ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 403 (เล่ม 36)

พราหมณวรรควรรณนาที่ ๕
อรรถกถาโสณสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโสณสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า พฺราหฺมณธมฺมา ได้แก่ สภาพของพราหมณ์. บทว่า
สุนเขสุ แปลว่า ในสุนัขทั้งหลาย. บทว่า เนว กิณนฺติ น วิกฺกิณนฺติ
ได้แก่ ถือเอาไม่ซื้อ ให้ไปไม่ขาย. บทว่า สมฺปิเยเนว สํวาสํ สมฺพนฺธาย
สมฺปวตฺเตนฺติ ความว่า เข้าไปหาผู้เป็นที่รักและไม่เป็นที่รักแล้วอยู่ร่วมกัน
เพื่อสืบประเวณี. บทว่า อุทราวเทหกํ ได้แก่ บริโภคจนเต็มท้อง. บทว่า
อวเสสํ อาทาย ปกฺกมนฺติ ได้แก่ ห่อส่วนที่บริโภคไม่หมดถือเอากลับไป.
ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะอย่างเดียว.
จบอรรถกถาโสณสูตรที่ ๑
๒. โทณสูตร
ว่าด้วยพราหมณ์ ๕จำพวก
[๑๙๒] ครั้งนั้นแล โทณพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้
ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า พระสมณโคดมไม่
อภิวาทไม่ลุกรับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ซึ่งพราหมณ์ผู้แก่เฒ่าเป็นผู้ใหญ่

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 404 (เล่ม 36)

ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ข้อนั้นเห็นจะเป็นเหมือนอย่างนั้น เพราะท่านพระโคดม
ไม่อภิวาท ไม่ลุกรับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ. ซึ่งพราหมณ์ผู้แก่เฒ่าเป็น
ผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ข้อนี้ไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน
โทณะ แม้ท่านก็ย่อมปฏิญาณว่าเป็นพราหมณ์มิใช่หรือ.
โท. ข้าแต่พระโคดม ผู้ใดเมื่อกล่าวโดยชอบพึงกล่าวว่าเป็นพราหมณ์
อุภโตสุชาตทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด ๗
ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้โดยอ้างถึงชาติ เป็นผู้เล่าเรียน
ทรงมนต์รู้จบไตรเทพ พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและเกฏุภะ พร้อมทั้งอักขระ
ประเภท มีคัมภีร์อิติหาสะเป็นที่ห้า เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ เป็นผู้
ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ และตำราทำนายมหาปุริสลักษณะ ผู้นั้นเมื่อกล่าว
โดยชอบ พึงหมายซึ่งข้าพระองค์นั้นเทียว เพราะข้าพระองค์เป็นพราหมณ์
อุภโตสุชาตทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด ๗
ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้โดยอ้างถึงชาติ เป็นผู้เล่าเรียน
ทรงมนต์ รู้จบไตรเพท พร้อมด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุและเกฏุภะ พร้อมทั้งอักขระ
ประเภท มีคัมภีร์อิติหาสะเป็นที่ห้า เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ เป็นผู้
ชำนาญในคัมภีร์โลกายะและตำราทายมหาปุริสลักษณะ.
พ. ดูก่อนโทณะ บรรดาฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์คือ
ฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตตะ ฤาษียมทัคคี
ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็น
ผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ พวกพราหมณ์ในปัจจุบันนี้ ขับตาม กล่าวตาม ซึ่ง
บทมนต์ของเก่านี้ ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง
บอกได้ถูกต้องตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ ฤาษีเหล่านั้นย่อมบัญญัติพราหมณ์
ไว้ ๕ จำพวกนี้ คือ พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม ๑ พราหมณ์ผู้เสมอ

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 405 (เล่ม 36)

ด้วยเทวดา ๑ พราหมณ์เป็นผู้มีความประพฤติดี ๑ พราหมณีผู้มี
ความประพฤติดีและชั่ว ๑ พราหมณ์จัณฑาลเป็นที่ห้า ๑ ดูก่อน
โทณะ ท่านเป็นพราหมณ์จำพวกไหนในจำพวกพราหมณ์ ๕ จำพวกนั้น.
โท. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่รู้จักพราหมณ์ ๕ จำพวกนี้
แต่ข้าพระองค์รู้ว่าเป็นพราหมณ์เท่านั้น ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดแสดงธรรม
แก่ข้าพระองค์ โดยประการที่ข้าพระองค์จะพึงรู้จักพราหมณ์ ๕ จำพวกนี้.
พ. ดูก่อนโทณะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว.
โทณพราหมณ์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนโทณะ ก็พราหมณ์เป็นผู้เสมอด้วยพรหมอย่างไร ?
พราหมณ์ในโลกนี้เป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือ
ปฏิสนธิหมดจดดีตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้โดย
อ้างถึงชาติ เขาประพฤติโกมารพรหมจรรย์เรียนมนต์อยู่ตลอด ๔๘ ปี ครั้นแล้ว
ย่อมแสวงหาทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์โดยธรรมอย่างเดียว ไม่-
แสวงหาโดยไม่เป็นธรรม ก็ธรรมในการแสวงหานั้นอย่างไร คือ ไม่ใช่
แสวงหาด้วยกสิกรรม พาณิชยกรรม โครักขกรรม การเป็นนักรบ การรับ-
ราชการ ศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาถือกระเบื้องเที่ยวภิกขาจารอย่างเดียว
มอบทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์แก่อาจารย์แล้ว ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้า
กาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต เขาบวชแล้วอย่างนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตา
แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้
ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่
ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่
หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่.

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 406 (เล่ม 36)

มีใจประกอบด้วยกรุณา. . . ประกอบด้วยมุทิตา. . . ประกอบด้วย
อุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน
ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า
ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยอุเบกขา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่
หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เธอเจริญพรหมวิหาร ๔
ประการนี้แล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติพรหมโลก ดูก่อนโทณะ พราหมณ์
เป็นผู้ชื่อว่าเสมอด้วยพรหม อย่างนี้แล.
ดูก่อนโทณะ ก็พราหมณ์เป็นผู้เสมอด้วยเทวดาอย่างไร ? พราหมณ์
ในโลกนี้เป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจด
ตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใคร ๆ จะคัดค้านติเตียนได้โดยอ้างถึงชาติ
เขาประพฤติโกมารพรหมจรรย์ เรียนมนต์อยู่ตลอด ๔๘ ปี ครั้นแล้ว ย่อมแสวง-
หาทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์โดยธรรม ไม่แสวงหาอย่างไม่เป็นธรรม
ก็ธรรมในการแสวงหานั้นอย่างไร คือ ไม่ใช่แสวงหาด้วยกสิกรรม พาณิชยกรรม
โครักขกรรม การเป็นนักรบ การรับราชการ ศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาถือ
กระเบื้องเที่ยวภิกขาจารอย่างเดียว มอบทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์แก่อาจารย์
แล้ว ย่อมแสวงหาภรรยาโดยธรรมอย่างเดียว ไม่แสวงหาโดยไม่เป็นธรรม
ก็ธรรมในการแสวงหานั้นอย่างไร คือ ไม่แสวงหาด้วยการซื้อ ด้วยการขาย
ย่อมแสวงหาพราหมณีเฉพาะที่เขายกให้ด้วยการหลั่งน้ำ เขาย่อมสมสูเฉพาะ
พราหมณี ไม่สมสู่ด้วยสตรีชั้นกษัตริย์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล เนสาท ช่าง-
จักสาน ช่างทำรถ เทหยากเยื่อ สตรีมีครรภ์ มีลูกอ่อน ไม่มีระดู ดูก่อน
โทณะ เพราะเหตุไร พราหมณ์จึงไม่สมสู่สตรีมีครรภ์ เพราะเหตุว่า
ถ้าพราหมณ์สมสู่สตรีมีครรภ์ไซร้ มาณพหรือมาณวิกาย่อมเป็นผู้ชื่อว่าเกิดแต่
กองอุจจาระ เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงไม่สมสู่สตรีมีครรภ์ เพราะเหตุไร

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 407 (เล่ม 36)

พราหมณ์จึงไม่สมสู่สตรีที่ลูกอ่อน เพราะเหตุว่า ถ้าพราหมณ์สมสู่สตรีมีลูกอ่อน
ไซร้ มาณพหรือมาณวิกาย่อมเป็นผู้ชื่อว่าดื่มของไม่ละอาด เพราะฉะนั้น
พราหมณ์จึงไม่สมสู่สตรีมีลูกอ่อน พราหมณีนั้นเป็นพราหมณีของพราหมณ์
มิใช่ต้องการความใคร่ ความสนุก ความยินดี ต้องการบุตรอย่างเดียว เขามี
บุตรหรือธิดาแล้ว จึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชเป็น
บรรพชิต เขาบวชแล้วอย่างนี้สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์
ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขา
เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เธอเจริญฌาณทั้ง ๔ ประการนี้แล้ว เมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูก่อนโทณะ พราหมณีเป็นผู้เสมอด้วยเทวดา
อย่างนี้แล.
ดูก่อนโทณะ ก็พราหมณ์เป็นผู้มีความประพฤติอย่างไร ? พราหมณ์
ในโลกนี้ เป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิ
หมดจดดีตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้โดยอ้างถึงชาติ
เขาประพฤติโกมารพรหมจรรย์ เรียนมนต์อยู่ตลอด ๔๘ ปี ครั้นแล้ว แสวงหา
ทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์โดยธรรมอย่างเดียว ไม่แสวงหาโดยไม่
เป็นธรรม ก็ธรรมในการแสวงหานั้นอย่างไร คือ ไม่ใช่แสวงหาด้วยกสิกรรม
พาณิชยกรรม โครักขกรรม การเป็นนักรบ การรับราชการ ศิลปะอย่างใดอย่าง-
หนึ่ง เขาถือกระเบื้องเที่ยวภิกขาจารอย่างเดียว มอบทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์
แก่อาจารย์แล้วย่อมแสวงหาภรรยาโดยธรรมอย่างเดียว ไม่แสวงหาโดยไม่เป็น
ธรรม ก็ธรรมในการแสวงหานั้นอย่างไร คือ ไม่แสวงหาด้วยการซื้อ การขาย
ย่อมแสวงหาพราหมณีเฉพาะผู้ที่เขายกให้ด้วยการหลั่งน้ำ เขาย่อมสมสู่เฉพาะ
พราหมณี ไม่สมสู่สตรีชั้นกษัตริย์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล เนสาท ช่างจักสาน
ช่างทำรถ เทหยากเยื่อ สตรีมีครรภ์ มีลูกอ่อน ไม่มีระดู ดูก่อนโทณะ

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 408 (เล่ม 36)

เพราะเหตุไร พราหมณ์จึงไม่สมสู่สตรีมีครรภ์ เพราะเหตุว่า ถ้าพราหมณ์ย่อม
สมสู่สตรีมีครรภ์ไซร้ มาณพหรือมาณวิกาย่อมเป็นผู้ชื่อว่าเกิดแต่กองอุจจาระ
เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงไม่สมสู่สตรีมีครรภ์ เพราะเหตุไร พราหมณ์จึงไม่สม
สู่สตรีมีลูกอ่อน เพราะเหตุว่า ถ้าพราหมณ์สมสู่สตรีมีลูกอ่อนไซร้ มาณพ
หรือมาณวิกาย่อมเป็นผู้ชื่อว่าดื่มของไม่สะอาด เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงไม่
สมสู่สตรีมีลูกอ่อน พราหมณีนั้นย่อมเป็นพราหมณีของพราหมณ์ มิใช่ต้องการ
ความใคร่ ความสนุก ความยินดี ต้องการบุตรอย่างเดียว เขามีบุตรหรือ
ธิดาแล้ว ปรารถนาความยินดีในบุตรหรือธิดานั้น ครอบครองทรัพย์สมบัติ
ไม่ออกบวชเป็นบรรพชิต เขาดำรงอยู่ในความประพฤติดีของพราหมณ์แต่ปาง
ก่อน ไม่ล่วงละเมิด พราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในความประพฤติดีของพราหมณ์แต่ปาง
ก่อน ไม่ล่วงละเมิด เพราะเหตุดังนี้แล ชาวโลกจึงเรียกว่าพราหมณ์ผู้มีความ
ประพฤติดี ดูก่อนโทณะ พราหมณ์เป็นผู้มีความประพฤติดี อย่างนี้แล.
ดูก่อนโทณะ ก็พราหมณ์เป็นผู้มีความประพฤติดีชั่วอย่างไร ? พราหมณ์
ในโลกนี้ เป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิ
หมดจดดีตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้โดยอ้างถึงชาติ
เขาประพฤติโกมารพรหมจรรย์เรียนมนต์อยู่ ๔๘ ปี ครั้นแล้ว แสวงหาทรัพย์
สำหรับบูชาอาจารย์ เพื่ออาจารย์โดยธรรมอย่างเดียว ไม่แสวงหาโดยไม่เป็น
ธรรม ก็ธรรมในการแสวงหานั้นอย่างไร คือ ไม่แสวงหาด้วยกสิกรรม
พาณิชยกรรม โครักขกรรม การเป็นนักรบ การรับราชการ ศิลปะอย่างใด
อย่างหนึ่ง เขาถือกระเบื้องเที่ยวภิกขาจารอย่างเดียว มอบทรัพย์สำหรับบูชา
อาจารย์แก่อาจารย์แล้ว ย่อมแสวงหาภรรยาโดยธรรมบ้าง โดยไม่เป็นธรรม
บ้าง ด้วยการซื้อบ้าง ด้วยการขายบ้าง ย่อมแสวงหาพราหมณีผู้ที่เขายกให้
ด้วยการหลั่งน้ำ เขาย่อมสมสู่พราหมณ์บ้าง สตรีชั้นกษัตริย์บ้าง ชั้นแพศย์บ้าง

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 409 (เล่ม 36)

ชั้นศูทรบ้าง ชั้นจัณฑาลบ้าง ชั้นเนสาทบ้าง ชั้นจักสานบ้าง ชั้นช่างทำรถบ้าง
ชั้นเทหยากเยื่อบ้าง มีครรภ์บ้าง มีลูกอ่อนบ้าง มีระดูบ้าง ไม่มีระดูบ้าง
พราหมณีนั้นเป็นพราหมณีของพราหมณ์ ต้องการความใคร่บ้าง ความสนุก
บ้าง ความยินดีบ้าง ต้องการบุตรบ้าง เขาไม่ตั้งอยู่ในความประพฤติดีของ
พราหมณ์แต่ปางก่อน ล่วงละเมิดความประพฤติดีนั้นเป็นพราหมณ์ไม่ตั้งอยู่ใน
ความประพฤติดีของพราหมณ์แต่ปางก่อน ล่วงละเมิดความประพฤติดีนั้น
เพราะเหตุดังนี้พราหมณ์ชาวโลกจึงเรียกว่าผู้มีความประพฤติดีและชั่ว ดูก่อน
โทณะ พราหมณ์เป็นผู้มีความประพฤติดีและชั่ว อย่างนี้แล.
ดูก่อนโทณะ ก็พราหมณ์ผู้เป็นพราหมณ์จัณฑาลอย่างไร ? พราหมณ์
ในโลกนี้ เป็นอุภโตสุชาตทั้งผ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิ
หมดจดดีตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้โดยอ้างถึงชาติ
เขาประพฤติโกมารพรหมจรรย์เรียนมนต์อยู่ตลอด ๔๘ ปี ครั้นแล้ว แสวงหา
ทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์โดยธรรมบ้าง โดยไม่เป็นธรรมบ้าง
ด้วยกสิกรรมบ้าง ด้วยพาณิชยกรรมบ้าง ด้วยโครักขกรรมบ้าง ด้วยการเป็น
นักรบบ้าง ด้วยการรับราชการบ้าง ด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาถือกระเบื้อง
เที่ยวภิกขาจารอย่างเดียว มอบทรัพย์สำหรับบูชาอาจารย์แก่อาจารย์แล้ว ย่อม
แสวงหาภรรยาโดยธรรมบ้าง โดยไม่เป็นธรรมบ้าง ด้วยการซื้อบ้าง ด้วยการ
ขายบ้าง ย่อมแสวงหาพราหมณ์ที่เขายกให้ด้วยการหลั่งน้ำ เขาย่อมสมสู่
พราหมณีบ้าง สตรีชั้นกษัตริย์บ้าง ชั้นแพศย์บ้าง ชั้นศูทรบ้าง ชั้นจัณฑาล
บ้าง ชั้นเนสาทบ้าง ชั้นช่างจักสานบ้าง ชั้นช่างทำรถบ้าง ชั้นเทหยากเยื่อ
บ้าง มีครรภ์บ้าง มีลูกอ่อนบ้าง มีระดูคูบ้าง ไม่มีระดูบ้าง พราหมณีนั้นเป็น
พราหมณีของพราหมณ์ ต้องการความใคร่บ้าง ความสนุกบ้าง ความยินดี

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 410 (เล่ม 36)

บ้าง ต้องการบุตรบ้าง เขาสำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการงานทุกอย่าง พวก
พราหมณ์ได้กล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ท่านปฏิญาณว่าเป็นพราหมณ์ เพราะเหตุไร
จึงสำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการงานทุกอย่าง เขาได้ตอบอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
เปรียบเหมือนไฟย่อมไหม้สิ่งที่สะอาดบ้าง สิ่งที่ไม่สะอาดบ้าง แต่ไฟย่อมไม่
ติดด้วยสิ่งนั้น แม้ฉันใด ถ้าแม้พราหมณ์สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการงานทุกอย่าง
ไซร้ แต่พราหมณ์ย่อมไม่ติดด้วยการงานนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน พราหมณ์
สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการงานทุกอย่าง เพราะเหตุดังนี้แล พราหมณ์ชาวโลกจึง
เรียกว่า พราหมณ์จัณฑาล ดูก่อนโทณะ พราหมณ์ผู้เป็นพราหมณ์จัณฑาล
อย่างนี้แล.
ดูก่อนโทณะ บรรดาฤาษีที่เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือ ฤาษี
อัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมทัคคิ ฤาษี
อังคีรส ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูก
มนต์ บอกมนต์ พวกพราหมณ์ในปัจจุบันนี้ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์
ของเก่านี้ ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง บอก
ได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ ฤาษีเหล่านั้นย่อมปัญญัติพราหมณ์ไว้
๕ จำพวก คือ พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม ๑ พราหมณ์ผู้เสมอด้วยเทวดา ๑
พราหมณ์ผู้มีความประพฤติดี ๑ พราหมณ์ผู้มีความประพฤติดีและชั่ว ๑
พราหมณ์จัณฑาลเป็นที่ห้า ๑ ดูก่อนโทณะ ท่านเป็นพราหมณ์จำพวกไหน ใน
จำพวกพราหมณ์ ๕ จำพวกนั้น.
โท. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพระองค์ย่อมไม่ยัง
แม้พราหมณ์จัณฑาลให้เต็มได้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์
แจ่มแจ้งนัก. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 411 (เล่ม 36)

ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่
ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุเห็น
รูป ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระองค์กับทั้งพระธรรม
และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ. ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็น
อุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบโทณสูตรที่ ๒
อรรถกถาโทณสูตร
พึงทราบวินิจฉัยโทณสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตฺวํปิ โน แก้เป็น ตฺวมฺปิ นุ แปลว่า แม้ท่านหนอ.
บทว่า ปวตฺตาโร คือ ผู้สอน. บทว่า เยสํ คือ เป็นสมบัติของฤาษี
เหล่าใด. บทว่า มนฺตปทํ ได้แก่ มนต์ คือ พระเวทนั่นเอง. บทว่า
คีตํ ได้แก่ พวกโบราณพราหมณ์ ๑๐ คน มีอัฏฐกพราหมณ์เป็นต้นสาธยาย
แล้วด้วยสรภัญญสมบัติ คือ เสียง. บทว่า ปวุตฺตํ ได้แก่ บอกกล่าว
[สอน] แก่คนอื่น. บทว่า สมิหิตํ ได้แก่ รวบรวม คือ ทำให้เป็นกอง
อธิบายว่าตั้งไว้เป็นกลุ่มเป็นก้อน. บทว่า ตทนุคายนฺติ ความว่า บัดนี้พราหมณ์
ทั้งหลายก็ขับสาธยายมนต์ตามที่โบราณพราหมณ์เหล่านั้นขับมาก่อน. บทว่า
ตทนุภาสนฺติ ได้แก่ กล่าวมนต์นั้นตาม. บทนี้เป็นไวพจน์ของบทก่อนนั่นแล.
บทว่า ภาสิตมนุภาสนฺติ ได้แก่ กล่าวตามที่พวกโบราณพราหมณ์เหล่านั้น
กล่าวไว้. บทว่า สชฺฌายิตมนุสชฌายนฺติ ได้แก่ สาธยายตามที่พวก

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 412 (เล่ม 36)

โบราณพราหมณ์เหล่านั้นสาธยาย. บทว่า วาจิตมนุวาเจนฺติ ได้แก่ บอก
ตามที่พวกโบราณพราหมณ์เหล่านั้นบอกแก่ผู้อื่น.
บทว่า เสยฺยถีทํ ได้แก่ โบราณพราหมณ์เหล่านั้นมีใครบ้าง. บทว่า
อฏฺฐุโก เป็นต้น เป็นชื่อของโบราณพราหมณ์เหล่านั้น. ได้ยินว่า โบราณ-
พราหมณ์เหล่านั้นตรวจดูด้วยทิพยจักษุแล้วไม่ทำการเบียดเบียนผู้อื่น เทียบ
ปาพจน์คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วเรียบเรียงมนต์ทั้งหลาย. แต่พราหมณ์อีกพวกหนึ่งใส่กรรมมีปาณาติบาต
เป็นต้นเข้าไปทำลายพระเวท ๓ ทำให้ขัดแย้งกับพระพุทธพจน์เสีย.
บทว่า อสฺสุ ในบทว่า ตฺยาสฺสุเม นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า
พราหมณ์เหล่านั้นบัญญัติพราหมณธรรม ๕เหล่านี้. บทว่า มนฺเต อธิยมาโน
ได้แก. ท่องเรียนพระเวททั้งหลาย. บทว่า อาจริยธนํ ได้แก่ ทรัพย์บูชา
อาจารย์ คือ ทรัพย์อันเป็นส่วนบูชาอาจารย์. บทว่า น อิสฺสตฺเถน ได้แก่
ไม่ใช่ให้เกิดขึ้นด้วยงานนักรบอาชีพ. บทว่า น ราชโปริเสน ได้แก่
ไม่ใช่ให้เกิดขึ้นด้วยความเป็นข้าราชการ.
บทว่า เกวลํ ภิกฺขาจริยาย ได้แก่ เกิดขึ้นด้วยภิกขาจาร อันบริสุทธิ์
[ล้วน ๆ] เท่านั้น. บทว่า กปาลํ อนติมญฺญมาโน ได้แก่ ไม่ดูหมิ่น
ภิกขาภาชนะ. ก็โทณพราหมณ์นั้นถือภิกขาภาชนะใส่น้ำเต็มแล้ว สนานศีรษะ
ไปยืนอยู่ที่ประตูของตระกูลทั้งหลายร้องขอว่า ข้าพเจ้าประพฤติโกมารพรหม-
จรรย์ (เป็นชายโสด) มาตลอด ๔๘ ปี ทั้งมนต์ข้าพเจ้าก็เรียนแล้ว ข้าพเจ้า
จักให้ทรัพย์บูชาอาจารย์แก่อาจารย์ ขอท่านทั้งหลายจงให้ทรัพย์แก่ข้าพเจ้าเถิด
ดังนี้. พวกมนุษย์ได้ฟังดังนั้นต่างก็ให้ทรัพย์ ๘ กหาปณะบ้าง ๑๖ กหาปณะ
บ้าง ๑๐๐ กหาปณะบ้าง ตามกำลังสามารถ โทณพราหมณ์เที่ยวไปขอทั่ว
หมู่บ้าน อย่างนี้แล้วมอบทรัพย์ที่ได้ให้แก่อาจารย์. คำนั้นท่านกล่าวหมายถึง
ภิกขาภาชนะนั้น.

412