใด ไม่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระพุทธเจ้า ไม่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
ไม่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ไม่ประกอบด้วยศีล
ที่พระอริยเจ้าพอใจ เทวดาชั้นจาตุมหาราชเหล่านั้น ย่อมไม่มีญาณอย่างนี้ว่า
เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็น
เบื้องหน้า ส่วนเทวดาชั้นจาตุมหาราชเหล่าใด ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน
ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า. . . ในพระธรรม . . . ในพระสงฆ์ ประกอบ
ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ เทวดาชั้นจาตุมหาราชเหล่านั้น ย่อมมีญาณอย่าง
นี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะ
ตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
ม. ดูก่อนท่านติสสพรหม เทวดาชั้นจาตุมหาราชเท่านั้นหรือหนอ
ย่อมมีญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า หรือว่าแม้เทวดาชั้นดาวดึงส์ ฯลฯ แม้
เทวดาชั้นยามา ฯลฯ แม้เทวดาชั้นดุสิต ฯลฯ แม้เทวดาชั้นนิมมานรดี ฯลฯ

620
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 621 (เล่ม 36)

แม้เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ก็มีญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มี
ความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ เป็นเบื้องหน้า.
ติ. ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ แม้เทวดาชั้นปรนิมมิตว-
สวัตดี ก็ย่อมมีญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็น
ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
ม. ดูก่อนท่านติสสพรหม เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีทั้งปวงทีเดียว
หรือหนอ ย่อมมีญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็น
ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
ติ. ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
มิใช่ทั้งปวง ย่อมมีญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็น
ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้
นิรทุกข์ เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเหล่าใด ไม่ประกอบด้วยความเลื่อมใส
อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า. . .ในพระธรรม...ในพระสงฆ์ ไม่ประกอบ
ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเหล่านั้น ย่อมไม่มีญาณ
อย่างนี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง
ที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ส่วนเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเหล่าใด ประกอบด้วย
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า. . . ในพระธรรม... ในพระสงฆ์
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเหล่านั้น ย่อม
มีญาณอย่างนี้ว่า เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้
เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของ
ติสสพรหมแล้วหายจากพรหมโลก ไปปรากฏ ณ พระวิหารเชตวัน เปรียบ
เหมือนบุรุษผู้มีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ หรือพึงคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น.
จบโมคคัลลานสูตรที่ ๔

621
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 622 (เล่ม 36)

อรรถกถาโมคคัลลานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโมคคัลลานสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า ติสฺโส นาม ภิกฺขุ ได้แก่ ภิกษุผู้เป็นสัทธิวิหาริกของ
พระเถระนั่นเอง. บทว่า มหิทฺธิโก มหานุภาโว ความว่า ภิกษุชื่อว่า
มหิทฺธิโก เพราะมีฤทธิ์มาก โดยอรรถว่า ยังกิจให้สำเร็จได้ (ตามประสงค์)
ชื่อว่า มหานุภโว เพราะมีอานุภาพมาก โดยอรรถว่า แผ่ขยายไปเนือง ๆ.
บทว่า จิรสฺสํ โข มาริส โมคฺคลฺลาน อิมํ ปริยายมกาสิ นี้
เป็นคำทักทายที่น่ารักตามปกติของชาวโลก อธิบายว่า ชาวโลกเห็นคนที่นานๆ
มาบ้าง เห็นคนที่มีลักษณะน่าพอใจ ผู้ยังไม่เคยมาแล้วบ้าง จะกล่าวคำมีอาทิว่า
พ่อมหาจำเริญ พ่อมาจากไหน ? พ่อมหาจำเริญ นาน ๆ พ่อจึงจะมา พ่อ-
มหาจำเริญ รู้ทางมาที่นี่ได้อย่างไร ? พ่อหลงทางมาหรืออย่างไร ? แต่
ติสสพรหมนี้ กล่าวอย่างนี้ เพราะเคยเห็นท่านมาแล้ว. แท้จริง พระเถระ
ไปพรหมโลกนั่นแหละตามกาลที่สมควร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริยาย-
มกาสิ ความว่า ได้ทำไปตามวาระ. บทว่า ยทิทํ อิธาคมาย มีอธิบายที่
ท่านกล่าวไว้ว่า นาน ๆ ท่านจะได้ทำวาระ เพื่อจะมายังพรหมโลกนี้.
บทว่า อิทมาสนํ ปญฺญตฺตํ ความว่า ติสสพรหม ปูลาดพรหม-
บัลลังก์มีค่ามาก แล้วกล่าวอย่างนี้. บทว่า อเวจฺจปฺปสาเทน ความว่า ด้วย
ความเลื่อมใสอันสัมปยุตด้วยมรรค ที่ไม่คลอนแคลน ที่ตนได้บรรลุแล้ว. ใน
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสโสดาปัตติมรรคญาณไว้.
จบอรรถกถาโมคคัลลานสูตรที่ ๔

622