ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 393 (เล่ม 36)

ตอบว่า ในกาลเช่นนั้น เกลียวพระรัศมีประมาณเท่าลำตาลใหญ่ รุ่งโรจน์จาก
พระทาฐะ ๔ องค์ ของพระตถาคตดุจสายฟ้าแลบจากหน้ามหาเมฆ ๔ ทิศ
ผุดขึ้น กระทำประทักษิณรอบพระเศียร ๓ ครั้ง แล้วหายไปที่ไรพระทาฐะนั่นเอง
ด้วยสัญญานั้น ท่านพระอานนท์แม้ตามเสด็จไปข้างหลังพระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ย่อมรู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการแย้มให้ปรากฏ.
บทว่า อิทฺธํ แปลว่า สมบูรณ์. บทว่า ผีตํ ได้แก่ สมบูรณ์ยิ่งนัก
ดุจดอกไม้บานสะพรั่งหมดทั้งแถว. บทว่า อากิณฺณมนุสฺสํ ได้แก่ เกลื่อน-
กลาดไปด้วยหมู่ชน. บทว่า สีเลสุ อปริปูริการี ได้แก่ ไม่ทำความเสมอกัน
ในศีล ๕. บทว่า ปฏิเทสิตานิ ได้แก่ แสดงความเป็นอุบาสก. บทว่า
สมาทปิตานิ ความว่า ให้ตั้งอยู่ในสรณะทั้งหลาย. บทว่า อิจฺเจตํ สมสมํ
ได้แก่ เหตุนั้นเสมอกันด้วยความเสมอโดยอาการทั้งปวง มิได้เสมอโดยเอกเทศ
บางส่วน. บทว่า นตฺถิ กิญฺจิ อติเรกํ ได้แก่ เราไม่มีเหตุดีไร ๆ ที่เกิน
หน้าคนเหล่านี้. บทว่า หนฺท เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเตือน. บทว่า อติเรกาย
ความว่า เราจะปฏิบัติเพื่อเหตุที่ดียิ่งขึ้นไป. บทว่า สีเลสุ ปริปูรการี
ธาเรถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงรู้ว่าเราทำความเท่าเทียมกันในศีล ๕ แล้ว.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าภเวสีอุบาสกนั้น ชื่อว่า สมาทานศีล ๕ แล้ว.
บทว่า กิมงฺคํ ปน น มยํ ความว่า ก็ด้วยเหตุไรเล่า เราจึงจักไม่เป็นผู้
ทำให้บริบูรณ์ได้ บทที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาภเวสิสูตรที่ ๑๐
จบอุปาสกวรรควรรณนาที่ ๓

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 394 (เล่ม 36)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สารัชชสูตร ๒. วิสารทสูตร ๓. นิรยสูตร ๔. เวรสูตร
๕. จัณฑาลสูตร ๖. ปีติสูตร ๗. วณิชชสูตร ๘. ราชสูตร ๙. คิหิสูตร
๑๐. ภเวสิสูตร และอรรถกถา.

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 395 (เล่ม 36)

อรัญญวรรคที่ ๔
๑. อารัญญกสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้อยู่ป่า ๕ จำพวก
[๑๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้
๕ จำพวกเป็นไฉน ? คือ ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะโง่เขลา เพราะหลง
งมงาย ๑ มีความปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำ จึงถืออยู่ป่าเป็น
วัตร ๑ ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะเป็นบ้า เพราะจิตฟุ้งซ่าน ๑ ถืออยู่ป่าเป็นวัตร
เพราะรู้ว่าเป็นวัตรอันพระพุทธเจ้าและสาวกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญ
๑ ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ
ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงาม
เช่นนี้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้
ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความ
สันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติ
อันงามเช่นนี้ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และล้ำเลิศแห่งภิกษุ
ผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากโค นมส้มเกิดจาก
นมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หัวเนยใสเกิดจากเนยใส
หัวเนยใสชาวโลกย่อมกล่าวว่าเป็นยอดขึ้นจำพวกโครส ๕ เหล่านั้น ฉันใด
บรรดาภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เพราะ
อาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด
ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ เป็นเลิศ ประเสริฐ
เป็นประธาน สูงสุด และล้ำเลิศแห่งภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้
ฉันนั้นเหมือนกัน.
จบอารัญญกสูตรที่ ๑

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 396 (เล่ม 36)

อรัญญวรรควรรณนาที่ ๔
อรรถกถาอารัญญกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอารัญญกสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา ความว่า ไม่รู้การสมาทาน ไม่รู้
อานิสงส์ แต่อยู่ป่าเป็นวัตรโดยไม่รู้ เพราะตนเขลาเฉาโฉด. บทว่า ปาปิจฺโฉ
อิจฺฉาปกโต ความว่า ภิกษุตั้งอยู่ในความปรารถนาลามกอย่างนี้ว่า เมื่อเรา
อยู่ในป่า ชนทั้งหลายจักทำสักการะด้วยปัจจัย ๔ ด้วยคิดว่า ภิกษุนี้ถืออยู่ป่า
เป็นวัตร และจักยกย่องด้วยคุณทั้งหลายมีอาทิว่า ภิกษุนี้เป็นลัชชี ชอบสงัด
ดังนี้ แล้วถูกความปรารถนาลามกนั้นนั่นแหละครอบงำ จึงเป็นผู้ถืออยู่ป่า
เป็นวัตร. อนึ่ง ภิกษุเข้าไปอยู่ป่าโดยความบ้า ชื่อว่าถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะ
ความบ้า เพราะจิตฟุ้งซ่าน. บทว่า วณฺณิตํ ความว่า ชื่อว่าองค์แห่งภิกษุ
ผู้ถือการอยู่ป่าวัตรนี้ พระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้ายกย่องแล้ว
คือ สรรเสริญแล้ว เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร. บทว่า
อิทมตฺถิตํ ความว่า ชื่อว่า อิทมตฺถิ เพราะมีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติ
อันงามนี้ ความเป็นผู้มีความต้องการ ชื่อว่า อิทมตฺถิตา อธิบายว่า อาศัย
ความเป็นผู้ความต้องการนั้นเท่านั้น มิได้อาศัยโลกามิสไร ๆ อื่น. บทที่เหลือ
ในสูตรนี้แต่และในสูตรนอกจากนี้ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอารัญญกสูตรที่ ๑
จบอรัญญวรรควรรณนาที่ ๔

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 397 (เล่ม 36)

๒. ปังสุกูลิกสูตร*
[๑๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ๕
จำพวกนี้ ฯลฯ
จบปังสุกูลิกสูตรที่ ๒
๓. รุกขมูลิกสูตร
[๑๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่โคไม้เป็นวัตร ๕
จำพวกนี้ ฯลฯ
๔. โสสานิกสูตร
[๑๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวก
นี้ ฯลฯ
จบโสสานิกสูตรที่ ๔
๕. อัพโภกาสิกสูตร
[๑๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ๕
จำพวกนี้ ฯลฯ
จบอัพโภกาสิกสูตรที่ ๕
* สูตรที่ ๒ ถึงสูตรที่ ๑๐ อรรถกถาว่ามีเนื้อความง่ายทั้งนั้น

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 398 (เล่ม 36)

๖. เนสัชชิกสูตร
[๑๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการนั่งเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ ฯลฯ
จบเนสัชชิกสูตรที่ ๖
๗. ยถาสันถติกสูตร
[๑๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่ท่านจัด
ให้อย่างไรเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ ฯลฯ
จบยถาสันถติกสูตรที่ ๗
๘. เอกาสนิกสูตร
[๑๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการนั่งฉัน ณ อาสนะเดียว
เป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ ฯลฯ
๙. ขลุปัจฉาภัตติกสูตร
[๑๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือห้ามภัตอันนำมาถวาย เมื่อ
ภายหลังเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ ฯลฯ
จบขลุปัจฉาภัตติกสูตรที่ ๙

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 399 (เล่ม 36)

๑๐. ปัตตปิณฑิกสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตร ๕ จำพวก
[๑๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร
๕ จำพวกนี้ ๕ จำพวกเป็นไฉน ? คือ ภิกษุเป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็น
วัตร เพราะโง่เขลา เพราะหลงงมงาย ๑ มีความปรารถนาลามก ถูกความ
อยากครอบงำ จึงเป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร ๑ เป็นผู้ถือฉันเฉพาะ
ในบาตรเป็นวัตรเพราะเป็นบ้า เพราะจิตฟุ้งซ่าน ๑ เป็นผู้ถือฉันเฉพาะใน
บาตรเป็นวัตร เพราะรู้ว่าเป็นวัตรอันพระพุทธเจ้าและสาวกแห่งพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายสรรเสริญ ๑ เป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะอาศัยความ
เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความ
เป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร ๕
จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มี
ความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ควานเป็นผู้มี
ความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน
สูงสุด และล้ำเลิศแห่งภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ เปรียบ-
เหมือนนมสดเกิดจากโค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใส
เกิดจากเนยข้น หัวเนยใสเกิดจากเนยข้น หัวเนยใสชาวโลกย่อมกล่าวว่าเป็น
เลิศในจำพวกโครส ๕ เหล่านั้น ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ
ผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตร

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 400 (เล่ม 36)

เป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความ
ขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้
เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และล้ำเลิศแห่งภิกษุผู้ถือฉัน
เฉพาะในบาตรเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
จบปัตตปิณฑิกสูตรที่ ๑๐
จบอรัญญวรรคที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อารัญญกสูตร ๒. ปังสุกูกสูตร ๓. รุกขมูลิกสูตร ๔. โสสา-
นิกสูตร ๕. อัพโภกาสิกสูตร ๖. เนสัชชิกสูตร ๗. ยถาสันถติกสูตร
๘. เอกาสนิกสูตร ๙. ขลุปัจฉาภัตติกสูต ๑๐. ปัตตปิณฑิกสูตร และ
อรรถกถา.

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 401 (เล่ม 36)

พราหมณวรรคที่ ๕
๑. โสณสูตร
ว่าด้วยธรรมเกาแก่ของพราหมณ์
[๑๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมของพราหมณ์ที่เก่าแก่ ๕ ประการนี้
บัดนี้ย่อมปรากฏในพวกสุนัข ไม่ปรากฏในพวกพราหมณ์ ธรรม ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ ได้ทราบว่า เมื่อก่อนพวกพราหมณ์ย่อมสมสู่เฉพาะพราหมณี
ไม่สมสู่กะหญิงที่ไม่ใช่พราหมณี บัดนี้ พวกพราหมณ์ย่อมสมสู่กะพราหมณีบ้าง
ย่อมสมสู่กะหญิงที่ไม่ใช่พราหมณีบ้าง บัดนี้ พวกสุนัขย่อมสมสู่กะสุนัขตัวเมีย
เท่านั้น ไม่สมสู่กะสัตว์ตัวเมียที่ไม่ใช่พวกสุนัข นี้เป็นธรรมของพราหมณ์
ที่เก่าแก่ข้อที่ ๑
บัดนี้ปรากฏในพวกสุนัข ไม่ปรากฏในพวกพราหมณ์ ได้ทราบว่า
เมื่อก่อนพวกพราหมณ์ย่อมสมสู่กะพราหมณีที่มีระดูเท่านั้น ไม่สมสู่กะพราหมณี
ที่ไม่มีระดู บัดนี้ พวกพราหมณ์ย่อมสมสู่กะพราหมณ์ที่มีระดูบ้าง ย่อมสมสู่
กะพราหมณีที่ไม่มีระดูบ้าง บัดนี้ พวกสุนัขย่อมสมสู่กะสุนัขตัวเมียที่มีระดู
เท่านั้น ไม่สมสู่กะสุนัขตัวเมียที่ไม่มีระดู นี้เป็นธรรมของพราหมณ์ที่เก่าแก่
ข้อที่ ๒
บัดนี้ปรากฏในพวกสุนัข ไม่ปรากฏในพวกพราหมณ์ ได้ทราบว่า
เมื่อก่อนพวกพราหมณ์ย่อมไม่ซื้อไม่ขายพราหมณี ยังการอยู่ร่วมกันให้เป็นไป
ด้วยความรักความผูกพัน บัดนี้ พวกพราหมณ์ย่อมซื้อบ้าง ย่อมขายบ้างซึ่ง
พราหมณี ยังการอยู่ร่วมกันให้เป็นไปด้วยความรักความผูกพัน บัดนี้ พวก

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 402 (เล่ม 36)

สุนัขย่อมไม่ซื้อไม่ขายสุนัขตัวเมีย ยังการอยู่ร่วมกันให้เป็นไปด้วยความรัก
ความผูกพัน นี้เป็นธรรมของพราหมณ์ที่เก่าแก่ข้อที่ ๓
บัดนี้ย่อมปรากฏในพวกสุนัข ไม่ปรากฏในพวกพราหมณ์ ได้ทราบว่า
เมื่อก่อนพวกพราหมณ์ย่อมไม่ทำการสะสมทรัพย์บ้าง ข้าวเปลือกบ้าง เงินบ้าง
ทองบ้าง บัดนี้ พวกพราหมณ์ย่อมทำการสะสมทรัพย์บ้าง ข้าวเปลือกบ้าง
เงินบ้าง ทองบ้าง บัดนี้ พวกสุนัขย่อมไม่ทำการสะสมทรัพย์บ้าง ข้าวเปลือก-
บ้าง เงินบ้าง ทองบ้าง นี้เป็นธรรมของพราหมณ์ที่เก่าแก่ข้อที่ ๔
บัดนี้ ย่อมปรากฏในพวกสุนัข ไม่ปรากฏในพวกพราหมณ์ได้ทราบว่า
เมื่อก่อนพวกพราหมณ์ย่อมแสวงหาอาหารเย็นเพื่อกินในเวลาเย็น อาหารเช้า
เพื่อกินในเวลาเช้า บัดนี้ พวกพราหมณ์บริโภคอาหารจนอิ่มตามต้องการแล้ว
ย่อมถือเอาส่วนที่เหลือไป บัดนี้ พวกสุนัขย่อมแสวงหาอาหารเย็นเพื่อกินใน
เวลาเย็น อาหารเช้าเพื่อกินในเวลาเช้า นี้เป็นธรรมของพราหมณ์ที่เก่าแก่
ข้อที่ ๕
บัดนี้ ย่อมปรากฏในพวกสุนัข ไม่ปรากฏในพวกพราหมณ์ ดูก่อน-
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมของพราหมณ์ที่เก่าแก่ ๕ ประการนี้แล บัดนี้ ย่อมปรากฏ
ในพวกสุนัข ไม่ปรากฏในพวกพราหมณ์.
จบโสณสูตรที่ ๑

402