ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 453 (เล่ม 36)

บทว่า ธมฺเม คือในปริยัติธรรม และปฏิเวธธรรม. ก็เมื่อสงสัยใน
ปริยัติธรรม ย่อมสงสัยว่า อาจารย์ทั้งหลายกล่าวกันว่า พระไตรปิฎกพุทธพจน์
มีแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ดังนี้ พระพุทธพจน์นั้นมีอยู่ หรือไม่มีหนอดังนี้.
เมื่อสงสัยในปฏิเวธธรรม ย่อมสงสัยว่า อาจารย์ทั้งหลายกล่าวกันว่า ผลแห่ง
วิปัสสนา ชื่อว่ามรรค ผลของมรรค ชื่อว่าผล ธรรมที่สละคืนสังขารทั้งปวง
ชื่อว่านิพพาน ดังนี้ นิพพานนั้นมีอยู่ หรือไม่มีหนอ ดังนี้.
บทว่า สงฺเฆ กงฺขติ ความว่า ย่อมสงสัยว่า ชื่อว่าสงฆ์ ผู้ดำเนิน
ตามปฏิปทาเห็นปานนี้ ตามบทเป็นต้นว่า อุชุปฏิปนฺโน ดังนี้ เป็นชุมนุม
แห่งบุคคล ๘ คือ ท่านผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ ท่านผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ มีอยู่ หรือไม่มี
หนอดังนี้.
เมื่อสงสัยในสิกขา ย่อมสงสัยว่า อาจารย์ทั้งหลายกล่าวกันว่า อธิสีล-
สิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขาดังนี้ สิกขานั้นมีอยู่ หรือไม่มีหนอดังนี้.
บทว่า อยํ ปญฺจโม ความว่า ภาวะนี้เป็นความกระด้าง ความเป็น
ขยะ เป็นหลักตอแห่งจิตข้อที่ห้า คือความขัดเคืองในเพื่อนสพรหมจารี.
จบอรรถกถาเจโตขีลสูตรที่ ๕
๖. วินิพันธสูตร
ว่าด้วยเครื่องผูกพันใจ ๕ ประการ
[๒๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด
ยังไม่ปราศจากความพอใจ ยังไม่ปราศจากความรัก ยังไม่ปราศจากความ

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 454 (เล่ม 36)

ระหาย ผู้ไม่ปราศจากความทะยานอยากในกาม ภิกษุใด เป็นผู้ยังไม่ปราศจาก
ความกำหนัด. . .ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกาม จิตของภิกษุนั้นย่อม
ไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อ
บำเพ็ญเพียร นี้เป็นเครื่องผูกใจข้อที่ ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด. . . ยังไม่
ปราศจากความทะยานอยากในกาย ภิกษุใด เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด
ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกาย จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อ
ความเพียร เพื่อประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็น
เครื่องผูกพันใจข้อที่ ๒.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด. . . ยังไม่
ปราศจากความทะยานอยากในรูป ภิกษุใด เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด...
ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในรูป จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อ
ความเพียร เพื่อความประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร
นี้เป็นเครื่องผูกพันใจข้อที่ ๓.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุฉันอาหารจนอิ่มตามต้องการแล้ว ประกอบ
ความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสุขในการหลับอยู่
ภิกษุใด ฉันอาหารจนอิ่มตามความต้องการแล้ว ประกอบความสุขในการนอน
ความสุขในการเอน ความสุขในการหลับอยู่ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไป
เพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร
นี้เป็นเครื่องผูกพันใจข้อที่ ๔.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุปรารถนาเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง ประพฤติ
พรหมจรรย์ด้วยตั้งใจว่า เราจักเป็นเทวดา หรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่ง

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 455 (เล่ม 36)

ด้วยศีล พรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ ภิกษุใดปรารถนาเทพนิกายหมู่ใด
หมู่หนึ่ง ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยตั้งใจว่า เราจักเป็นเทวดา หรือเป็นเทพ
องค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล พรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ จิตของภิกษุนั้น
ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อ
บำเพ็ญเพียร นี้เป็นเครื่องผูกพันใจข้อที่ ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการนี้แล.
จบวินิพันธสูตรที่ ๖
อรรถกถาวินิพันธสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวินิพันธสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เจตโส วินิพนฺธา ได้แก่ กิเลสชื่อว่า เจตโสวินิพันธะ
เพราะผูกจิตยึดไว้ ดุจทำไว้ในกำมือ. บทว่า กาเม ได้แก่ ทั้งวัตถุกาม
ทั้งกิเลสกาม. บทว่า กาเย ได้แก่ ในกายของตน. บทว่า รูเป คือในรูป
ภายนอก. บทว่า ยาวทตฺถํ ได้แก่ เท่าที่ตนปรารถนา. บทว่า อุทราว-
เทหกํ ได้แก่ อาหารที่เต็มท้อง อาหารที่เต็มท้องนั้นเรียกกันว่า อุทราวเทหกํ
เพราะบรรจุเต็มท้องนั้น. บทว่า เสยฺยสุขํ ได้แก่ ความสุขโดยการนอน
บนเตียงหรือตั่ง หรือความสุขตามอุตุ [อุณหภูมิ]. บทว่า ปสฺสสุขํ ได้แก่
ความสุขที่เกิดขึ้น เหมือนความสุขของบุคคลผู้นอนพลิกไปรอบ ๆ ทั้งข้างขวา
ทั้งข้างซ้าย ฉะนั้น. บทว่า มิทฺธสุขํ คือ ความสุขในการหลับ. บทว่า
อนุยุตฺโต ได้แก่ ประกอบขวนขวายอยู่. บทว่า ปณิธาย แปลว่า ปรารถนา
แล้ว. จตุปาริสุทธิศีล ชื่อว่าศีล ในบทเป็นต้นว่า สีเลน. การสมาทานคือถือ

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 456 (เล่ม 36)

วัตร ชื่อว่าวัตร. การประพฤติตบะ ชื่อว่าตบะ การงดเว้นเมถุน ชื่อว่า
พรหมจรรย์. บทว่า เทโว วา ภวิสฺสามิ ความว่า เราจักเป็นเทพผู้ใหญ่
หรือ. บทว่า เทวญฺญตโร วา ความว่า หรือจักเป็นเทพผู้น้อยองค์ใด
องค์หนึ่ง.
จบอรรถกถาวินิพันธสูตรที่ ๖
๗. ยาคุสูตร
ว่าด้วยอานิสงส์ข้าวยาคู
[๒๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของข้าวยาคู ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นไฉน ? คือ บรรเทาความหิว ๑ ระงับความระหาย ๑ ยังลม
ให้เดินคล่อง ๑ ชำระลำไส้ ๑ เผาอาหารเก่าที่ยังไม่ย่อย ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อานิสงส์ของข้าวยาคู ๕ ประการนี้แล.
จบยาคุสูตรที่ ๗
อรรถกถายาคุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในยาคุสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วาตํ อนุโลเมติ ได้แก่ ทำลมให้เดินสะดวก. บทว่า วตฺถึ
โสเธติ ได้แก่ ชำระกระเพาะปัสสาวะให้สะอาด. บทว่า อามาวเสสํ ปาเจติ
ความว่า ถ้าอาหารที่ดิบยังไม่ย่อยมี ก็ช่วยย่อยอาหารนั้น.
จบอรรถกถายาคุสูตรที่ ๗

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 457 (เล่ม 36)

๘. ทันตกัฏฐสูตร
ว่าด้วยคุณและโทษการใช้และไม่ใช้ไม่สีฟัน
[๒๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษเพราะไม่เคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ตาฟาง ๑ ปากเหม็น ๑ ประสาทที่นำรสอาหาร
ไม่หมดจดดี ๑ เสมหะย่อมหุ้มห่ออาหาร ๑ อาหารย่อมไม่อร่อยแต่เขา ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษเพราะไม่เคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์เพราะเคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการนี้ ๕
ประการเป็นไฉน ? คือ ตาสว่าง ๑ ปากไม่เหม็น ๑ ประสาทที่นำรสอาหาร
หมดจดดี เสมหะย่อมไม่หุ้มห่ออาหาร อาหารย่อมอร่อยแก่เขา ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์เพราะเคี้ยวไม่สีฟัน ๕ ประการนี้แล.
จบทันตกัฏฐสูตรที่ ๘
อรรถกถาทันตกัฏฐสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทันตกัฏฐสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อจกฺขุสฺสํ ได้แก่ ไม่ทำการเกื้อกูลแก่จักษุ คือไม่ทำจักษุ
ให้ใส่.
จบอรรถกถาทันตกัฏฐสูตรที่ ๘

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 458 (เล่ม 36)

๙. คีตสูตร
ว่าด้วยโทษของขับด้วยเสียงยาว
[๒๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษของภิกษุผู้กล่าวธรรมด้วยเสียงขับ
ที่ยาว ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ตนเองย่อมกำหนัดในเสียง
นั้นบ้าง ผู้อื่นย่อมกำหนัดในเสียงนั้นบ้าง พวกคฤหบดีย่อมยกโทษว่า พวก
สมณศากยบุตรเหล่านี้ย่อมขับเหมือนพวกเราขับบ้าง เมื่อภิกษุพอใจกระทำเสียง
ความเสื่อมแห่งสมาธิย่อมมีบ้าง ประชุมชนรุ่นหลังย่อมถือเป็นแบบอย่างบ้าง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษของภิกษุผู้กล่าวธรรมด้วยเสียงขับที่ยาว ๕ ประการ
นี้แล.
จบคีตสูตรที่ ๙
อรรถกถาคีตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในคีตสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อายตเกน ได้แก่ ยาวคือทำให้ระเบียบคาถา [คำร้อยกรอง]
ซึ่งมีบทและพยัญชนะบริบูรณ์เสียไป. บทว่า สรกุตฺติมฺปิ นิกามยมานสฺส
ความว่า เมื่อปรารถนาการแต่งเสียงด้วยคิดว่า เสียงขับเราควรทำอย่างนี้ ดังนี้.
บทว่า สมาธิสฺส ภงฺโค โหติ ความว่า จิตที่ประกอบด้วยสมถะและ
วิปัสสนาก็เสียไป.
จบอรรถกถาคีตสูตรที่ ๙

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 459 (เล่ม 36)

๑๐. มุฏฐัสสติสูตร
ว่าด้วยโทษและคุณของการนอนหลับ
[๒๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งภิกษุผู้ลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ
นอนหลับ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ย่อมหลับเป็นทุกข์ ๑
ย่อมตื่นเป็นทุกข์ ๑ ย่อมฝันลามก ๑ เทวดาย่อมไม่รักษา ๑ น้ำอสุจิย่อมเคลื่อน ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งภิกษุผู้ลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ นอนหลับ
๕ ประการนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์แห่งภิกษุผู้มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ
นอนหลับ ๕ ประการนี้แล ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ย่อมหลับเป็นสุข ๑
ย่อมตื่นเป็นสุข ๑ ย่อมไม่ฝันลามก ๑ เทวดาย่อมรักษา ๑ น้ำอสุจิย่อมไม่เคลื่อน ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์แห่งภิกษุผู้มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ นอนหลับ
๕ ประการนี้แล.
จบมุฏฐัสสติสูตรที่ ๑๐
จบกิมพิลวรรคที่ ๑

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 460 (เล่ม 36)

อรรถกถามุฏฐัสสติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมุฏฐัสสติสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทุกฺขํ สุปติ ความว่า เมื่อฝันเห็นสุบินต่าง ๆ ก็หลับ
ไม่สบาย. บทว่า ทุกฺขํ ปฏิพุชฺฌติ ความว่า แม้เมื่อตื่น ก็สะดุ้งตื่น
ขนลุก. ในสูตรนี้ตรัสสติสัมปชัญญะคละกัน.
จบอรรถกถามุฏฐัสสติสูตรที่ ๑๐
จบกิมพิลวรรควรรณนาที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กิมพิลสูตร ๒. ธัมมัสสวนสูตร ๓. อาชานิยสูตร ๔. พลสูตร
๕. เจโตขีลสูตร ๖. วินิพันธสูตร ๗. ยาคุสูตร ๘. ทันตกัฏฐสูตร
๙. คีตสูตร ๑๐. มุฏฐัสสติสูตร และอรรถกถา.

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 461 (เล่ม 36)

อักโกสกวรรคที่ ๒
๑. อักโกสกสูตร
ว่าด้วยโทษการด่า ๕ ประการ
[๒๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดชอบด่า ชอบบริภาษเพื่อน
พรหมจรรย์ ชอบติเตียนพระอริยเจ้า ภิกษุนั้นพึงหวังได้โทษ ๕ ประการ
๕ ประการเป็นไฉน คือ เธอย่อมต้องอาบัติปาราชิก ขาดทางบรรลุโลกุตร.
ธรรม ๑ ย่อมต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างอื่น ๑ ย่อมได้รับโรคเรื้อรังอย่าง
หนัก ๑ ย่อมเป็นผู้หลงกระทำกาละ ๑ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดชอบด่า ชอบบริภาษเพื่อน
พรหมจรรย์ ชอบติเตียนพระอริยเจ้า ภิกษุนั้นพึงหวังได้โทษ ๕ ประการ
นี้แล.
จบอักโกสกสูตรที่ ๑
อักโกสกวรรควรรณนาที่ ๒
อรรถกถาอักโกสกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอักโกสกสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อกฺโกสกปริภาสโก ได้แก่ ด่าด้วยอักโกสกวัตถุ ๑๐
บริภาษด้วยแสดงภัย. บทว่า ฉนฺนปริปนฺโถ ได้แก่ ชื่อว่า มีทางอันขาด
เสียแล้ว เพราะความที่โลกุตระถูกตัดขาดแล้วด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า. บทว่า
โรคาตงฺกํ ได้แก่ โรคนั่นแล ชื่อว่า โรคาตังกะ เพราะจะทำให้ชีวิตยากแค้น.
จบอรรถกถาอักโกสกสูตรที่ ๑

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 462 (เล่ม 36)

๒. ภัณฑนสูตร
ว่าด้วยโทษแห่งการทะเลาะวิวาท
[๒๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดผู้ทำความบาดหมาง ทำการ
ทะเลาะ ทำการอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ภิกษุนั้นพึงหวังได้โทษ ๕ ประการ
๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ย่อมไม่ได้บรรลุคุณวิเศษที่ยังไม่ได้บรรลุ ๑ ย่อม
เสื่อมจากคุณที่ได้บรรลุแล้ว ๑ กิตติศัพท์ที่ชั่วย่อมฟุ้งไป ๑ ย่อมเป็นผู้หลง
กระทำกาละ ๑ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ๑ ดูก่อนภิกษุ-
ทั้งหลาย ภิกษุใดทำความบาดหมาง ทำการทะเลาะ ทำการวิวาท ทำการ
อื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ภิกษุนั้นพึงหวังได้โทษ ๕ ประการนี้แล.
จบภัณฑนสูตรที่ ๒
อรรถกถาภัณฑนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในภัณฑนสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อธิกรณการโก ได้แก่ ก่ออธิกรณ์ ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น.
บทว่า อนธิคตํ ได้แก่ คุณวิเศษที่ยังไม่ได้บรรลุมาก่อน
จบอรรถกถาภัณฑนสูตรที่ ๒

462