ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 483 (เล่ม 36)

อรรถกถาปฐมสัปปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมสัปปสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สภีรุ ได้แก่ เป็นสัตว์ในโพรงนอนหลับสนิทหลับนาน. บทว่า
สปฺปฏิภโย ได้แก่ ภัยย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยงูเห่านั้น. เพราะฉะนั้น มันจึง
ชื่อว่า มีภัยเฉพาะหน้า. บทว่า มิตฺตทุพฺภี ได้แก่ ประทุษร้าย เบียดเบียนมิตร
แม้เป็นผู้ให้น้ำและข้าวกิน. ถึงในมาตุคาม ก็นัยนี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถาปฐมสัปปสูตรที่ ๙
๑๐. ทุติยสัปปสูตร
ว่าด้วยโทษของงูเห่าและมาตุคาม
[๒๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษในงูเห่า ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน ? คือ เป็นสัตว์มักโกรธ ๑ มักผูกโกรธ ๑ มีพิษร้าย ๑ มีสองลิ้น ๑
มักประทุษร้ายมิตร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษในงูเห่า ๕ ประการนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษในมาตุคาม ๕ ประการนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน
๕ ประการเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้มักโกรธ ๑ มักผูกโกรธ ๑ มีพิษร้าย ๑
มีสองลิ้น ๑ มักประทุษร้ายมิตร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในโทษ ๕ ประการ
นั้น ความที่มาตุคามเป็นผู้มีพิษร้าย คือ โดยมากมาตุคามมีราคะจัด ความที่
มาตุคามเป็นผู้มีสองสิ้น คือ โดยมากมาตุคามมีวาจาส่อเสียด ความที่มาตุคาม
เป็นผู้มักประทุษร้ายมิตร คือ โดยมากมาตุคามมักประพฤตินอกใจ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย โทษในมาตุคาม ๕ ประการนี้แล.
จบทุติยสัปปสูตรที่ ๑๐
จบทีฆจาริกวรรคที่ ๓

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 484 (เล่ม 36)

อรรถกถาทุติยสัปปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยสัปปสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โฆรวิโส คือ มีพิษร้ายกาจ. บทว่า ทุชิวฺโห คือ มีลิ้น
สองแฉก. บทว่า โฆรวิสตา คือ เพราะเป็นสัตว์มีพิษร้าย. แม้ในสองบท
ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถาทุติยสัปปสูตรที่ ๑๐
จบทีฆจาริกวรรควรรณนาที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมทีฆจาริกสูตร ๒. ทุติยทีฆจาริกสูตร ๓ . อภินิวาสสูตร
๔. มัจฉรสูตร ๕. ปฐมกุลุปกสูตร ๖. ทุติยกุลุปกสูตร ๗. โภคสูตร
๘. ภัตตสูตร ๙. ปฐมสัปปสูตร ๑๐. ทุติยสัปปสูตร และอรรถกถา.

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 485 (เล่ม 36)

อาวาสกวรรคที่ ๔
๑. อาวาสิกสูตร
ว่าด้วยธรรมของเจ้าอาวาส
[๒๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการ ย่อมเป็นผู้ไม่ควรยกย่อง ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุ
เจ้าอาวาสเป็นผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยมรรยาท ไม่ถึงพร้อมด้วยวัตร ไม่เป็นพหู-
สูต ไม่ทรงจำสุตะ ๑ เป็นผู้ไม่ประพฤติขัดเกลา ไม่ยินดีในการหลีกออกเร้น
ไม่ยินดีในกัลยาณธรรม ๑ เป็นผู้ไม่มีวาจาไพเราะ ไม่กระทำถ้อยคำให้
ไพเราะ ๑ มีปัญญาทราม โง่เขลา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาส
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่ควรยกย่อง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมเป็นผู้ควรยกย่อง ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ภิกษุเจ้าอาวาสเป็น
ผู้ถึงพร้อมด้วยมรรยาท ถึงพร้อมด้วยวัตร ๑ เป็นพหูสูต ทรงไว้ซึ่งสุตะ ๑
เป็นผู้ประพฤติขัดเกลา ยินดีในการหลีกออกเร้น ยินดีในกัลยาณธรรม ๑
มีวาจาไพเราะกระทำถ้อยคำให้ไพเราะ ๑ มีปัญญา เฉลียวฉลาด ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้ควร
ยกย่อง.
จบอาวาสิกสูตรที่ ๑

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 486 (เล่ม 36)

อาวาสกวรรควรรณนาที่ ๔
อรรถกถาอาวาสิกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอาวาสิกสูตรที่ ๑ แห่ง วรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า น อากปฺปสมฺปนฺโน ได้แก่เป็นผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยกิริยาของ
สมณะ. บทว่า อภาวนิโย โหติ ได้แก่ เป็นผู้ไม่ควรยกย่อง.
จบอรรถกถาอาวาสิกสูตรที่ ๑
๒. ปิยสูตร*
ว่าด้วยปิยธรรมของเจ้าอาวาส
[๒๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการ ย่อมเป็นที่รัก ที่ชอบใจ ที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของเพื่อน
พรหมจรรย์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยความ
สำรวมในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยใน
โทษมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูต
ทรงไว้ซึ่งสุตะ สะสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมาก จำทรงไว้ ขึ้นปาก คล่องใจ
แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง
งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์
บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ เป็นผู้มีวาจาไพเราะ กระทำถ้อยคำให้ไพเราะ ประกอบ
* สูตรที่ ๒ อรรถกถาว่าง่ายทั้งนั้น

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 487 (เล่ม 36)

ด้วยวาจาของชาวเมือง สละสลวยไม่มีโทษ ให้ทราบข้อความได้ชัด ๑ เป็น
ผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง
เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน
เข้าถึงอยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก ที่ชอบใจ ที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของ
เพื่อนพรหมจรรย์.
จบปิยสูตรที่ ๒
๓. โสภณสูตร
ว่าด้วยโสภณธรรมของเจ้าอาวาส
[๒๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการ ย่อมยังอาวาสให้งาม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือเป็นผู้มีศีล สำรวม
ด้วยความสำรวมในพระปาติโมกข์ ฯลฯ ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑
เป็นพหูสูต ฯลฯ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ เป็นผู้มีวาจาไพเราะ ฯลฯ ให้
ทราบข้อความได้ชัด ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อให้ผู้เข้าไปหาเห็นแจ้ง ให้สมาทาน
ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ๑ เป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดย
ไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ย่อม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อม
ยังอาวาสให้งาม.
จบโสภณสูตรที่ ๓

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 488 (เล่ม 36)

อรรถกถาโสภณสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโสภณสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปฏิพโล ได้แก่ ชื่อว่าเป็นผู้สามารถ เพราะเป็นผู้ประกอบ
ด้วยกำลังกายและกำลังญาณ.
จบอรรถกถาโสภณสูตรที่ ๓
๔. พหุปการสูตร
ว่าด้วยอุปการธรรมของเจ้าอาวาส
[๒๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการ ย่อมเป็นผู้มีอุปการะมากแก่อาวาส ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ เป็น
ผู้มีศีล ฯลฯ สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูต ฯลฯ
บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่หักพัง ๑ ก็ภิกษุสงฆ์หมู่
ใหญ่เข้ามาแล้ว มีภิกษุมาจากแคว้นต่าง ๆ ย่อมเข้าไปบอกพวกคฤหัสถ์ว่า
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เข้ามาแล้ว มีภิกษุมาจากแคว้น
ต่าง ๆ ขอเชิญท่านทั้งหลายทำบุญ เป็นสมัยทำบุญ ๑ เป็นผู้ได้ตามความ
ปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่อง
อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้มีอุปการะมากแก่อาวาส.
จบพหุปการสูตรที่ ๔

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 489 (เล่ม 36)

อรรถกถาพหุปการสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในพหุปการสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ขณฺฑผุลฺลํ ได้แก่สถานที่ชำรุดหักพัง. บทว่า ปฏิสงฺขโรติ
ได้แก่ ทำให้เป็นปกติดังเดิม. บทว่า อาโรเจติ นี้ ท่านกล่าวโดยตระกูลที่เขา
ปวารณาไว้แล้ว.
จบอรรถกถาพหุปการสูตรที่ ๔
๕. อนุกัมปกสูตร
ว่าด้วยกรุณาธรรมของเจ้าอาวาส
[๒๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการ ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ยังคฤหัสถ์ให้
สมาทานให้อธิศีล ๑ ให้ตั้งอยู่ในธรรมทัศนะ ๑ เข้าไปหาคฤหัสถ์ผู้ป่วยแล้ว
ย่อมให้สติว่า ท่านทั้งหลายจงตั้งสติให้ตรงต่อพระรัตนตรัย ก็ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
เข้ามาแล้ว มีภิกษุมาจากแคว้นต่าง ๆ ย่อมเข้าไปบอกพวกคฤหัสถ์ว่า ดูก่อน
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุหมู่ใหญ่เข้ามาแล้ว มีภิกษุมาจากแคว้นต่าง ๆ
ขอเชิญท่านทั้งหลายทำบุญเป็นสมัยทำบุญ ๑ ย่อมฉันโภชนะที่พวกคฤหัสถ์ถวาย
จะเลวหรือประณีตก็ตามด้วยตนเอง ๑ ไม่ยังศรัทธาไทยให้เสียไป ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมอนุเคราะห์
คฤหัสถ์.
จบอนุกัมปกสูตรที่ ๕

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 490 (เล่ม 36)

อรรถกถาอนุกัมปกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอนุกัมปกสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อธิสีเลสุ ได้แก่ ในศีล ๕. บทว่า ธมฺมทสฺสเน นิเวเสติ
ได้แก่ ให้ตั้งอยู่ในธัมมทัสสนะคือสัจจะ ๔. บทว่า อรหคฺคตํ ได้แก่ ตั้งสติ
ดำเนินไปในพระรัตนตรัยอันสมควรแก่สักการะทั้งปวง. อธิบายว่า ท่านเข้าไป
ตั้งความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัยนั่นเอง ดังนี้.
จบอรรถกถาอนุกัมปกสูตรที่ ๕
๖. ยถาภตอวัณณสูตร*
ว่าด้วยธรรมทำให้เจ้าอาวาสเลวและดี
[๒๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการ เหมือนถูกนำมาเก็บไว้ในนรก ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ไม่ใคร่ครวญ
ไม่พิจารณาก่อนแล้วกล่าวสรรเสริญผู้ควรตำหนิ ๑ ไม่ใคร่ครวญ ไม่พิจารณา
ก่อนแล้วกล่าวตำหนิผู้ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญ ไม่พิจารณาก่อนแล้ว
แสดงความเลื่อมใสให้ปรากฏในที่อันไม่ควรเลื่อมใส ๑ ไม่ใคร่ครวญ ไม่พิจาร-
ณาก่อนแล้วแสดงความไม่เลื่อมใสให้ปรากฏในที่อันควรเลื่อมใส ๑ ย่อมยัง
ศรัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม
๕ ประการนี้แล เหมือนถูกนำมาเก็บไว้ในนรก.
* สูตรที่ ๖ อรรถกถาว่าง่ายทั้งนั้น.

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 491 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เหมือนถูกเชิญมาอยู่ในสวรรค์ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ใคร่ครวญพิจารณา
ก่อนแล้วกล่าวตำหนิผู้ควรตำหนิ ๑ ใคร่ครวญพิจารณาก่อนแล้วกล่าวสรรเสริญ
ผู้ควรสรรเสริญ ๑ ใคร่ครวญพิจารณาก่อนแล้ว แสดงความไม่เลื่อมใสให้ปรากฏ
ในที่อันไม่ควรเลื่อมใส ๑ ใคร่ครวญพิจารณาก่อนแล้วแสดงความเลื่อมใสให้
ปรากฏในที่อันควรเลื่อมใส ๑ ย่อมไม่ยังศรัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้ เหมือนถูกเชิญมาอยู่
ในสวรรค์.
จบยถาภตอวัณณสูตรที่ ๖
๗. ยถาภตเคธสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้เจ้าอาวาสเลวและดี
[๒๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการ เหมือนถูกนำมาเก็บไว้ในนรก ๕ ประการเป็นไฉน ? คือไม่ใคร่ครวญ
ไม่พิจารณาก่อนแล้วกล่าวสรรเสริญผู้ควรตำหนิ ๑ ไม่ใคร่ครวญ ไม่พิจารณา
ก่อนแล้วกล่าวตำหนิผู้ควรสรรเสริญ ๑ เป็นผู้ตระหนี่อาวาส หวงแหนอาวาส ๑
เป็นผู้ตระหนี่สกุล หวงแหนสกุล ๑ ย่อมยังศรัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เหมือนถูก
นำมาเก็บไว้ในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เหมือนถูกเชิญมาอยู่ในสวรรค์ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ใคร่ครวญพิจารณา

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 492 (เล่ม 36)

ก่อนแล้วกล่าวตำหนิผู้ควรตำหนิ ๑ ใคร่ครวญพิจารณาก่อนแล้วกล่าวสรรเสริญ
ผู้ควรสรรเสริญ ๑ เป็นผู้ไม่ตระหนี่อาวาส ไม่หวงแหนอาวาส ๑ เป็นผู้ไม่
ตระหนี่สกุล ไม่หวงแหนสกุล ๑ ไม่ยังศรัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เหมือนถูกเชิญ
มาอยู่ในสวรรค์.
จบยถาภตเคธสูตรที่ ๗
อรรถกถายถาภตเคธสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในยถาภตเคธสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อาวาสปลิเคธี ได้แก่ ตั้งอยู่ประหนึ่งกลืนกินอาวาสด้วย
อำนาจแห่งความติดอย่างแรงกล้า. บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาภตเคธสูตรที่ ๗
จบอาวาสิกวรรควรรณนาที่ ๔
๘. ปฐมยถาภตมัจเฉรสูตร*
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้เจ้าอาวาสตกต่ำและไม่ตกต่ำ
[๒๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการ เหมือนถูกนำมาเก็บไว้ในนรก ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ไม่ใคร่ครวญ
ไม่พิจารณาก่อนแล้วกล่าวสรรเสริญผู้ควรตำหนิ ๑ ไม่ใคร่ครวญ ไม่พิจารณา
ก่อนแล้วกล่าวตำหนิผู้ควรสรรเสริญ ๑ เป็นผู้ตระหนี่อาวาส ๑ ตระหนี่สกุล ๑
ตระหนี่ลาภ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจ้าอาวาสประกอบด้วยธรรม ๕
ประการนี้แล เหมือนถูกนำมาเก็บไว้ในนรก.
* สูตรที่ ๘-๙-๑๐ ไม่มีอรรถกถา.

492