ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 443 (เล่ม 36)

ย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออก
แห่งสักกายะ.
ความเพลินในกามก็ดี ความเพลินในพยาบาทก็ดี ความเพลินใน
วิหิงสาก็ดี ความเพลินในรูปก็ดี ความเพลินในสักกายะก็ดี ย่อมไม่บังเกิดขึ้น
แก่เธอเพราะความเพลินในกามก็ดี ความเพลินในพยาบาทก็ดี ความเพลินใน
วิหิงสาก็ดี ความเพลินในรูปก็ดี ความเพลินในสักกายะก็ดี ไม่บังเกิดขึ้น
ภิกษุนี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ไม่มีอาลัย ตัดตัณหาได้แล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว
ทำที่สุดทุกข์ได้แล้ว เพราะละมานะได้โดยชอบ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุที่
พึงพรากได้ ๕ ประการนี้แล.
จบนิสสารณียสูตรที่ ๑๐
จบพราหมณวรรควรรณนาที่ ๕
จบจตุตถปัณณาสก์
อรรถกถานิสสารณียสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในนิสารณียสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :
บทว่า นิสฺสารณิยา ได้แก่ สลัดออกไป คือ พรากออกได้. บทว่า
ธาตุโย ได้แก่ สภาพที่ว่างจากตน. บทว่า กามํ มนสิกโรโต ได้แก่
ใส่ใจถึงกาม อธิบายว่า ออกจากอสุภฌานแล้วส่งจิตมุ่งต่อกามเพื่อจะทดสอบ
ดุจหยิบยาทดลองพิษ [ฤทธิ์ยา]. บทว่า น ปกฺขนฺทติ คือ ไม่เข้าไป. บทว่า
น ปสีทติ คือ ไม่ถึงความเลื่อมใส. บทว่า น สนฺติฏฺฐติ คือ ไม่ตั้งอยู่.
บทว่า น วิมุจฺจติ คือไม่น้อมไป. เหมือนอย่างว่า ปีกไก่ก็ดี เอ็นกบก็ดี

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 444 (เล่ม 36)

ที่เขาใส่ลงไปในไฟ ย่อมหงิกงอ ม้วนไม่เหยียด ฉันใด จิตก็หดหู่ไม่เหยียดออก
ฉันนั้น. ปฐมฌานในอสุภะชื่อว่า เนกขัมมะ ในบทนี้ว่า เนกฺขมฺมํ โข ปน
ดังนี้. เมื่อภิกษุนั้นใส่ใจถึงเนกขัมมะนั้น จิตย่อมแล่นไป (ในเนกขัมมะ).
บทว่า ตสฺส ตํ จิตฺตํ ได้แก่ จิตในอสุภฌานของภิกษุนั้น. บทว่า สุคตํ
ได้แก่ ไปแล้วด้วยดี เพราะไปในโคจรคืออารมณ์. บทว่า สุภาวิตํ ได้แก่
อบรมแล้วด้วยดี เพราะไม่เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม. บทว่า สุวุฏฺฐิตํ
ได้แก่ ออกไปแล้วจากกาม. บทว่า สุวิมุตฺตํ ได้แก่ พ้นแล้วด้วยดีจากกาม
ทั้งหลาย. อาสวะทั้งหลาย ๔ ที่มีกามเป็นเหตุ ชื่อว่าอาสวะ มีกามเป็นปัจจัย.
ความทุกข์ ชื่อว่า วิฆาตะ ความเร่าร้อนเพราะกามราคะชื่อว่า ปริฬาหะ.
บทว่า น โส ตํ เวทนํ เวทยติ ความว่า ภิกษุนั้นมิได้เสวยเวทนาเกิดจาก
กามนั้น และเวทนาเกิดจากความทุกข์ และความเร่าร้อน.
บทว่า อิทมกฺขาตํ กามานํ นิสฺสรณํ ความว่า อสภฌานนี้ท่าน
กล่าวว่า เป็นเครื่องไหลออกไปแห่งกามทั้งหลาย เพราะสลัดออกจากกาม.
ก็ภิกษุใดทำฌานนั้นให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลายบรรลุตติยมรรค เห็น
นิพพานด้วยอนาคามิผลแล้วก็รู้ว่า ชื่อว่ากามทั้งหลายจะไม่มีอีกดังนี้ จิตของ
ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นนิสสรณะ เครื่องไหลออกโดยส่วนเดียว. แม้ในบทที่เหลือ
ก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่ความต่างกันมีดังนี้ ในวาระที่ ๒ เมตตาฌานชื่อว่า
เป็นเครื่องสลัดออกแห่งพยาบาท ในวาระที่ ๓ กรุณาฌานชื่อว่าเป็นเครื่อง
สลัดออกแห่งวิหิงสา ในวาระที่ ๔ อรูปฌานชื่อว่าเป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป
ทั้งหลาย. อนึ่ง พึงประกอบอรหัตผลเข้าในบทนี้ว่า อจฺจนฺตนิสฺสรณํ
ดังนี้. ในวาระที่ ๕ บทว่า สกฺกายํ มนสิกโรโต ความว่า เมื่อภิกษุกำหนด
สังขารล้วนเป็นอารมณ์แล้วบรรลุพระอรหัต เป็นสุกขวิปัสสกออกจากผลสมาบัติ

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 445 (เล่ม 36)

แล้วจึงส่งจิตมุ่งต่ออุปาทานขันธ์ ๕ เพื่อทดสอบ. บทว่า อิทมกฺขาตํ สกฺกา-
ยสฺส นิสฺสรณํ ความว่า จิตอันสัมปยุตด้วยอรหัตผลสมาบัติที่เกิดขึ้นว่า
สักกายะจะไม่มีอีกต่อไป ดังนี้ ของภิกษุผู้เห็นพระนิพพานด้วยอรหัตมรรค
และด้วยผลดำรงอยู่นี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเครื่องสลัดออกไปแห่งสักกายะ. ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสรรเสริญคุณของพระขีณาสพ
ผู้บรรลุสักกายนิสสรณนิโรธอย่างนี้ดำรงอยู่ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ตสฺส
กามนนฺทิปิ นานุเสติ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า นานุเสติ คือไม่เกิด.
บทว่า อนนุสยา คือ เพราะความไม่เกิด. บทที่เหลือในสูตรนี้ มีเนื้อความ
ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถานิสสารณียสูตรที่ ๑๐
จบพราหมณวรรควรรคนาที่ ๕
จบจตุตถปัณณาสก์
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โสณสูตร ๒. โทณสูตร ๓. สังคารวสูตร ๔. การณปาลีสูตร
๕. ปิงคิยานีสูตร ๖. สุปินสูตร ๗. วัสสสูตร ๘. วาจาสูตร ๙. กุลสูตร
๑๐. นิสสารณียสูตร และอรรถกถา.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 446 (เล่ม 36)

ปัญจมปัณณาสก์
๑. กิมพิลสูตร
ว่าด้วยเหตุปัจจัยทำให้ศาสนาเสื่อม
[๒๐๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุ-
วันใกล้เมืองกิมิลา ครั้งนั้น ท่านพระกิมพิละได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเครื่องให้พระ
สัทธรรมไม่ดำรงอยู่นาน ในเมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสว่า ดูก่อนกิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว พวกภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงใน
ศาสดา เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในธรรม เป็นผู้ไม่มีความ
เคารพไม่มีความยำเกรงในสงฆ์ เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง
ในสิกขา เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงกันและกัน ดูก่อน
กิมพิละนี้ แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้พระสัทธรรมไม่ดำรงอยู่นาน ในเมื่อ
ตถาคตปรินิพพานแล้ว.
กิม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระสัทธรรม
ดำรงอยู่ได้นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.
พ. ดูก่อนกิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว พวกภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงใน
ศาสดา เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในธรรมเป็นผู้มีความเคารพ

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 447 (เล่ม 36)

มาความยำเกรงในสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในสิกขา
เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงกันและกัน ดูก่อนกิมพิละ นี้แลเป็น
เหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพาน
แล้ว.
จบกิมพิลสูตรที่ ๑
ปัญจมปัณณาสก์
กิมพิลวรรควรรณนาที่ ๑
อรรถกถากิมพิลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกิมพิลสูตรที่ ๑ แห่งปัณณาสก์ที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กิมฺพิลายํ ได้แก่ ในเมืองที่มีชื่ออย่างนี้. บทว่า เวฬุวเน
คือ ในป่ามุขจลินท์. บทว่า เอตทโวจ ได้ยินว่า พระเถระนี้ เป็นบุตร-
เศรษฐีในเมืองนั้น บวชในสำนักของพระศาสดา ได้บุพเพนิวาสญาณ พระเถระ
นั้น เมื่อระลึกถึงขันธสันดานสืบต่อขันธ์อันตนเคยอยู่แล้ว บวชแล้ว ในเวลา
ที่ศาสนาของพระกัสสปทศพลเสื่อม. เมื่อบริษัท ๔ ทำความไม่เคารพใน
ศาสนาอยู่ จึงพาดบันไดขึ้นภูเขา ทำสมณธรรมบนภูเขานั้น ได้เห็นความที่
ตนเคยอยู่แล้ว. ท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วหมายจะทูลถามถึงเหตุนั้นดังนี้
แล้วจึงได้กราบทูลคำเป็นต้นว่า โก นุ โข ภนฺเต ดังนี้ กะพระศาสดานั้น
อย่างนี้.

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 448 (เล่ม 36)

บทว่า สตฺถริ อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา ความว่า ย่อม
ไม่ตั้งความเคารพและความเป็นใหญ่ไว้ในพระศาสดา. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้
เหมือนกัน.
ในบทเหล่านั้น ภิกษุเมื่อเดินกั้นร่ม สวมรองเท้าที่ลานพระเจดีย์
เป็นต้นก็ดี พูดเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์มีประการต่าง ๆ ก็ดี ชื่อว่าไม่เคารพ
ในพระศาสดา. อนึ่ง นั่งหลับในโรงฟังธรรมก็ดี พูดเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์
มีประการต่าง ๆ ก็ดี ชื่อว่าไม่เคารพในพระธรรม. เมื่อพูดถึงเรื่องต่าง ๆ
ยกแขนส่ายในท่ามกลางสงฆ์ ไม่ทำการยำเกรงในภิกษุผู้เถระ ผู้นวกะ (ผู้ใหม่)
และผู้มัชฌิมะ (ผู้ปานกลาง) ชื่อว่าไม่เคารพในสงฆ์อยู่. เมื่อไม่ทำสิกขาให้
บริบูรณ์ ชื่อว่า ไม่เคารพในสิกขา เมื่อทำการทะเลาะบาดหมางเป็นต้น
กะกันและกัน ชื่อว่าไม่เคารพกันและกัน.
จบอรรถกถากิมพิลสูตรที่ ๑
๒. ธัมมัสสวนสูตร
ว่าด้วยอานิสงส์แห่งการฟังธรรม ๕ ประการ
[๒๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นไฉน คือ ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ ย่อมเข้า
ใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ๑ ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ ๑ ย่อมทำความ
เห็นให้ตรง ๑ จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์
ในการฟังธรรม ๕ ประการนี้แล.
จบธัมมัสสวนสูตรที่ ๒
สูตรที่ ๒ อรรถกถาว่ามีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 449 (เล่ม 36)

๓. อาชานิยสูตร
ว่าด้วยองค์ ๕ ของม้าอาชาไนย
[๒๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชา
ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ ย่อมควรแก่พระราชา ควรเป็นม้าทรง ย่อม
ถึงความนับว่าเป็นราชพาหนะ องค์ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ความซื่อ
ตรง ๑ ความวิ่งเร็ว ๑ ความอ่อนโยน ๑ ความอดทน ๑ ความเสงี่ยม ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชา ประกอบด้วยองค์ ๕
ประการนี้แล ย่อมควรแก่พระราชา ควรเป็นม้าทรง ย่อมถึงการนับว่า เป็น
ราชพาหนะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ฉันนั้น
เหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำ
บุญ ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๕
ประการเป็นไฉน ? คือ ความซื่อตรง ๑ ความเร็ว ๑ ความอ่อนโยน ๑
ความอดทน ๑ ความเสงี่ยม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม
๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่
ของทำบุญ ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบอาชานิยสูตรที่ ๓

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 450 (เล่ม 36)

อรรถกถาอาชานิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยใน อาชานิยสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อาชฺชเวน ได้แก่ ด้วยความตรง คือด้วยการไปไม่คด.
บทว่า ชเวน คือด้วยฝีเท้าเร็ว. บทว่า มทฺทเวน คือ ด้วยมีสรีระอ่อนโยน.
บทว่า ขนฺติยา คือ ด้วยความอดทนด้วยความอดกลั้น. บทว่า
โสรจฺเจน คือ ด้วยความมีปกติสะอาด ในภิกษุวาระ [วาระว่าด้วยภิกษุ]
พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ บทว่า อาชฺชวํ ได้แก่ ความไปตรงแห่งญาณ.
บทว่า ชโว ได้แก่ ความดำเนินไปแห่งญาณอันกล้า. บทว่า มทฺทวํ คือ
ความอ่อนโยนเป็นปกติ. บทว่า ขนฺติ ได้แก่ ความอดทนด้วยความอดกลั้น
นั่นแล. บทว่า โสรจฺจํ คือ มีความสะอาดเป็นปกติทีเดียว
จบอรรถกถาอาชานิยสูตรที่ ๓
๔. พลสูตร
ว่าด้วยกำลัง ๕
[๒๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน ? คือ กำลังคือศรัทธา ๑ กำลังคือหิริ ๑ กำลังคือโอตตัปปะ ๑ กำลัง
คือวิริยะ ๑ กำลังคือปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้แล.
จบพลสูตรที่ ๔
อรรถกถาว่าพลสูตรที่ ๔ ตรัสพละ ๕ ไว้คละกัน.

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 451 (เล่ม 36)

๕. เจโตขีลสูตร
ว่าด้วยตะปูตรึงใจ ๕ ประการ
[๒๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน ? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ
ไม่เลื่อมใสในศาสดา ภิกษุใด ย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่
เลื่อมใสในศาสดา จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความ
ประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นตะปูตรึงใจข้อที่ ๑.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่
เลื่อมใสในธรรม ภิกษุใด ย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส
ในธรรม จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบ
เนือง ๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นตะปูตรึงใจข้อที่ ๒.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่
เลื่อมใสในพระสงฆ์ ภิกษุใด ย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่
เลื่อมใสในพระสงฆ์ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความ
ประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นตะปูตรึงใจข้อที่ ๓.
อีกบระการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่
เลื่อมใสในสิกขา ภิกษุใด ย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส
ในสิกขา จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบ
เนือง ๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นตะปูตรึงใจข้อที่ ๔.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมโกรธ มีใจไม่แช่มชื่น มีจิตอันโทสะกระทบ
แล้ว กระด้างในพวกเพื่อนพรหมจรรย์ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมใจ

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 452 (เล่ม 36)

เพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร
นี้เป็นตะปูตรึงใจข้อที่ ๕.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ ๕ ประการนี้แล.
จบเจโตขีลสูตรที่ ๕
อรรถกถาเจโตขีลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเจโตขีลสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า เจโตขีลา ได้แก่ ความกระด้าง ความเป็นขยะ ความเป็น
หลักตอแห่งจิต. บทว่า สตฺถริ กงฺขติ ความว่า ภิกษุย่อมสงสัยในพระ-
วรกาย หรือในพระคุณของพระศาสดา. เมื่อสงสัยในพระวรกาย ย่อมสงสัยว่า
พระวรกาย ชื่อว่าประดับด้วยปุริสลักษณะ ๓๒ มีอยู่ หรือไม่มีหนอดังนี้
เมื่อสงสัยในคุณ ย่อมสงสัยว่า พระสัพพัญญุตญาณซึ่งสามารถรู้อดีต อนาคต
และปัจจุบันมีอยู่ หรือไม่มีหนอดังนี้. บทว่า วิจิกิจฺฉติ ได้แก่ เลือกเฟ้น
ยาก ย่อมถึงความลำบาก คือไม่สามารถจะตัดสินใจได้. บทว่า นาธิมุจฺจติ
ได้แก่ ย่อมไม่ได้ความน้อมใจเชื่อว่าสิ่งนั้นอย่างนี้. บทว่า น สมฺปสีทติ
ความว่า หยั่งลงในคุณแล้วก็ไม่สามารถจะเลื่อมใส คือมีใจไม่ขุ่นมัว เพราะ
ไม่มีความสงสัยได้. บทว่า อาตปฺปาย ได้แก่ เพื่อทำความเพียรเผาผลาญ
กิเลส. บทว่า อนุโยคาย ได้แก่ เพื่อความประกอบบ่อยๆ. บทว่า สาตจฺจาย
ได้แก่ เพื่อทำติดต่อกัน. บทว่า ปธานาย ได้แก่ เพื่อตั้งความเพียร. บทว่า
อยํ ปฐโม เจโตขีโล ความว่า ภาวะนี้เป็นความกระด้างแห่งจิตข้อที่หนึ่ง
คือความสงสัยในพระศาสดานี้ อย่างนี้แล ภิกษุนั้นก็ละยังไม่ได้.

452