ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 423 (เล่ม 36)

พึงได้ไม้จันทน์แห่งจันทน์เหลืองหรือจันทน์แดง พึงสูดกลิ่นจากที่ใด ๆ เช่น
จากราก จากลำต้น หรือจากยอด ก็ย่อมได้กลิ่นหอมดี กลิ่นแท้ ฉันใด
บุคคลฟังธรรมของท่านพระโคดมพระองค์นั้น โดยลักษณะใด ๆ คือ โดย
สุตตะ โดยเคยยะ โดยไวยากรณ์ หรือโดยอัพภูตธรรม ก็ย่อมได้ความ
ปราโมทย์ ย่อมได้โสมนัส โดยลักษณะนั้น ฉันนั้น เปรียบเหมือนบุรุษผู้
อาพาธ มีทุกข์ เป็นไข้หนัก นายแพทย์ผู้ฉลาดพึงบำบัดอาพาธของเขาโดยเร็ว
ฉันใด บุคคลฟังธรรมของท่านพระโคดมพระองค์นั้น โดยลักษณะใด ๆ คือ
โดยสุตตะ โดยเคยยะ โดยไวยากรณ์ หรือโดยอัพภูตธรรม ความโศก
ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับแค้นใจของเขาย่อมหมด
ไปโดยลักษณะนั้น ๆ ฉันนั้น เปรียบเหมือนสระน้ำมีน้ำใสน่าเพลินใจ น้ำเย็น
น้ำขาว มีท่าราบเรียบ น่ารื่นรมย์ บุรุษผู้ร้อนเพราะแดด ถูกแดดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย เดินมาถึง เขาลงไปในสระน้ำนั้น อาบ ดื่ม
พึงระงับ ความกระวนกระวาย ความเหน็ดเหนื่อย และความเร่าร้อนทั้งปวง
ฉันใด บุคคลฟังธรรมของท่านพระโคดมพระองค์นั้น โดยลักษณะใด ๆ คือ
โดยสุตตะ โดยเคยยะ โดยไวยากรณ์ หรือโดยอัพภูตธรรม ความกระวน-
กระวาย ความเหน็ดเหนื่อย และความเร่าร้อนทั้งปวงของเขา ก็ย่อมระงับไป
โดยลักษณะนั้น ๆ ฉันนั้น.
เมื่อปิงคิยานีพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว การณปาลีพราหมณ์ลุกจาก
ที่นั่ง ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คุกเข่าข้างขวาลงบนแผ่นดิน ประนมอัญชลี
ไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ เปล่งอุทานสามครั้งว่า ขอความ
นอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอความนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ-
องค์นั้น ขอความนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัม-

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 424 (เล่ม 36)

พุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้วกล่าวต่อไปว่า ท่านปิงคิยานี ภาษิตของท่าน
แจ่มแจ้งยิ่งนัก ท่านปิงคิยานี ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งยิ่งนัก ท่านปิงคิยานี
ประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของ
ที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า ผู้มี
จักษุเห็นรูปได้ฉะนั้น ข้าพเจ้านี้ขอถึงท่านพระโคดมพระองค์นั้น กับทั้ง
พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ขอท่านปิงคิยานีจงจำข้าพเจ้าว่าเป็น
อุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบการณปาลีสูตรที่ ๔
อรรถกถาการณปาลีสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในการณปาลีสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า การณปาลี เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์ชื่อการณปาลี
เพราะทำราชการในราชสำนัก. บทว่า กมฺมนฺตํ กาเรติ ความว่า การณปาลี-
พราหมณ์ลุกแต่เช้าตรู่ กระทำประตูป้อม และกำแพงที่ยังไม่ได้ทา ซ่อมส่วน
ที่ชำรุด.
บทว่า ปิงฺคิยานึ พฺราหฺมณํ ได้แก่ พราหมณ์ผู้เป็นอริยสาวก
ตั้งอยู่ในอนาคามิผล จึงมีชื่ออย่างนี้. ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นลุกแต่เช้าตรู่ ถือ
ของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว บูชาด้วยดอกไม้
เป็นต้น แล้วจึงเข้าเมือง. นี้เป็นกิจวัตรประจำวันของพราหมณ์. การณปาลี-
พราหมณ์นั้น ได้เห็นพราหมณ์ปิงคิยานีทำกิจวัตรอย่างนั้นแล้วกำลังเดินมา.

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 425 (เล่ม 36)

บทว่า เอตทโวจ ความว่า การณปาลีพราหมณ์ คิดว่า พราหมณ์
ผู้นี้มีปัญญา ญาณกล้า ไปไหนมาแต่เช้าหนอ รู้สึกว่าพราหมณ์เดินเข้ามาใกล้
โดยลำดับ จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า หนฺท กุโต ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า
ทวา ทิวสฺส ได้แก่ กลางวัน อธิบายว่า เที่ยงวัน.
บทว่า ปณฺฑิโต มญฺญติ ในสูตรนี้มีใจความว่า การณปาลีพราหมณ์
คิดว่า ท่านพราหมณ์ปิงคิยานี ย่อมสำคัญพระสมณโคดมว่าเป็นบัณฑิตหรือ
ไม่หนอ. บทว่า โกจาหมฺโก ความว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นใครเล่า
ในอันที่จะรู้ถึงความฉลาดปราดเปรื่องแห่งพระปัญญาของพระสมณโคดมได้.
บทว่า โก จ สมณสฺส โคตมสฺส ปญฺญา เวยฺยตฺติยํ ชานิสฺสามิ
ความว่า พราหมณ์ปิงคิยานีแสดงความไม่รู้ของตนด้วยประการทั้งปวงอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าจักรู้ความฉลาดปราดเปรื่องแห่งพระปัญญาของพระสมณะได้แต่ไหน
คือ ข้าพเจ้าจักรู้ได้ด้วยเหตุไรเล่า.
บทว่า โสปิ นูนสฺสตาทิโสว ความว่า พราหมณ์ปิงคิยานีแสดงว่า
ผู้ใดพึงรู้ถึงความฉลาดปราดเปรื่องแห่งพระปัญญาของพระสมณโคดม ผู้นั้น
ก็ต้องบำเพ็ญบารมี ๑๐ แล้วบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ก็จะพึงเป็นพุทธะ
เช่นนั้นเท่านั้น. อันผู้ประสงค์จะวัดภูเขาสิเนรุก็ดี แผ่นดินก็ดี อากาศก็ดี
ควรได้ไม้วัด หรือเชือกเท่ากับเขาสิเนรุแผ่นดินและอากาศนั้น แม้ผู้จะรู้ปัญญา
ของพระสมณโคดม ก็ควรจะได้พระสัพพัญญุตญาณเช่นเดียวกับพระญาณของ
พระองค์เหมือนกัน. ก็ในสูตรนี้พราหมณ์ปิงคิยานี กล่าวย้ำด้วยความเอื้อเฟื้อ.
บทว่า อุฬาราย ได้แก่ สูงสุดคือประเสริฐสุด. บทว่า โกจาหมฺโภ
ความว่า ท่านผู้เจริญ เราเป็นใครเล่าในการที่จะสรรเสริญพระสมณโคดม.
บทว่า โก จ สมณํ โคตมํ ปสํสิสฺสามิ ความว่า เราจักสรรเสริญได้
ด้วยเหตุไรเล่า.

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 426 (เล่ม 36)

บทว่า ปสฏฺฐปสฏฺโฐ ความว่า พราหมณ์ปิงคิยานีสรรเสริญด้วย
พระคุณทั้งหลายของพระองค์ ซึ่งชาวโลกทั้งปวงสรรเสริญแล้ว อันฟุ้งไป
เหนือคุณทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องสรรเสริญพระองค์ด้วยพระคุณอื่น ๆ เหมือน
อย่างว่า ดอกจัมปาก็ดี อุบลขาบก็ดี ปทุมแดงก็ดี จันทน์แดงก็ดี เป็นของ
ผ่องใสและมีกลิ่นหอมด้วยสิริ คือ สีและกลิ่นประจำภายในของมันเอง ไม่จำ
จะต้องชมดอกไม้นั้นด้วยสีและกลิ่นที่จรมาภายนอก. อนึ่ง เหมือนอย่างว่า
แก้วมณีก็ดี ดวงจันทร์ก็ดี ย่อมส่องประกายด้วยแสงของมันเอง แก้วมณี
และดวงจันทร์นั้นก็ไม่จำต้องส่องประกายด้วยแสงอื่น ฉันใด พระสมณโคดม
ก็ฉันนั้น ทรงได้รับสรรเสริญยกย่อง ให้ถึงความเป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลก
ทั้งปวงด้วยพระคุณของพระองค์เองทีชาวโลกทั้งปวงสรรเสริญแล้ว ก็ไม่จำต้อง
สรรเสริญพระองค์ด้วยพระคุณอื่น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปสฏฺฐปสฏฺโฐ
เพราะเป็นผู้ประเสริฐกว่าชนผู้ประเสริฐทั้งหลาย ดังนี้ก็มี. ถามว่า ก็ใครชื่อว่า
เป็นผู้ประเสริฐ. ตอบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นผู้ประเสริฐกว่าชาวกาสีและ
ชาวโกศล พระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ประเสริฐกว่าชาวอังคะและมคธ กษัตริย์
ลิจฉวีกรุงเวสาลีประเสริฐกว่าชาวแคว้นวัชชี มัลลกษัตริย์ เมืองปาวา เมือง
กุสินาราเป็นผู้ประเสริฐ แม้กษัตริย์นั้น ๆ เหล่าอื่นก็ประเสริฐกว่าชาวชนบท
เหล่านั้น ๆ พราหมณ์มีจังกีพราหมณ์เป็นต้น ก็ประเสริฐกว่าหมู่พราหมณ์
ทั้งหลาย อุบาสกมีอนาถบิณฑิกะเป็นต้น ก็ประเสริฐกว่าอุบาสกทั้งหลาย
อุบาสิกามีนางวิสาขาเป็นต้น ก็ประเสริฐกว่าอุบาสิกาหลายร้อย ปริพาชกมี
สุกุลุทายีเป็นต้น ก็ประเสริฐกว่าปริพาชกหลายร้อย มหาสาวิกามีอุบลวัณณา-
เถรีเป็นต้น ก็ประเสริฐกว่าภิกษุณีหลายร้อย พระมหาเถระมีพระสารีบุตรเถระ
เป็นต้น ก็ประเสริฐกว่าภิกษุหลายร้อย เทวดามีท้าวสักกะเป็นต้น ก็ประเสริฐ
กว่าทวยเทพหลายพัน พรหมมีมหาพรหมเป็นต้น ก็ประเสริฐกว่าพรหมหลาย

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 427 (เล่ม 36)

พัน ชนและเทพแม้เหล่านั้นทั้งหมด ก็ยังยกย่องชมเชยสรรเสริญพระทศพล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านเรียกว่า ปสฏฺฐปสฏโฐ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อตฺถวสํ แปลว่า อำนาจแห่งประโยชน์ทั้งหลาย. ครั้งนั้น
พราหมณ์ปิงคิยานี เมื่อบอกถึงเหตุที่ตนเลื่อมใสแก่การณปาลีพราหมณ์นั้น
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ โภ ปุริส ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า
อคฺครสปริติตฺโต ความว่า ชื่อว่า รสเลิศมีอาทิอย่างนี้ คือ บรรดารส-
โภชนะ ข้าวปายาสเลิศ บรรดาข้น เนยใสจากโคเลิศ บรรดารสฝาด ผึ้งอ่อนเลิศ
บรรดารสหวาน น้ำตาลกรวดเลิศ. อิ่มในรสเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง บริโภค
พอหอมปากหอมคอดำรงอยู่ได้ บทว่า อญฺเญสํ หีนานํ ได้แก่ รสเลวอื่น
จากรสเลิศ. บทว่า สุตฺตโส แปลว่า โดยสูตร อธิบายว่า โดยได้สดับมา.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ตโต ตโต ได้แก่ จากบรรดา
สัตถุศาสน์มีสุตตะเป็นต้นนั้น ๆ. บทว่า อญฺเญสํ ปุถุสมณพฺราหฺมณ-
ปฺปวาทานํ ได้แก่ ไม่ชอบใจ ไม่ปรารถนา คำสอนอันเป็นลัทธิของสมณ-
พราหมณ์เป็นอันมากอื่น ไม่ปรารถนาแม้แต่จะฟังสมณพราหมณ์เหล่านั้นพูด.
บทว่า ชิฆจฺฉาทุพฺพลฺยปเรโต ได้แก่ ถูกความหิวและความอ่อนเพลีย
ครอบงำ.
บทว่า มธุปิณฺฑิกํ ได้แก่ ข้าวสัตตุก้อนที่เขาคั่วแป้งสาลีแล้ว ปรุง
ด้วยรสหวาน ๔ อย่าง หรือขนมหวานนั่นเอง. บทว่า อธิคจฺเฉยฺย ได้แก่
พึงได้ บทว่า อเสจนกํ ได้แก่ มีรสประณีตอร่อย ไม่ราดด้วยรสอย่างอื่น
เพื่อทำให้หวาน. บทว่า หริจนฺทนสฺส ได้แก่ ไม้จันทน์สีเหลืองเหมือนทอง.
บทว่า โลหิตจนฺทนสฺส ได้แก่ ไม้จันทร์สีแดง. บทว่า สุรภิคนฺธํ ได้แก่
มีกลิ่นหอม. ก็ความกระวนกระวายเป็นต้น ได้แก่กระวนกระวายเพราะวัฏฏะ
ลำบากเพราะวัฏฏะ ชื่อว่า เร่าร้อนเพราะวัฏฏะ.

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 428 (เล่ม 36)

บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ แปลว่า เปล่งอุทาน เหมือนอย่างว่า
น้ำมันอันใดที่ไม่สามารถจะเอามาตวงได้ แต่ไหลไป น้ำมันอันนั้นเรียกว่า
อวเสกะ น้ำใดไม่สามารถจะขังสระได้ไหลท้นไป น้ำนั้นท่านเรียกว่า โอฆะ
ฉันใด. คำใดที่ประกอบด้วยปีติไม่สามารถจะขังใจอยู่ มีเกินไปตั้งอยู่ไม่ได้ใน
ภายใน ก็ออกไปภายนอก คำที่ประกอบด้วยปีตินั้น ท่านเรียกว่า อุทาน
ก็ฉันนั้น. อธิบายว่า พราหมณ์การณปาลีเปล่งคำที่สำเร็จด้วยปีติเห็นปานนี้.
จบอรรถกถาการณปาลีสูตรที่ ๔
๕. ปิงคิยานีสูตร
ว่าด้วยรัตนะที่หายากยิ่ง ๕ ประการ
[๑๙๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่า
มหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี สมัยนั้น เจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ เฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าอยู่ เจ้าลิจฉวีบางพวกเขียว มีวรรณะเขียว มีผ้าเขียว มีเครื่องประดับ
เขียว บางพวกเหลือง มีวรรณะเหลือง มีผ้าเหลือง มีเครื่องประดับเหลือง
บางพวกแดง มีวรรณะแดง มีผ้าแดง มีเครื่องประดับแดง บางพวกขาว
มีวรรณะขาว มีผ้าขาว มีเครื่องประดับขาว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรุ่งเรืองกว่า
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น โดยพระวรรณะและพระยศ ครั้งนั้น ปิงคิยานีพราหมณ์
ลุกจากที่นั่ง ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าประทับอยู่ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เนื้อความแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความแจ่มแจ้งกะข้าพระ
องค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนปิงคิยานี จงแจ่มแจ้งกะท่านเถิด

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 429 (เล่ม 36)

ครั้งนั้น ปิงคิยานีพราหมณ์ได้ชมเชยต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคาถา
โดยย่อว่า
เชิญท่านดูพระอังคีรสผู้ทรงรุ่งโรจน์
อยู่ เหมือนดอกบัวชื่อโกกนุท มีกลิ่นหอม
ไม่ปราศจากกลิ่น บานอยู่ ณ เวลาเช้า
และเหมือนพระอาทิตย์เปล่งรัศมี อยู่บน
ท้องฟ้า ฉะนั้น.
ครั้งนั้น เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ได้ให้ปิงคิยานีพราหมณ์ห่มผ้าอุตราสงค์
๕๐๐ ผืน ปิงคิยานีพราหมณ์ได้ทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงครองผ้าอุตราสงค์
๕๐๐ ผืนเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า ดูก่อนเจ้า
ลิจฉวี ความปรากฏขึ้นแห่งรัตนะ ๕ หาได้ยากในโลก รัตนะ ๕ เป็นไฉน ?
คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ บุคคลผู้แสดงธรรมวินัย
ที่พระตถาคตประกาศแล้ว ๑ บุคคลผู้รู้แจ้งธรรมวินัยที่พระตถาคต
ประกาศแล้ว อันผู้อื่นแสดงแล้ว ๑ บุคคลผู้รู้แจ้งธรรมวินัยที่พระ-
ตถาคตประกาศแล้ว อันผู้อื่นแสดงแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่
ธรรม ๑ กตัญญูกตเวทีบุคคล ๑ ดูก่อนเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย ความปรากฏ
แห่งรัตนะ ๕ ประการนี้แล หาได้ยากในโลก.
จบปิงคิยานีสูตรที่ ๕

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 430 (เล่ม 36)

อรรถกถาปิงคิยานีสูตร
พึงทราบวินิจฉัยใน ปิงคิยานีสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
คำว่า นีลา นี้รวมสีเขียวไว้ทั้งหมด. คำว่า นีลวณฺณา เป็นต้น
แสดงการจำแนกสีเขียวนั้น. ในบทว่า นีลวณฺณา นั้นตามปกติวรรณของ
กษัตริย์ลิจฉวีเหล่านั้นไม่เขียว แต่ท่านกล่าวคำนั้นเพราะกษัตริย์เหล่านั้นทา
ด้วยเครื่องทาสีเขียว. บทว่า นีลวตฺถา ได้แก่แม้ผ้าเนื้อดีและผ้าไหมเป็นต้น
ของกษัตริย์เหล่านั้นก็เป็นสีเขียวทั้งนั้น. บทว่า นีลาลงฺการา ได้แก่ประดับ
ด้วยแก้วมณีเขียวและดอกไม้เขียว แม้เครื่องประดับช้าง ม้า รถ ม่าน เพดาน
และเสื้อของกษัตริย์เหล่านั้นก็เขียวทั้งหมด. พึงทราบเนื้อความในทุกบทโดย
นัยนี้.
บทว่า ปทุมํ ยถา ได้แก่ เหมือนดอกปทุมสีแดงมี ๑๐๐ ใบ
ฉะนั้น บทว่า โกกนุทํ เป็นไวพจน์ของคำว่า ปทุมํ นั้นนั่นแล. บทว่า
ปาโต ได้แก่ เช้าตรู่คือในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น. บทว่า สิยา แปลว่า พึงมี.
บทว่า อวีตคนฺธํ ได้แก่ ไม่หายหอม. บทว่า องฺคีรสํ ความว่าพระรัศมี
ซ่านจากพระวรกายน้อยใหญ่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้นจึงเรียกพระ
อังคีรส บทว่า ตปนฺตมาทิจฺจมิวนฺตลิกฺเข ความว่า พราหมณ์ปิงคิยานี
กล่าวว่า ท่านจงดูพระอังคีรสผู้รุ่งเรือง ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงในอากาศ
สามารถทำความสว่างในทวีปใหญ่ ๔ ทวีป ซึ่งมีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวาร
พราหมณ์ปิงคิยานีกล่าวอย่างนี้ หมายถึงตนเองหรือมหาชน.
จบอรรถกถาปิงคิยานีสูตรที่ ๕

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 431 (เล่ม 36)

๖. สุปินสูตร
ว่าด้วยมหาสุบิน ๕ ประการ
[๑๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาสุบิน ๕ ประการ ปรากฏแก่
ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์
อยู่ ๕ ประการเป็นไฉน คือ แผ่นดินใหญ่นี้เป็นที่นอนใหญ่ ขุนเขาหิมวันต์
เป็นเขนย มือซ้ายหย่อนลงในสมุทรด้านทิศบูรพา มือขวาหย่อนลงในสมุทร
ด้านทิศประจิม เท้าทั้งสองหย่อนลงในสมุทรด้านทิศทักษิณ นี้เป็น มหาสุบิน
ข้อที่ ๑ ปรากฏแก่ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้
ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่.
อีกประการหนึ่ง หญ้าคาได้ขึ้นจากนาภีของตถาคตอรหันตสัมมาสัม-
พุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ จดท้องฟ้า
ตั้งอยู่ นี้เป็น มหาสุบินข้อที่ ๒ ปรากฏแก้ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่.
อีกประการหนึ่ง หมู่หนอนมีสีขาว ศีรษะดำ ได้ไต่ขึ้นมาจากเท้า
ของพระสัมมาสัมพุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่
ปกปิดตลอดถึงชานุมณฑล นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๓ ปรากฏแก่ตถาคต-
อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่.
อีกประการหนึ่ง นกสี่เหล่ามีสีต่าง ๆ กัน บินมาจากทิศทั้งสี่ ตกลง
แทบเท้าของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้
ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ แล้วกลับกลายเป็นสีขาวทุกตัว นี้เป็นมหาสุบิน
ข้อที่ ๔ ปรากฏแก่ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้
ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่.

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 432 (เล่ม 36)

อีกประการหนึ่ง ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ. ก่อนแต่ตรัสรู้ ยัง
ไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ เดินไปมาบนภูเขาคูถลูกใหญ่ (แต่)
ไม่แปดเปื้อนคูถ นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๕ ปรากฏแก่ตถาคตอรหันตสัมมา-
สัมพุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แผ่นดินใหญ่นี้ เป็นที่นอนใหญ่ของตถาคต-
อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่
ขุนเขาหิมวันต์เป็นเขนย มือซ้ายหย่อนลงในสมุทรด้านทิศบูรพา มือขวา
หย่อนลงในสมุทรด้านทิศประจิม เท้าทั้งสองหย่อนลงในสมุทรด้านทิศทักษิณ
นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๑ ปรากฏเพื่อเป็นนิมิตให้ทราบว่า ตถาคตอรหันต-
สัมมาสัมพุทธะได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า.
ข้อที่หญ้าคาได้ขึ้นจากนาภีของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก่อนแต่
ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ จดท้องฟ้าตั้งอยู่ นี้เป็นมหา
สุบินข้อที่ ๒ ปรากฏเพื่อเป็นนิมิตให้ทราบว่า ตถาคตอรหันตสัมมา-
สัมพุทธะได้ตรัสรู้อริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วประกาศด้วยดี ตลอดถึง
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
ข้อที่หมู่หนอนมีสีขาว ศีรษะดำ ได้ไต่ขึ้นจากเท้าของตถาคตอรหันต-
สัมมาสัมพุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ปกปิด
ตลอดถึงชานุมณฑล นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๓ ปรากฏเพื่อเป็นนิมิตให้ทราบ
ว่า คฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาวจำนวนมากได้ถึงตถาคตเป็นสรณะตลอด
ชีวิต.
ข้อที่นกสี่เหล่ามีสีต่าง ๆ กัน บินมาจากทิศทั้งสี่ ตกลงแทบเท้าของ
ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระ-
โพธิสัตว์อยู่ แล้วกลับกลายเป็นสีขาวทุกตัว นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๔ ปรากฏ

432