ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 523 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้ ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญ
อื่นยิ่งกว่า ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอดทน
ต่อรูป ๑ อดทนต่อเสียง ๑ อดทนต่อกลิ่น ๑ อดทนต่อรส ๑ อดทนต่อ
โผฏฐัพพะ ๑ อดทนต่อธรรมารมณ์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบ
ด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก
ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบปฐมอาชานิยสูตรที่ ๕
อรรถกถาปฐมอาชานิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอาชานิยสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า องฺเคหิ ได้แก่ ด้วยองค์แห่งคุณทั้งหลาย. บทว่า ขโม
แปลว่า อดกลั้น. บทว่า รูปานํ ได้แก่ รูปารมณ์ทั้งหลาย. บทว่า
วณฺณสมฺปนฺโน ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยวรรณะแห่งสรีระ.
จบอรรถกถาปฐมอาชานิยสูตรที่ ๕

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 524 (เล่ม 36)

๖. ทุติยอาชานิยสูตร
ว่าด้วยองค์ของม้าอาชาไนยและของภิกษุ
[๒๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชา
ประกอบด้วยองค์ ๖ ประการ ย่อมควรแก่พระราชา เป็นม้าต้น นับว่าเป็น
ราชพาหนะ องค์ ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชา
ในโลกนี้ ย่อมอดทนต่อรูป ๑ อดทนต่อเสียง ๑ อดทนต่อกลิ่น ๑ อดทน
ต่อรส ๑ อดทนต่อโผฏฐัพพะ ๑ ย่อมถึงพร้อมด้วยกำลังกาย ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชา ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
นี้แล ย่อมควรแก่พระราชา เป็นม้าต้น นับว่าเป็นราชพาหนะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญ
อื่นยิ่งกว่า ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
อดทนต่อรูป ๑ อดทนต่อเสียง ๑ อดทนต่อกลิ่น ๑ อดทนต่อรส ๑ อดทน
ต่อโผฏฐัพพะ ๑ อดทนต่อธรรมารมณ์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบ
ด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก
ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบทุติยอาชานิยสูตรที่ ๖

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 525 (เล่ม 36)

อรรถกถาทุติยอาชานิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอาชานิยสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า พลสมฺปนฺโน ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย.
จบอรรถกถาทุติยอาชานิยสูตรที่ ๖
๗. ตติยอาชานิยสูตร
ว่าด้วยองค์ธรรมของม้าอาชาไนยและของภิกษุ
[๒๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชา
ประกอบด้วยองค์ ๖ ประการ ย่อมควรแก่พระราชา เป็นม้าต้น นับว่าเป็น
ราชพาหนะ องค์ ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ ม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชา
ในโลกนี้ ย่อมอดทนต่อรูป ๑ อดทนต่อเสียง ๑ อดทนต่อกลิ่น ๑ อดทน
ต่อรส ๑ อดทนต่อโผฏฐัพพะ ๑ ถึงพร้อมด้วยฝีเท้า ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๖ ประการนี้แล ย่อมควร
แก่พระราชา เป็นม้าต้น นับว่าเป็นราชพาหนะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญ
อื่นยิ่งกว่า ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอดทน
ต่อรูป ๑ อดทนต่อเสียง ๑ อดทนต่อกลิ่น ๑ อดทนต่อรส ๑ อดทนต่อ
โผฏฐัพพะ ๑ อดทนต่อธรรมารมณ์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบ
ด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก
ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบตติยอาชานิยสูตรที่ ๗

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 526 (เล่ม 36)

อรรถกถาตติยอาชานิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในตติยอาชานิยสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชวสมฺปนฺโน ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า.
จบอรรถกถาตติยอาชานิยสูตรที่ ๗
๘. อนุตตริยสูตร
ว่าด้วยอนุตริยะ ๖
[๒๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุตริยะ (สิ่งยอดเยี่ยม) ๖ นี้ อนุตริยะ
๖ เป็นไฉน ? คือ ทัศนานุตริยะ (การเห็นยอดเยี่ยม) สวนานุตริยะ (การ
ฟังยอดเยี่ยม) ลาภานุตริยะ (การได้ยอดเยี่ยม) สิกขานุตริยะ (การศึกษา
ยอดเยี่ยม) ปาริจริยานุตริยะ (การปรนนิบัติอันยอดเยี่ยม) อนุสตานุตริยะ
(การระลึกยอดเยี่ยม). นี้แล ภิกษุทั้งหลาย อนุตริยะ ๖.
จบอนุตตริยสูตรที่ ๘

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 527 (เล่ม 36)

อรรถกถาอนุตตริยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอนุตตริยสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนุตฺตริยานิ ความว่า (การเห็นเป็นต้น) ที่เว้นจากสิ่งอื่น
ที่ยิ่งกว่า ชื่อว่า นิรุตฺตรานิ. บทว่า ทสฺสนานุตฺตริยํ ความว่า (การเห็น
พระพุทธเจ้าเป็นต้น) เป็นการเห็นอย่างยอดเยี่ยม ในการเห็นรูปทั้งหลาย.
ในบททั้งปวง ก็มีนัยเช่นนี้. อธิบายว่า การเห็นช้างแก้วเป็นต้น ไม่ชื่อว่าเป็น
ทัศนานุตริยะ ส่วนการเห็น พระทศพลก็ดี ภิกษุสงฆ์ก็ดี ด้วยอำนาจความรัก
ที่มั่นคง การเห็นนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดากสิณและอสุภนิมิตเป็นต้น
ก็ดี ของผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ชื่อว่า ทัศนานุตริยะ. การฟังคุณกถาของ
กษัตริย์เป็นต้น ไม่ชื่อว่าเป็นสวนานุตริยะ ส่วนการฟังคุณกถาของพระรัตนตรัย
ด้วยสามารถแห่งความรักที่มั่นคงก็ดี การฟังพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฏก
ก็ดี ของผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ชื่อว่า สวนานุตริยะ. การได้แก้วมณีเป็น
ต้น ไม่เป็นลาภานุตริยะ ส่วนการได้อริยทรัพย์ ๗ ชื่อว่าลาภานุตริยะ.
การศึกษาศิลปะเกี่ยวกับช้างเป็นต้น ไม่ชื่อว่าเป็นสิกขานุตริยะ ส่วนการ
บำเพ็ญสิกขา ๓ ชื่อว่า สิกขนุตริยะ. การบำเรอกษัตริย์เป็นต้น ไม่
ชื่อว่าเป็น ปาริจริยานุตริยะ ส่วนการบำรุงพระรัตนตรัย ชื่อว่า ปาริจริยา-
นุตริยะ. การระลึกถึงคุณของกษัตริย์เป็นต้น ไม่ชื่อว่าเป็นอนุสตานุตริยะ
ส่วนการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ชื่อว่า อนุสตานุตริยะ.
อนุตริยะทั้ง ๖ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ทั้งที่เป็นโลกิยะ
และโลกุตระ ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.
จบอรรถกถาอนุตตริยสูตรที่ ๘

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 528 (เล่ม 36)

๙. อนุสสติสูตร
ว่าด้วยอนุสติ ๖
[๒๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุสติฐานะ ที่ตั้งแห่งความระลึก
๖ นี้ อนุสติฐานะ ๖ เป็นไฉน ? คือ พุทธานุสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ๑
ธัมมานุสติ ระลึกถึงพระธรรม ๑ สังฆานุสติ ระลึกถึงพระสงฆ์ ๑ สีลา-
นุสติ ระลึกถึงศีลที่ตนรักษา ๑ จาคานุสติ ระลึกถึงการบริจาคของตน ๑
เทวตานุสติ ระลึกถึงเทวดา และธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา ๑ นี้แล ภิกษุทั้งหลาย
อนุสติฐานะ ๖.
จบอนุสสติสูตรที่ ๙
อรรถกถาอนุสสติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอนุสสติสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า พุทฺธานุสฺสติ ได้แก่ อนุสติ มีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์
แม้ในบททั้งหลายที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถาอนุสสติสูตรที่ ๙

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 529 (เล่ม 36)

๑๐. มหานามสูตร
ว่าด้วยอนุสติของพระอริยสาวก
[๒๘๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม
ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล เจ้าศากยะ พระนามว่ามหานามะ
ได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญอริยสาวกผู้ได้บรรลุ ทราบชัดพระศาสนาแล้ว ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรม
ชนิดไหนเป็นส่วนมาก พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหานามะ อริยสาวกผู้ได้บรรลุผล
ทราบชัดพระศาสนาแล้ว ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก คือ อริยสาวก
ในพระศาสนานี้ ย่อมระลึกถึงพระตถาคตเนือง ๆ ว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงถึง
พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษ
ที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้
เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ดูก่อนมหานามะ สมัยใด อริยสาวกย่อม
ระลึกถึงพระตถาคตเนือง ๆ สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น ย่อมไม่ถูกราคะ
กลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม ย่อมเป็นจิตดำเนินไปตรง
ทีเดียว ก็อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภพระตถาคต ย่อมได้
ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบ
ด้วยธรรม เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจประกอบด้วยปีติ
กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบแล้วย่อมเสวยสุข เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น ดูก่อน

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 530 (เล่ม 36)

มหานามะ นี้อาตมภาพกล่าวว่า อริยสาวกเป็นผู้ถึงความสงบเรียบร้อยอยู่
ในเมื่อหมู่สัตว์ยังไม่สงบเรียบร้อย เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทอยู่ ในเมื่อหมู่สัตว์
ยังมีความพยาบาท เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรม ย่อมเจริญพุทธานุสติ.
ดูก่อนมหานามะ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระธรรม
เนือง ๆ ว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว อันผู้บรรลุจะพึง
เห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้ดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชน
จะพึงรู้เฉพาะตน ดูก่อนมหานามะ สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระธรรม
เนือง ๆ สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น ย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม. . .ก็อริยสาวก
ผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภพระธรรม ย่อมได้ความรู้อรรถ. . . เป็นผู้
ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรม ย่อมเจริญธัมมานุสติ.
ดูก่อนมหานามะ อีกประการหนึ่ง อริยสารกย่อมระลึกถึงพระสงฆ์
เนืองๆว่า สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติ
ตรงแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อญายธรรม เป็นผู้ปฏิบัติชอบ นี้คือคู่บุรุษ ๔ บุรุษ
บุคคล ๘ นั่นคือสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ควรของคำนับ ควร
ของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มี
นาบุญอื่นยิ่งไปกว่า สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระสงฆ์เนือง ๆ สมัยนั้น
จิตของอริยสาวกนั้นย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม. . . ก็อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไป
ตรงเพราะปรารภพระสงฆ์ ย่อมได้ความรู้อรรถ . . . เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
กระแสธรรม ย่อมเจริญสังฆานุสติ.
ดูก่อนมหานามะ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงศีลของตน
เนือง ๆ ที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันวิญญูชนสรร-
เสริญ อันตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือ เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ ดูก่อนมหานามะ

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 531 (เล่ม 36)

สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงศีลของตนเนือง ๆ สมัยนั้น จิตของอริยสาวก
นั้น ย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม. . . ก็อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภ
ศีล. . . ย่อมได้ความรู้อรรถ. . . เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรม ย่อม
เจริญสีลานุสติ.
ดูก่อนมหานามะ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงการบริจาค
ของตนเนือง ๆ ว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ คือ เมื่อหมู่สัตว์
ถูกมลทิน คือความตระหนี่กลุ้มรุม เรามีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่
อยู่ครองเรือน เป็นผู้มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม (คอยหยิบของบริจาค)
ยินดีในการเสียสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน ดูก่อนมหานามะ
สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงการบริจาคเนือง ๆ สมัยนั้น จิตของอริยสาวก
นั้นย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม. . . ก็อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภ
จาคะ ย่อมได้ความรู้อรรถ. . . เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรม ย่อม
เจริญจาคานุสติ.
ดูก่อนมหานามะ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมเจริญเทวตานุสติ
(ความระลึกถึงเทวดาเนือง ๆ) ว่า เทวดาเหล่าจาตุมหาราชมีอยู่ เทวดาเหล่า
ดาวดึงส์มีอยู่ เทวดาเหล่ายามามีอยู่ เทวดาเหล่าดุสิตมีอยู่ เทวดาเหล่านิม-
มานรดีมีอยู่ เทวดาเหล่าปรนิมมิตวสวัสดีมีอยู่ เทวดาเหล่าพรหมกายิกามีอยู่
เทวดาที่สูงกว่าเหล่าพรหมนั้นมีอยู่ เทวดาเหล่านั้น ประกอบด้วยศรัทธาเช่น
ใด จุติจากโลกนี้แล้วอุบัติในเทวดาชั้นนั้น ศรัทธาเช่นนั้นแม้ของเราก็มีอยู่
เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยศีลเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้ว อุบัติในเทวดาชั้นนั้น
ศีลเช่นนั้นแม้ของเราก็มีอยู่ เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยสุตะเช่นใด จุติจาก
โลกนี้แล้ว อุบัติในเทวดาชั้นนั้น สุตะเช่นนั้นแม้ของเราก็มีอยู่ เทวดาเหล่า
นั้นประกอบด้วยจาคะเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้ว อุบัติในเทวดาชั้นนั้น จาคะ

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 532 (เล่ม 36)

เช่นนั้นแม้ของเราก็มีอยู่ เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยปัญญาเช่นใด จุติจาก
โลกนี้แล้ว อุบัติในเทวดาชั้นนั้น ปัญญาเช่นนั้นแม้ของเราก็มีอยู่ ดูก่อน
มหานามะ สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และ
ปัญญา ของตนและของเทวดาเหล่านั้นเมือง ๆ สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น
ย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ย่อมไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ย่อมไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม
ย่อมเป็นจิตดำเนินไปตรงทีเดียว ก็อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภ
เทวดา ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อัน
ประกอบด้วยธรรม เมื่อได้ความปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจประกอบ
ด้วยปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบแล้วย่อมเสวยสุข เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น
ดูก่อนมหานามะ นี้อาตมภาพกล่าวว่า อริยสาวกเป็นผู้ถึงความสงบเรียบร้อย
อยู่ ในเมื่อหมู่สัตว์ไม่สงบเรียบร้อย เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทอยู่ ในเมื่อหมู่
สัตว์ยังมีความพยาบาทกันอยู่ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรม ย่อมเจริญ
เทวตานุสติ ดูก่อนมหานามะ อริยสาวกผู้ได้บรรลุผล ทราบชัดพระศาสนา
แล้ว ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก.
จบมหานามสูตรที่ ๑๐
จบอาหุเนยยวรรคที่ ๑

532