ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 313 (เล่ม 36)

อรรถกถาอสัปปุริสทานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอสัปปุริสทานสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อสกฺกจฺจํ ทานํ เทติ ได้แก่ หาเคารพคือทำใจให้สะอาด
ให้ทานไม่. บทว่า อจิตฺตึ กตฺวา เทติ ได้แก่ ให้ด้วยอาการไม่ยำเกรง
โดยความไม่เคารพ. บทว่า อปวิฏฺฐํ เทติ ได้แก่ ไม่ให้ส่ง ๆ ไป. อีกอย่างหนึ่ง
ให้เหมือนประสงค์จะทิ้ง. บทว่า อนาคมนทิฏฐิโก เทติ ได้แก่ หาทำ
ความเห็นผลกรรมกันมาอย่างนี้ว่า ผลแห่งกรรมที่ทำจักมาถึงดังนี้ให้เกิดขึ้นไม่.
ในฝ่ายขาวพึงทราบวินิจฉัยดังนี้ บทว่า จิตฺตึ กตฺวา เทติ ได้แก่
เข้าไปตั้งความยำเกรงในไทยธรรมและในทักขิไณยบุคคลแล้วให้. ในสองอย่าง
นั้นบุคคลกระทำไทยธรรมให้ประณีต มีรสอร่อยแล้วให้ ชื่อว่า เข้าไปตั้งความ
ยำเกรงในไทยธรรม. บุคคลเลือกบุคคลแล้วให้ ชื่อว่า เข้าไปตั้งความยำเกรง
ในทักขิไณยบุคคล. บทว่า สหตฺถา เทติ ความว่า ไม่ใช้มือของคนอื่น
ให้ตามคำสั่ง ให้ด้วยมือของตนเองเท่านั้น ด้วยคิดว่า ชื่อว่า เวลาที่เรา
ท่องเที่ยวไปในสงสารอันไม่มีเบื้องต้นและเบื้องปลายแล้ว ได้ใช้มือและเท้านั้น
ไม่มีประมาณเลย เราจักทำความหลุดพ้นไปจากวัฏฏะ ความออกไปจากภพ
ดังนี้. บทว่า อาคมนทิฏฺฐิโก ได้แก่ เชื่อกรรมและวิบากว่าจักเป็นปัจจัย
แห่งภพในอนาคตแล้วให้ ดังนี้.
จบอรรถกถาอสัปปุริสทานสูตรที่ ๗

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 314 (เล่ม 36)

๘. สัปปุริสทานสูตร
ว่าด้วยทานของสัตบุรุษ ๕ ประการ
[๑๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ สัตบุรุษย่อมให้ทานด้วยศรัทธา ๑ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ๑
ย่อมให้ทานโดยกาลอันควร ๑ เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน ๑ ย่อมให้ทาน
ไม่กระทบตนและผู้อื่น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษครั้นให้ทานด้วยศรัทธา
แล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเป็นผู้มีรูปสวยงาม
น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณงามยิ่งนัก ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล
(บังเกิดขึ้น) ครั้นให้ทานโดยเคารพแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก
มีโภคะมาก และเป็นผู้มีบุตร ภรรยา ทาส คนใช้หรือคนงาน เป็นผู้เชื่อฟัง
เงี่ยโสตลงสดับคำสั่ง ตั้งใจใคร่รู้ ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล ครั้นให้ทานโดยกาล
อันควรแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และย่อมเป็นผู้มี
ความต้องการที่เกิดขึ้นตามกาลบริบูรณ์ ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล ครั้นเป็นผู้มี
จิตอนุเคราะห์ให้ทานแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และ
เป็นผู้มีจิตน้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ ๕ สูงยิ่งขึ้น ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล
ครั้นให้ทานไม่กระทบคนและผู้อื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มี
โภคะมาก และย่อมเป็นผู้มีโภคทรัพย์ไม่มีภยันตรายมาแต่ที่ไหน ๆ คือ จากไฟ
จากน้ำ จากพระราชา จากโจร จากคนไม่เป็นที่รัก หรือจากทายาท ในที่ที่
ทานนั้นเผล็ดผล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้แล.
จบสัปปุริสทานสูตรที่ ๘

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 315 (เล่ม 36)

อรรถกถาสัปปุริสทานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสัปปุริสทานสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สทฺธาย ได้แก่ เชื่อทานและผลแห่งทาน. บทว่า กาเลน
ได้แก่ ตามกาลที่เหมาะที่ควร. บทว่า อนุคฺคหจิตฺโต ได้แก่ มีจิตไม่เสียดาย
คือ สละขาดไปเลย. บทว่า อนุปหจฺจ ได้แก่ ไม่กระทบ คือ ไม่ลบหลู่
คุณทั้งหลาย. บทว่า กาลาคตา จสฺส อตฺถา ปริปูรา โหนฺติ ความว่า
ประโยชนทั้งหลายเมื่อจะมาถึง มิได้มาเมื่อเจริญวัยแล้ว ย่อมมาในเวลาที่เหมาะ
ที่ควรในปฐมวัยนั่นเอง ทั้งมากด้วย.
จบอรรถกถาสัปปุริสทานสูตรที่ ๘
๙. ปฐมสมยวิมุตตสูตร
ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้เสื่อมและไม่ให้เสื่อม
[๑๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเสื่อมแก่ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นในสมัย ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ
ความเป็นผู้ชอบทำการงาน ๑ ความเป็นผู้ชอบคุย ๑ ความเป็นผู้ชอบนอน ๑
ความเป็นผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ ภิกษุนั้นไม่พิจารณาจิตที่หลุดพ้นแล้ว
อย่างไร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเสื่อมแก่ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นในสมัย.

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 316 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่
เสื่อมแก่ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นในสมัย ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ความ
เป็นผู้ไม่ชอบทำการงาน ๑ ความเป็นผู้ไม่ชอบคุย ๑ ความเป็นผู้ไม่ชอบนอน ๑
ความเป็นผู้ไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ ภิกษุนั้นพิจารณาจิตที่หลุดพ้นแล้ว
อย่างไร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นในสมัย.
จบปฐมสมยวิมุตตสูตรที่ ๙
อรรถกถาปฐมสมยวิมุตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมสมยวิมุตตสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมยวิมุตฺตสฺส ความว่า ภิกษุชื่อว่ามีจิตพ้นแล้วด้วยโลกิย-
วิมุตติ กล่าวคือ พ้นชั่วสมัย เพราะพ้นจากกิเลสทั้งหลายที่ข่มไว้ได้ในขณะที่
ยังจิตเป็นอัปปนานั่นเอง.
จบอรรถกถาปฐมสมยวิมุตตสูตรที่ ๙

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 317 (เล่ม 36)

๑๐. ทุติยสมยวิมุตตสูตร*
ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้เสื่อมและไม่ให้เสื่อม
[๑๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเสื่อมแก่ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นในสมัย ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ
ความเป็นผู้ชอบทำการงาน ๑ ความเป็นผู้ชอบคุย ๑ ความเป็นผู้ชอบนอน ๑
ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณ
ในโภชนะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเสื่อมแก่ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นในสมัย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่
เสื่อมแก่ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นในสมัย ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ความ
เป็นผู้ไม่ชอบทำการงาน ๑ ควานเป็นผู้ไม่ชอบคุย ๑ ความเป็นผู้ไม่ชอบ
นอน ๑ ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้รู้จัก
ประมาณในโภชนะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็น
ไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นในสมัย.
จบทุติยสมยวิมุตตสูตรที่ ๑๐
จบติกัณฑกีวรรคที่ ๕
*อรรถกถาว่ามีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 318 (เล่ม 36)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทัตวาอวชานาติสูตร ๒. อารภสูตร ๓. สารันททสูตร
๔. ติกัณฑกีสูตร ๕. นิรยสูตร ๖. มิตตสูตร ๗. อสัปปุริสทานสูตร
๘. สัปปุริสทานสูตร ๙. ปฐมสมยวิมุตตสูตร ๑๐. ทุติยสมยวิมุตตสูตร
และอรรถกถา.
จบตติยปัณณาสก์

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 319 (เล่ม 36)

จตุตถปัณณาสก์
สัทธัมมวรรคที่ ๑
๑. ปฐมสัทธัมมนิยามสูตร
ว่าด้วยธรรมผู้เข้าถึงกุศลและไม่เข้าถึงกุศล
[๑๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยาม คือความถูกในกุศลธรรม
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลย่อมพูดมาก ๑ พูดคำพูดที่ผู้อื่นพูด
แล้วมาก ๑ พูดปรารภตน ๑ เป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่านฟังธรรม ๑ เป็นผู้มีจิตไม่
แน่วแน่มนสิการโดยอุบายไม่แยบคาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล แม้ฟังธรรมอยู่ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยาม
คือ ความถูกในกุศลธรรม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ฟัง
สัทธรรมอยู่ เป็นผู้ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยาม คือ ความถูกในกุศลธรรม ธรรม
๕ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลย่อมไม่พูดมาก ๑ ไม่พูดคำพูดที่ผู้อื่นพูด
แล้วมาก ๑ ไม่พูดปรารภตน ๑ เป็นผู้ไม่มีจิตฟุ้งซ่านฟังธรรม ๑ เป็น
ผู้มีจิตแน่วแน่มนสิการโดยอุบายแยบคาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ฟังสัทธรรมอยู่ก็เป็นผู้ควรหยั่งลงสู่นิยาม
คือ ความถูกในกุศลธรรม.
จบปฐมสัทธัมมนิยามสูตรที่ ๑

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 320 (เล่ม 36)

จตุตถปัณณาสก์
สัทธัมมวรรควรรณนาที่ ๑
อรรถกถาปฐมสัทธัมมนิยามสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมสัทธัมมนิยามสูตรที่ ๑ แห่งปัณณาสก์ที่ ๔
ดังต่อไปนี้:-
บทว่า อภพฺโพ นิยามํ โอกฺกมิตํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ
ความว่า ภิกษุไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่มรรคนิยามอันถูกต้อง ในกุศลธรรมทั้งหลาย.
ในบทว่า กถํ ปริโภติ เป็นต้น เมื่อกล่าวว่า เรื่องนี้ชื่อเรื่องอะไรดังนี้
ชื่อว่า ดูหมิ่นเรื่องที่แสดง. เมื่อกล่าวว่า ผู้นั้นพูดเรื่องอะไร ผู้นี้จะรู้อะไร
ดังนี้ ชื่อว่า ดูหมิ่นผู้แสดง. เมื่อกล่าวว่า เราจะรู้กำลังที่จะฟังเรื่องนี้ของเราได้
แต่ไหน ดังนี้ ชื่อว่า ดูหมิ่นตน. พึงทราบธรรมฝ่ายขาวโดยตรงกันข้าม.
จบอรรถกถาปฐมสัทธัมมนิยามสูตรที่ ๑
๒. ทุติยสัมธัมมนิยามสูตร
ว่าด้วยธรรมของผู้เข้าถึงและไม่เข้าถึงกุศล
[๑๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยาม คือ ความถูกในกุศลธรรม
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลย่อมพูดมาก ๑ พูดคำพูดที่ผู้อื่นพูดแล้ว
มาก ๑ พูดปรารภตน ๑ เป็นผู้มีปัญญาทราม โง่เง่า ๑ เป็นผู้มีความถือตัวว่า

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 321 (เล่ม 36)

เข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๕ ประการนี้แล แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยาม คือ
ความถูกในกุศลธรรม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ฟังสัท-
ธรรมอยู่ เป็นผู้ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยาม คือ ความถูกในกุศลธรรม ธรรม
๕ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลย่อมไม่พูดมาก ๑ ไม่พูดคำพูดที่ผู้อื่นพูดแล้ว
มาก ๑ ไม่พูดปรารภตน ๑ เป็นผู้มีปัญญา ไม่โง่เง่า ๑ ไม่เป็นผู้มีความถือ
ตัวว่าเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยาม คือ
ความถูกในกุศลธรรม.
จบทุติยสัทธัมมนิยามสูตรที่ ๒
อรรถกถาทุติยสัทธัมมนิยามสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยสัทธัมมนิยามสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนญฺญาเต อญฺญาตมานี ได้แก่ เป็นผู้ไว้ตัวว่า เรา
รู้แล้วในข้อที่ยังไม่รู้.
จบอรรถกถาทุติยสัทธัมมนิยมสูตรที่ ๒

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 322 (เล่ม 36)

๓. ตติยสัทธัมมนิยามสูตร
ว่าด้วยธรรมของผู้เข้าถึงและไม่เข้าถึงกุศล
[๑๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยาม คือ ความถูกในกุศลธรรม
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลเป็นผู้ลบหลู่คุณท่านฟังธรรม ๑ เป็นผู้
อันความลบหลู่ครอบงำ มีจิตแข่งดีฟังธรรม ๑ เป็นผู้แสวงโทษ มีจิตกระทบ
ในผู้แสดงธรรม มีจิตกระด้าง ๑ เป็นผู้มีปัญญาทราม โง่เง่า ๑ เป็นผู้มีความ
ถือตัวว่าเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยาม
คือ ความถูกในกุศลธรรม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ฟังสัท-
ธรรมอยู่ เป็นผู้ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยาม คือ ความถูกในกุศลธรรม ธรรม ๕
ประการเป็นไฉน คือ บุคคลย่อมไม่เป็นผู้ลบหลู่คุณท่านฟังธรรม ๑ เป็นผู้อัน
ความลบหลู่ไม่ครอบงำ ไม่มีจิตแข่งดีฟังธรรม ๑ เป็นผู้ไม่แสวงโทษ ไม่มี
จิตกระทบในผู้แสดงธรรม ไม่มีจิตกระด้าง ๑ เป็นผู้มีปัญญา ไม่โง่เง่า ๑
ไม่เป็นผู้มีความถือตัวว่าเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ฟังสัทธรรมอยู่ เป็นผู้ควรเพื่อ
หยั่งลงสู่นิยาม คือ ความถูกในกุศลธรรม.
จบตติยสัทธัมมนิยามสูตรที่ ๓

322