ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 363 (เล่ม 36)

อรรถกถานิสันติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในนิสันติสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่าเป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็ว เพราะกำหนดจดจำได้เร็ว. ชื่อว่าเรียนได้
อย่างดี เพราะรับเอาไว้ดีแล้ว. บทว่า อตฺถกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดใน
อรรถกถา. บทว่า ธมฺมกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในบาลี. บทว่า นิรุตฺติ-
กุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในภาษา. บทว่า พฺยญฺชนกุสโล ได้แก่ เป็น
ผู้ฉลาดในประเภทแห่งอักษร. บทว่า ปุพฺพาปรกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาด
ในเบื้องต้นเบื้องปลาย ๕ คือ เบื้องต้นเบื้องปลายของอรรถกถา เบื้องต้น
เบื้องปลายของบาลี เบื้องต้นเบื้องปลายของบท เบื้องต้นเบื้องปลายของอักษร
เบื้องต้นเบื้องปลายของอนุสนธิ. ในเบื้องต้นเบื้องปลายเหล่านั้น รู้อรรถ
เบื้องต้นด้วยอรรถเบื้องปลาย รู้อรรถเบื้องปลายด้วยอรรถเบื้องต้น ชื่อว่า
เป็นผู้ฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งอรรถกถา. ถามว่าอย่างไร. ตอบว่า
ก็ภิกษุนั้น เมื่อท่านเว้นอรรถเบื้องต้น กล่าวแต่อรรถเบื้องปลาย ย่อมรู้ว่า
อรรถเบื้องต้นมีอยู่ดังนี้ แม้เมื่อท่านเว้นอรรถเบื้องปลาย กล่าวแต่อรรถเบื้องต้น
ก็รู้ว่าอรรถเบื้องปลายมีอยู่ดังนี้ เมื่อท่านเว้นอรรถทั้งสอง กล่าวแต่อรรถใน
ท่ามกลาง ย่อมรู้ว่าอรรถทั้งสองมีอยู่ดังนี้ เมื่อท่านเว้นอรรถในท่ามกลาง
กล่าวแต่อรรถทั้งสองส่วน ย่อมรู้ว่าอรรถในท่ามกลางมีอยู่ดังนี้. แม้ในเบื้องต้น
และเบื้องปลายแห่งบาลี ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ก็ในเบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งอนุสนธิ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ เมื่อ
พระสูตรเริ่มศีลเป็นต้นไป ในที่สุดก็มาถึงอภิญญา ๖ ภิกษุย่อมรู้ว่า พระสูตร
ไปตามอนุสนธิ ตามกำหนดบท ดังนี้ เมื่อพระสูตรเริ่มแต่ทิฏฐิไป เบื้องปลาย

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 364 (เล่ม 36)

สัจจะทั้งหลายก็มาถึง ภิกษุย่อมรู้ว่า พระสูตรไปตามอนุสนธิ เมื่อพระสูตรเริ่ม
แต่การทะเลาะบาดหมางกัน เบื้องปลายสาราณียธรรมก็มาถึง เมื่อพระสูตร
เริ่มแต่ดิรัจฉานกถา ๓๒ เบื้องปลายกถาวัตถุ ๑๐ ก็มาถึง ภิกษุย่อมรู้ว่า พระ-
สูตรไปตามอนุสนธิ ดังนี้.
จบอรรถกถานิสันติสูตรที่ ๙
๑๐. ภัททชิสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นยอด ๕ ประการ
[๑๗๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้กรุง-
โกสัมพี ครั้งนั้นแล ท่านพระภัททชิได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้
ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระอานนท์ได้ถามท่านพระ-
ภัททชิว่า ดูก่อนอาวุโสภัททชิ บรรดาการเห็นทั้งหลาย การเห็นชนิดไหน
เป็นยอด บรรดาการได้ยินทั้งหลาย การได้ยินชนิดไหนเป็นยอด บรรดาสุข
ทั้งหลาย สุขชนิดไหนเป็นยอด บรรดาสัญญาทั้งหลาย สัญญาชนิดไหน
เป็นยอด บรรดาภพทั้งหลาย ภพชนิดไหนเป็นยอด.
ท่านพระภัททชิตอบว่า ดูก่อนอาวุโส พรหมผู้เป็นใหญ่ยิ่ง ไม่มี
ใครครอบงำได้ เห็นสิ่งทั้งปวง ยังผู้อื่นให้เป็นไปในอำนาจ มีอยู่ ผู้ใดเห็น
พรหมนั้น การเห็นของผู้นั้นเป็นยอดของการเห็นทั้งหลาย เทพเหล่าอาภัสสระ
ผู้เพรียบพร้อมด้วยความสุขมีอยู่ เทพเหล่านั้นย่อมเปล่งอุทานในการบางครั้ง
บางคราวว่า สุขหนอ ๆ ผู้ใดได้ยินเสียงนั้น การได้ยินเสียงของผู้นั้นเป็นยอด

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 365 (เล่ม 36)

ของการได้ยินทั้งหลาย เทพเหล่าสุภกิณหะมีอยู่ เทพเหล่านั้นยินดีเฉพาะสิ่งที่
มีอยู่ ย่อมเสวยสุข การเสวยสุขนี้เป็นยอดของความสุขทั้งหลาย พวกเทพผู้
เข้าถึงอากิญจัญญายตนภพมีอยู่ การเข้าถึงอากิญจัญญายตนภพนี้เป็นยอดของ
สัญญาทั้งหลาย พวกเทพผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพมีอยู่ การเข้าถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนภพนี้เป็นยอดของภพทั้งหลาย.
อา. คำพูดของท่านภัททชินี้ย่อมเข้ากับชนเป็นอันมาก.
ภ. ท่านพระอานนท์เป็นพหูสูต ขอความข้อนั้นจงแจ่มแจ้งเฉพาะ
ท่านพระอานนท์เทียว.
อา. ดูก่อนอาวุโสภัททชิ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เรา
จักกล่าว ท่านพระภัททชิรับคำท่านพระอานนท์ว่า อย่างนั้น อาวุโส ท่าน
พระอานนท์ได้กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมี
ในลำดับแห่งบุคคลผู้เห็นตามเป็นจริง นี้เป็นยอดของการเห็นทั้งหลาย ความ
สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมีในลำดับแห่งบุคคลผู่ได้ยินตามเป็นจริง นี้เป็น
ยอดของการได้ยินทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีในลำดับแห่ง
บุคคลผู้ได้รับความสุขตามเป็นจริง นี้เป็นยอดของความสุขทั้งหลาย ความ
สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีในลำดับแห่งบุคคลผู้มีสัญญาตามเป็นจริง
นี้เป็นยอดของสัญญาทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีในลำดับ
แห่งบุคคลผู้เป็นอยู่แล้วตามเป็นจริง นี้เป็นยอดของภพทั้งหลาย.
จบภัททชิสูตรที่ ๑๐
จบอาฆาตวรรคที่ ๒

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 366 (เล่ม 36)

อรรถกถาภัททชิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในภัททชิสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อภิภู ได้แก่ ครอบงำตั้งอยู่ คือ เป็นใหญ่. บทว่า อนภิภูโต
ได้แก่ อันคนอื่นครอบงำมิได้. บทว่า อญฺญทตฺถุ เป็นนิบาต ใช้ในคำว่า
ส่วนเดียว. อธิบายว่า เห็นด้วยทัสสนะย่อมเห็นทั้งหมด บทว่า วสวตฺตี ได้แก่
ยังชนทั้งหมดให้อยู่ในอำนาจ. บทว่า ยถา ปสฺสโต ได้แก่ เห็นอาการของ
อารมณ์ไม่ว่าจะเป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์. บทว่า อนนฺตรา อาสวานํ
ขโย โหติ ได้แก่ พระอรหัตย่อมเกิดขึ้นในลำดับนั่นเอง. แม้ในบทว่า ยถา
สุณโต นี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปอันใดด้วยจักษุแล้ว
เริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุรพระอรหัตในลำดับ ติดต่อกันนั่นแหละพระอรหัตของภิกษุ
นั้น ย่อมชื่อว่ามีในลำดับของจักขุวิญญาณ พระอานนทเถระหมายถึงพระอรหัต
นั้น จึงกล่าวว่า นี้เป็นยอดแห่งการเห็น. แม้ในบทที่สองก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ยถา สุขิตสฺส ได้แก่ ถึงความสุขด้วยมรรคสุขใด. บทว่า
อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ได้แก่ พระอรหัตย่อมเกิดขึ้นในลำดับ
แห่งมรรคสุขนั้นนั่นเอง. บทว่า อิทํ สุขานํ อคฺคํ ได้แก่ มรรคสุขนี้
เป็นยอดแห่งความสุขทั้งหลายะ. แม้ในบทว่า ยถา สญฺญิสฺส นี้ ท่านประสงค์
เอามรรคสัญญานั่นเอง. บทว่า ยถาภูตสฺส ได้แก่ ตั้งอยู่แล้วในภพใด คือ
ในอัตภาพใด. บทว่า อนนฺตรา ได้แก่ พระอรหัตเกิดขึ้นแล้วในลำดับ
นั่นเอง. บทว่า อิทํ ภวานํ อคฺคํ ได้แก่ อัตภาพสุดท้ายนี้ ชื่อว่าเป็น

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 367 (เล่ม 36)

ยอดของภพทั้งหลาย. อีกนัยหนึ่ง บทว่า ยถาภูตสฺส ได้แก่ เป็น คือ มีอยู่
ในขณะแห่งมรรคจิตด้วยขันธ์ทั้งหลายใด. บทว่า อนนฺตรา อาสวานํ ขโย
โหติ ได้แก่ ผลย่อมเกิดขึ้นในลำดับแห่งมรรคนั่นเอง. บทว่า อิทํ ภวานํ
อคฺคํ ได้แก่ ขันธบัญจกในขณะแห่งมรรคจิตนี้ ชื่อว่าเป็นยอดแห่งภพทั้งหลาย
ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาภัททชิสูตรที่ ๑๐
จบอาฆาตวรรควรรณนาที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมอาฆาตวินยสูตร ๒. ทุติยอาฆาตวินยสูตร ๓. สากัจฉาสูตร
๔. อาชีวสูตร ๕. ปัญหาปุจฉาสูตร ๖. นิโรธสูตร ๗. โจทนาสูตร
๘. สีลสูตร ๙. นิสันติสูตร ๑๐. ภัททชิสูตร และอรรถกถา.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 368 (เล่ม 36)

อุปาสกวรรคที่ ๓
๑. สารัชชสูตร*
ว่าด้วยธรรมทำให้อุบาสกแกล้วกล้าและไม่แกล้วกล้า
[๑๗๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้-
มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้หยั่งลงสู่ความครั่นคร้าม
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ อุบาสกเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๑ เป็นผู้ลักทรัพย์ ๑
เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม ๑ เป็นผู้กล่าวคำเท็จ ๑ เป็นผู้ดื่มน้ำเมาคือ
สุราและเมรัยอื่นเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสก
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้หยั่งลงสู่ความครั่นคร้าม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็น
ผู้แกล้วกล้า ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ อุบาสกเป็นผู้งดเว้นจากปาณา-
ติบาต ๑ เป็นผู้งดเว้นจากอทินนาทาน ๑ เป็นผู้งดเว้นจากมุสาวาท ๑ เป็น
ผู้งดเว้นจากการดืมน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้
แกล้วกล้า.
จบสารัชชสูตรที่ ๑
* อรรถกถาแก้รวมไว้ท้ายสูตรที่ ๓

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 369 (เล่ม 36)

๒. วิสารทสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้อุบาสกแกล้วกล้าและไม่แกล้วกล้า
[๑๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมเป็นผู้ไม่แกล้วกล้าครองเรือน ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ อุบาสก
เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นผู้ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล
ย่อมเป็นผู้ไม่แกล้วกล้าครองเรือน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้มี
ความแกล้วกล้าครองเรือนธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ อุบาสกเป็นผู้งดเว้น
จากปาณาติบาต ฯลฯ เป็นผู้เว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็น
ที่ตั้งแห่งความประมาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม
๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้าครองเรือน.
จบวิสารทสูตรที่ ๒
๓. นิรยสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้เหมือนตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๑๗๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เหมือนถูกนำมาวางไว้ในนรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ อุบาสกเป็น
ผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นผู้ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 370 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เหมือนถูก
นำมาวางไว้ในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เหมือน
ถูกเชิญมาอยู่ในสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คืออุบาสกเป็นผู้งดเว้น
จากปาณาติบาต ฯลฯ เป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่
ตั้งแห่งความประมาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕
ประการนี้แล เหมือนถูกเชิญมาอยู่ในสวรรค์.
จบนิรยสูตรที่ ๓
อุปาสกวรรควรรณนา ที่ ๓
อรรถกถาสารัชชสูตรที่ ๑ วิสารทสูตรที่ ๒ นิรยสูตรที่ ๓
สูตรที่ ๑-๒-๓ แห่งอุปาสกวรรคที่ ๓ ท่านกล่าวถึง อคาริยปฏิบัติ
(ข้อปฏิบัติของผู้ครองเรือน.) แม้จะเป็นพระโสดาบัน และพระสกทาคามี
อคาริยปฏิบัติก็ย่อมควรทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑-๒-๓
๔. เวรสูตร
ว่าด้วยภัยเวร ๕ ประการ
[๑๗๔] ครั้งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค-
เจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้งนั้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี อุบาสกไม่ละภัยเวร ๕ ประการ

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 371 (เล่ม 36)

เราเรียกว่าผู้ทุศีลด้วย ย่อมเข้าถึงนรกด้วย ภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน ?
คือ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ การดื่ม
น้ำเมาคือสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูก่อนคฤหบดี อุบาสกผู้ไม่
ละภัยเวร ๕ ประการนี้แล เราเรียกว่า ผู้ทุศีลด้วย ย่อมเข้าถึงนรกด้วย.
ดูก่อนคฤหบดี อุบาสกผู้ละภัยเวร ๕ ประการ เราเรียกว่าผู้มีศีลด้วย
ย่อมเข้าถึงสุคติด้วย ภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ การฆ่าสัตว์ ฯลฯ
การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูก่อนคฤหบดี
อุบาสกผู้ละภัยเวร ๕ ประการนี้แล เราเรียกว่า ผู้มีศีลด้วย ย่อมเข้าถึงสุคติด้วย.
ดูก่อนคฤหบดี อุบาสกผู้ฆ่าสัตว์ ย่อมประสบภัยเวรใด ทั้งในปัจจุบัน
ทั้งในสัมปรายภพ ย่อมเสวยทุกขโทมนัสใดแม้ทางจิต เพราะเหตุฆ่าสัตว์
อุบาสกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ย่อมไม่ประสบภัยเวรนั้น ทั้งในปัจจุบัน
และในสัมปรายภพ ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสนั้นแม้ทางจิต ภัยเวรนั้น ของ
อุบาสกผู้งดเว้นจากปาณาติบาตย่อมสงบระงับด้วยประการฉะนี้ อุบาสกผู้ลัก
ทรัพย์ . . . ประพฤติผิดในกาม. . . พูดคำเท็จ . . . ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ย่อมประสบภัยเวรใด ทั้งในปัจจุบันและสัม-
ปรายภพ ย่อมเสวยทุกขโทมนัสใดแม้ทางจิต เพราะเหตุแห่งการดื่มน้ำเมาคือ
สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท อุบาสกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ย่อมไม่ประสบภัยเวรนั้น
ทั้งในปัจจุบันและในสัมปรายภพ ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสแม้ทางจิต ภัยเวร
นั้น ของอุบาสกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความประมาท ย่อมสงบระงับด้วยประการฉะนี้.
นรชนใดย่อมฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของ
ที่เจ้าของมิได้ให้ในโลก คบชู้ภรรยาของ

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 372 (เล่ม 36)

ผู้อื่น กล่าวคำเท็จ และประกอบการดื่ม
สุราเมรัยเนือง ๆ นรชนนั้นไม่ละเวร ๕
ประการแล้ว เราเรียกว่า เป็นผู้ทุศีล มี
ปัญญาทราม ตายไปแล้วย่อมเข้าถึงนรก.
นรชนใดไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ถือเอาสิ่งของ
ที่เจ้าของมิได้ให้ในโลก ไม่คบชู้ภรรยา
ของผู้อื่น ไม่กล่าวคำเท็จและไม่ประกอบ
การดื่มสุราและเมรัย นรชนนั้นละเวร ๕
ประการแล้ว เราเรียกว่าเป็นผู้มีศีล มี
ปัญญา เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติ.
จบเวรสูตรที่ ๔
อรรถกถาเวรสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเวรสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภยานิ ได้แก่ ภัยอันทำให้จิตสะดุ้งแล้ว. บทว่า เวรานิ
ได้แก่ อกุศลเวรบ้าง บุคคลเวรบ้าง. บทว่า เจตสิกํ ได้แก่ ทุกข์อาศัย
จิต. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ทุกข์มีกายประสาทเป็นวัตถุที่ตั้ง. บทว่า โทมนสฺสํ
ได้แก่ โทมนัสเวทนา. ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละ ด้วยวิรัติ
เจตนางดเว้น.
จบอรรถกถาเวรสูตรที่ ๔

372