ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 503 (เล่ม 36)

อรรถกถาปุคคลปสาทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปุคคลปสาทสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปุคฺคลปฺปสาเท ได้แก่ ในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคล
คนหนึ่ง. บทว่า อนฺเต นิสีทาเปติ ได้แก่ ให้เธอนั่งท้ายอาสนะของพวก
ภิกษุ. บทที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปุคคลปสาทสูตรที่ ๑๐
จบทุจริตวรรควรรณนาที่ ๕
จบปัญจมปัณณาสก์
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทุจริตสูตร ๒. กายทุจริตสูตร ๓. วจีทุจริตสูตร ๔. มโน-
ทุจริตสูตร ๕. อปรทุจริตสูตร ๖. อปรกายทุจริตสูตร ๗. อปรวจีทุจริตสูตร
๘. อปรมโนทุจริตสูตร ๙. สีวถิกาสูตร ๑๐. ปุคคลปสาทสูตร และอรรถกถา.

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 504 (เล่ม 36)

พระสูตรที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในวรรค*
ว่าด้วยคุณธรรมและประเภทธรรมต่าง ๆ
[๒๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
พึงให้กุลบุตรอุปสมบทได้ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยสมาธิขันธ์
อันเป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยปัญญาขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ๑
ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยวิมุตติญาณ-
ทัศนขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประกายนี้แล พึงให้กุลบุตรอุปสมบทได้.
[๒๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
พึงให้นิสัยได้ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ฯลฯ ประกอบด้วยวิมุตติญาณ-
ทัศนขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล พึงให้นิสัยได้.
[๒๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
พึงให้สามเณรอุปัฏฐากได้ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ ประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ฯลฯ ประกอบด้วยวิมุตติ-
ญาณทัศนขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล พึงให้สามเณรอุปัฏฐากได้.
* อรรถกถาแก้ไว้ท้ายวรรคนี้.

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 505 (เล่ม 36)

[๒๕๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความตระหนี่ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน ? คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล (อุปัฏฐาก) ๑
ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ความตระหนี่ ๕ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดา
ความตระหนี่ ๕ ประการนี้ ความตระหนี่ที่น่าเกลียดยิ่ง คือ ความตระหนี่ธรรม.
[๒๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ
เพื่อตัดขาดความตระหนี่ ๕ ประการ ความตระหนี่ ๕ ประการเป็นไฉน ?
คือ ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่ที่อยู่ ๑
เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่สกุล ๑ เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่
ลาภ ๑ เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่วรรณะ ๑ เพื่อละ เพื่อตัดขาด
ความตระหนี่ธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ
เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่ ๕ ประการนี้แล.
[๒๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ ไม่ควร
เพื่อบรรลุปฐมฌาน ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือความตระหนี่ที่อยู่ ๑
ความตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความ
ตระหนี่ธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่
ควรบรรลุปฐมฌาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๕ ประการ ควรเพื่อ
บรรลุปฐมฌาน ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑
ความตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความ
ตระหนี่ธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๔ ประการนี้แล ควร
บรรลุปฐมฌาน.
[๒๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ ไม่ควร
เพื่อบรรลุทุติยฌาน. . . ตติยฌาน. . . จตุตถฌาน. . . ไม่ควรเพื่อทำให้

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 506 (เล่ม 36)

แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล. . . สกทาคามิผล. . . อนาคามิผล . . . อรหัตผล ธรรม
๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล ๑ ความ
ตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง
อรหัตผล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๕ ประการ ควรเพื่อกระทำ
ให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ความตระหนี่ที่อยู่
ฯลฯ ความตระหนี่ธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๕ ประการนี้แล
ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล.
[๒๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ ไม่ควร
เพื่อบรรลุปฐมฌาน ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑
ความตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความ
เป็นคนอกตัญญูกตเวที ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ
นี้แล ไม่ควรเพื่อบรรลุปฐมฌาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๕ ประการ ควรเพื่อบรรลุปฐม-
ฌาน ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่
สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความเป็นคนอกตัญญู-
กตเวที ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๕ ประการนี้แล ควรเพื่อ
บรรลุปฐมฌาน.
[๒๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ ไม่ควรเพื่อ
บรรลุทุติยฌาน. . . ตติยฌาน. . . จตุตถฌาน. . . ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง
โสดาปัตติผล. . . สกทาคามิผล. . . อนาคามิผล. . . อรหัตผล ธรรม ๕
ประการเป็นไฉน ? คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล ๑ ความ
ตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความเป็นคนอกตัญญูกตเวที ๑

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 507 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้ง
ซึ่งอรหัตผล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๕ ประการ ควรเพื่อทำให้
แจ้งซึ่งอรหัตผล ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ฯลฯ
ความเป็นคนอกตัญญูกตเวที ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๕ ประการ
นี้แล ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล.
[๒๖๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
สงฆ์ไม่พึงสมมติให้เป็นภัตตุเทสก์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ลำเอียง
เพราะรัก ๑ ลำเอียงเพราะชัง ๑ ลำเอียงเพราะหลง ๑ ลำเอียงเพราะกลัว ๑
ย่อมไม่รู้ภัตที่ได้นิมนต์แล้ว และยังไม่ได้นิมนต์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล สงฆ์ไม่พึงสมมติให้เป็นภัตตุเทสก์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึง
สมมติให้เป็นภัตตุเทสก์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ไม่ลำเอียงเพราะ
รัก ๑ ไม่ลำเอียงเพราะชัง ๑ ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๑ ไม่ลำเอียงเพราะกลัว ๑
ย่อมรู้ภัตที่ได้นิมนต์แล้วและยังไม่ได้นิมนต์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล สงฆ์พึงสมมติให้เป็นภัตตุเทสก์.
[๒๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
สงฆ์ไม่พึงสมมติให้เป็นภัตตุเทสก์ แม้สมมติแล้วก็ไม่พึงใช้ให้ทำการ ฯลฯ
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นภัตตุเทสก์ สมมติ
แล้วก็พึงใช้ให้ทำการ ฯลฯ ภิกษุภัตตุเทสก์ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
พึงทราบว่าเป็นพาล ฯลฯ ภิกษุภัตตุเทสก์ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ฯลฯ ภิกษุภัตตุเทสก์ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมบริหารตนให้ถูกขจัด ถูกทำลาย ฯลฯ ภิกษุภัตตุเทสก์ประกอบด้วยธรรม
๕ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกขจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ฯลฯ ภิกษุภัตตุ-
เทสก์ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเกิดในนรก เหมือนนำมาโยนลง

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 508 (เล่ม 36)

ฯลฯ ภิกษุภัตตุเทสก์ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือน
เชิญมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ไม่ลำเอียงเพราะรัก ๑
ไม่ลำเอียงเพราะชัง ๑ ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๑ ไม่ลำเอียงเพราะกลัว ๑ ย่อม
รู้ภัตที่ได้นิมนต์แล้วและยังไม่ได้นิมนต์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุภัตตุเทสก์
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์ เหมือนเชิญมา
ประดิษฐานไว้.
[๒๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
สงฆ์ไม่พึงสมมติให้เป็นเสนาสนปัญญาปกะ ผู้ปูลาดเสนาสนะ. . . ไม่รู้เสนาสนะ
ที่ได้ปูลาดแล้วและยังไม่ได้ปูลาด. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นเสนาสนปัญญาปกะ. . . ย่อมรู้เสนาสนะ
ที่ได้ปูลาดแล้วและยังไม่ได้ปูลาด. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นเสนาสนคาหาปกะ ผู้ให้ภิกษุถือเสนาสนะ. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นเสนาสนคาหาปกะ
. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นภัณฑาคาริก ผู้รักษาเรือนคลัง. . . ย่อมไม่รู้ภัณฑะที่เก็บแล้ว
และยังไม่ได้เต็ม. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
สงฆ์พึงสมมติให้เป็นภัณฑาคาริก. . .ย่อมรู้ภัณฑะที่ได้เก็บแล้วและยังไม่ได้เก็บ
. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นจีวรปฏิคคาหกะ ผู้รับจีวร. . . ย่อมไม่รู้จีวรที่รับแล้วและยังไม่ได้
รับ. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึง
สมมติให้เป็นจีวรปฏิคคาหกะ. . .ย่อมรู้จีวรที่รับแล้วและยังไม่ได้รับ. . .

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 509 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นจีวรภาชกะ ผู้แจกจีวร. . .ไม่รู้จีวรที่ได้แจกแล้วและยังไม่ได้แจก
. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึงสมมติ
ให้เป็นจีวรภาชกะ. . .ย่อมรู้จีวรที่แจกแล้วและยังไม่ได้แจก. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นยาคุภาชกะ ผู้แจกข้าวยาคู. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นยาคุภาชกะ. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นผลภาชกะ ผู้แจกผลไม้. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นผลภาชกะ. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นขัชชกภาชกะ ผู้แจกของขบเคี้ยว. . . ย่อมไม่รู้ของขบเคี้ยวที่แจก
แล้วและยังไม่ได้แจก. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕
ประการ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นขัชชกภาชกะ. . .ย่อมรู้ของขบเคี้ยวที่แจกแล้ว
และยังไม่ได้แจก. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นอัปปมัตตกวิสัชชกะ ผู้จ่ายของเล็กน้อย. . .ย่อมไม่รู้ของเล็กน้อย
ที่ได้จ่ายแล้วและยังไม่ได้จ่าย. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม
๕ ประการ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นอัปปมัตตกวิสัชชกะ. . .รู้ของเล็กน้อยที่ได้
จ่ายแล้วและยังไม่ได้จ่าย. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นอัปปมัตตกวิสัชชกะ ผู้จ่ายของเล็กน้อย. . .ย่อมไม่รู้ของเล็กน้อย
และยังไม่ได้รับ. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 510 (เล่ม 36)

สงฆ์พึงสมมติให้เป็นสาฏิยคาหาปกะ. . . ย่อมรู้ผ้าสาฎกที่ได้รับแล้วและยังไม่ได้
รับ. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นปัตตคาหาปกะ ผู้รับบาตร. . .ย่อมไม่รู้บาตรที่รับแล้วและไม่ได้
รับ. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึง
สมมติให้เป็นปัตตคาหาปกะ. . .ย่อมไม่รู้บาตรที่รับแล้วและยังไม่ได้รับ. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นอารามิกเปสกะ ผู้ใช้คนวัด. . . ย่อมไม่รู้คนที่ได้ใช้แล้วยังไม่ได้
ใช้. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึงสมมติ
ให้เป็นอารามิกเปสกะ. . . ย่อมรู้คนที่ได้ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึง
สมมติให้เป็นสามเณรเปสกะ. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม
๕ ประการ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นสามเณรเปสกะ. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ สงฆ์ไม่พึงสมมติให้เป็นสามเณรเปสกะ
แม้สมมติแล้ว ก็ไม่พึงใช้ให้ทำการ. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นสามเณรเปสกะ สงฆ์พึงสมมติแล้ว
พึงใช้ให้ทำการ. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสามเณรเปสกะประกอบด้วยธรรม
๕ ประการ พึงทราบว่าเป็นพาล. . . พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต. . . ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสามเณรเปสกะ ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อม
บริหารตนให้ถูกขจัด ถูกทำลาย. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสามเณรเปสกะ
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกขจัด ไม่ให้ถูกทำลาย
. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสามเณรเปสสกะประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาโยนลง. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสามเณร
ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาโยนลง. ..คูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสามเณร-

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 511 (เล่ม 36)

เปสกะประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนเชิญมาประ-
ดิษฐานไว้ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ไม่ลำเอียงเพราะรัก ๑ ไม่ลำเอียง
เพราะชัง ๑ ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๑ ไม่ลำเอียงเพราะกลัว ๑ ย่อมรู้สามเณร
ที่ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสามเณรเปสกะประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์เห็นเชิญมาประดิษฐานไว้.
[๒๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ
เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ๑ กล่าวเท็จ ๑
ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมา
โยนลง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเกิดใน
สวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้
งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ งดเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ งดเว้นจากการประพฤติ
ผิดพรหมจรรย์ ๑ งดเว้นจากการพูดเท็จ ๑ งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุรา
และเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้.
[๒๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณี. . .สิกขมานา. . .สามเณร. . .
สามเณรี. . . อุบาสก. . . อุบาสิกา ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเกิดใน
นรกเหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๑
ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาโยนลง.

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 512 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อม
เกิดในสวรรค์เหมือนถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ?
คือ เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ งดเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ งดเว้นจากการ
ประพฤติผิดในกาม ๑ งดเว้นจากการพูดเท็จ ๑ งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือ
สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกา
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเกิดขึ้นสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษ-
ฐานไว้.
[๒๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาชีวกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ
เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ ดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาชีวก
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาโยนลง.
[๒๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิครนถ์. . . สาวกนิครนถ์. . .ชฏิล. . .
ปริพาชก. . .เดียรถีย์พวกมาคัณฑิกะ. . .พวกเตทัณฑิกะ. . .พวกอารุทธกะ. . .
พวกโคตมกะ. . .พวกเทวธัมมิกะ. . .ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเกิด
ในนรกเหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้ฆ่า
สัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ ดื่มน้ำเมาคือสุรา
และเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เดียรถีย์พวก
เทวธัมมิกะประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำ
มาโยนลง.
[๒๖๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการควรเจริญเพื่อรู้ยิ่ง
ราคะ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ อสุภสัญญา ๑ มรณสัญญา ๑ อาทีนว-

512