ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 303 (เล่ม 36)

เพราะปรารภจะล่วงอาบัติแล้ว จึงอบรมจิตและปัญญา ท่านจักเป็นผู้เทียมกัน
บุคคลจำพวกที่ ๕ โน้น เพราะการอบรมอย่างนี้.
บุคคลใด ไม่ปรารภจะล่วงอาบัติ ย่อมเดือดร้อน และย่อมไม่ทราบชัด
ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือ
แห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งเกิดแล้วแก่เธอ บุคคลนั้น พึงเป็นผู้ควรกล่าว
ตักเตือนอย่างนี้ว่า อาสวะที่เกิดเพราะปรารภจะล่วงอาบัติของท่านไม่มี อาสวะ
ที่เกิดเพราะความเดือดร้อนของท่านยังเจริญอยู่ ขอท่านจงบรรเทาอาสวะที่เกิด
เพราะความเดือดร้อนแล้ว จึงอบรมจิตและปัญญา ท่านจักเป็นผู้เทียมทัน
บุคคลจำพวกที่ ๕ โน้น เพราะการอบรมอย่างนี้.
บุคคลใด ไม่ปรารภจะล่วงอาบัติ ย่อมไม่เดือดร้อน และย่อมไม่
ทราบชัด ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดย
ไม่เหลือ แห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ บุคคลนั้น พึง
เป็นผู้ควรกล่าวตักเตือนอย่างนี้ว่า อาสวะที่เกิดเพราะปรารภจะล่วงอาบัติของ
ท่านไม่มี อาสวะที่เกิดเพราะความเดือดร้อนของท่านไม่เจริญ ขอท่านจง
อบรมจิตและปัญญา ท่านจักเป็นผู้เทียมทันบุคคลจำพวกที่ ๕ โน้น เพราะ
การอบรมอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๕ จำพวกนี้ ถูกตักเตือนพร่ำสอนโดย
เทียบกับบุคคลที่ ๕ โน้น ด้วยประการอย่างนี้แล ย่อมบรรลุความสิ้นอาสวะ
โดยลำดับ.
จบอารภสูตรที่ ๒

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 304 (เล่ม 36)

อรรถกถาอารภสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอารภสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า อารภติ จ วิปฺปฏิสารี จ โหติ ความว่า ภิกษุพยายาม
ล่วงอาบัติและเป็นผู้เดือดร้อนเพราะการล่วงอาบัตินั้นเป็นเหตุ. บทว่า เจโต-
วิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตตฺตึ ได้แก่ อรหัตสมาธิ และอรหัตผลญาณ. บทว่า
นปฺปชานาติ ได้แก่ ไม่รู้เพราะยังไม่บรรลุ. บทว่า อารภติ น วิปฺปฏิสารี
โหติ ได้แก่ ต้องอาบัติแต่เป็นผู้ไม่เดือดร้อน เพราะออกจากอาบัติแล้ว.
บทว่า น อารภติ วิปฺปฏิสารี โหติ ได้แก่ ต้องอาบัติคราวเดียว แล้ว
ออกจากอาบัตินั้น ภายหลังไม่ต้องอีกก็จริง ถึงดังนั้นก็บรรเทาความเดือดร้อน
ไม่ได้. บทว่า น อารภติ น วิปฺปฏิสารี โหติ ได้แก่ ทั้งไม่ต้อง
อาบัติ ทั้งไม่เป็นผู้เดือดร้อน. บทว่า ตญฺจ เจโตวิมุตตึ ฯ เปฯ นิรุชฺฌ-
นฺติ ได้แก่ ยังไม่บรรลุพระอรหัต. ท่านกล่าวถึงพระขีณาสพโดยนัยที่ ๕.
บทว่า อารภชา ได้แก่ ได้เกิดเพราะล่วงอาบัติ. บทว่า วิปฺปฏิ-
สารชา ได้แก่ เกิดจากความเดือดร้อน. บทว่า ปวฑฺฒนฺติ ได้แก่
อาสวะทั้งหลายพอกพูนเพราะเกิดบ่อย ๆ. บทว่า อาราภเช อาสเว ปหาย
ได้แก่ ละอาสวะทั้งหลายที่เกิดเพราะล่วงอาบัติ. ด้วยการแสดงอาบัติหรือ
ด้วยการออกจากอาบัติ. บทว่า ปฏิวิโนเทตฺวา ได้แก่ นำออกด้วยการ
พิจารณาถึงความเป็นผู้ดำรงอยู่ในความบริสุทธิ์. บทว่า จิตฺตํ ปญฺญญฺจ
ภาเวตุ ได้แก่ จงบำเพ็ญวิปัสสนาจิตและปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนาจิตนั่น.
บทที่เหลือพึงทราบโดยอุบายนี้.
จบอรรถกถาอารภสูตรที่ ๒

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 305 (เล่ม 36)

๓. สารันททสูตร
ว่าด้วยความปรากฏแห่งแก้วที่หาได้ยาก ๕ ประการ
[๑๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา
ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว
ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ เมืองเวสาลี สมัยนั้น
เจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ คน นั่งประชุมกันอยู่ที่สารันททเจดีย์ ได้มีการ
สนทนากันว่า ความปรากฏแห่งแก้ว ๕ ประการ เป็นของหาได้ยากในโลก
แก้ว ๕ ประการเป็นไฉน คือ ความปรากฏแห่งช้างแก้ว ๑ ความปรากฏ
แห่งม้าแก้ว ๑ ความปรากฏแห่งแก้วมณี ๑ ความปรากฏแห่งนางแก้ว ๑
ความปรากฏแห่งคฤหบดีแก้ว ๑ ความปรากฏแห่งแก้ว ๕ ประการนี้ เป็น
ของหาได้ยากในโลก ครั้งนั้น เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นได้ส่งบุรุษไปคอยดักที่หนทาง
โดยสั่งว่า พ่อผู้เจริญ เมื่อท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา พึงมาบอกแก่
พวกฉัน บุรุษนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล จึงเข้าไปหา
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น แจ้งให้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธ-
เจ้าพระองค์นั้นกำลังเสด็จมา ขอท่านทั้งหลายจงทราบกาลที่ควร ณ บัดนี้.
ครั้งนั้น เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงเอ็นดู เสด็จเข้าไปสู่สารันททเจดีย์เถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับ
โดยดุษณีภาพ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าไปยังสารันททเจดีย์
แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ตบแต่งไว้ ครั้นแล้วได้ตรัสถามเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า
ดูก่อนเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย บัดนี้ ท่านทั้งหลายประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 306 (เล่ม 36)

การสนทนาอะไรซึ่งท่านทั้งหลายยังค้างอยู่ในระหว่าง เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น
ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายนั่งประชุมกันอยู่
ณ ที่นี้ ได้มีการสนทนากันว่า ความปรากฏแห่งแก้ว ๕ ประการ เป็นของ
หาได้ยากในโลก แก้ว ๕ ประการเป็นไฉน คือ ความปรากฏแห่งช้างแก้ว ๑
ความปรากฏแห่งม้าแก้ว ๑ ความปรากฏแห่งแก้วมณี ๑ ความปรากฏแห่ง
นางแก้ว ๑ ความปรากฏแห่งคฤหบดีแก้ว ๑ ความปรากฏแห่งแก้ว ๕ ประการ
นี้ เป็นของหาได้ยากในโลก.
พ. ดูก่อนเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเป็นผู้มุ่งไปในกาม จึงได้
มีการสนทนากันปรารภเฉพาะกาม ดูก่อนเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย ความปรากฏแห่ง
แก้ว ๕ ประการเป็นของหาได้ยาก แก้ว ๕ ประการเป็นไฉน คือ ความ
ปรากฏแห่งตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ บุคคลผู้แสดงธรรม
วินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ๑ บุคคลผู้รู้แจ้งธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศ
แล้ว ๑ บุคคลผู้รู้แจ้งธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ซึ่งผู้อื่นแสดง
ให้ฟังแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ กตัญญูกตเวทีบุคคล ๑
ดูก่อนเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย ความปรากฏแห่งแก้ว ๕ ประการนี้แล เป็นของหา
ได้ยากในโลก.
จบสารันททสูตรที่ ๓
อรรถกถาสารันททสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสารันททสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กามาธิมุตฺตานํ ได้แก่ น้อมไปในวัตถุกามและกิเลสกาม.
บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ความว่า บุคคลผู้ปฏิบัติปฏิปทาเบื้องต้น
พร้อมกับศีล เพื่อต้องการโลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่า ผู้นำปฏิบัติให้บริบูรณ์
เป็นบุคคลหาได้ยากในโลก.
จบอรรถกถาสารันททสูตรที่ ๓

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 307 (เล่ม 36)

๔. ติกัณฑกีสูตร
ว่าด้วยสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล
[๑๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าติกัณฑกีวัน
ใกล้เมืองสาเกต ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขอภิกษุพึงเป็นผู้มีความสำคัญใน
สิ่งไม่ปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งปฏิกูล อยู่ตลอดกาล ขอภิกษุพึงเป็นผู้มีความ
สำคัญในสิ่งปฏิกูล ว่า ไม่เป็นปฏิกูล อยู่ตลอดกาล ขอภิกษุพึงเป็นผู้มี
ความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูล และสิ่งปฏิกูลว่า เป็นปฏิกูล อยู่ตลอดกาล
ขอภิกษุพึงเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งปฏิกูล และสิ่งไม่ปฏิกูลว่า เป็นสิ่งไม่
ปฏิกูลอยู่ตลอดกาล ขอภิกษุพึงเว้นสิ่งทั้งสอง คือ สิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่ง
ปฏิกูลแล้ว เป็นผู้มีความวางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดกาล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร ภิกษุจึงควร
เป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งปฏิกูล เพราะอาศัยอำนาจ
ประโยชน์นี้ว่า ความกำหนัดในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด อย่าเกิดขึ้น
แก่เรา ภิกษุจึงควรเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ เพราะ
อาศัยอำนาจประโยชน์อะไร ภิกษุจึงควรเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็น
สิ่งไม่ปฏิกูล เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้ว่า ความขัดเคืองในธรรมอันเป็น
ที่ตั้งแห่งความขัดเคือง อย่าเกิดขึ้นแก่เรา ภิกษุจึงควรเป็นผู้มีความสำคัญใน
สิ่งปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร ภิกษุจึง
ควรเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูล และสิ่งปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 308 (เล่ม 36)

เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้ว่า ความกำหนัดในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
กำหนัด อย่าเกิดขึ้นแก่เรา ความขัดเคืองในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ขัดเคือง อย่าเกิดขึ้นแก่เรา ภิกษุจึงควรเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูล
และสิ่งปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร ภิกษุ
จึงควรเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งปฏิกูล และสิ่งไม่ปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่
เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้ว่า ความขัดเคืองในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ขัดเคืองอย่าเกิดขึ้นแก่เรา ความกำหนัดในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
อย่าเกิดขึ้นแก่เรา ภิกษุจึงควรเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูล
ว่า เป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร ภิกษุจึงควรเว้น
สิ่งทั้งสอง คือ สิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลแล้ว เป็นผู้มีความวางเฉย มีสติ-
สัมปชัญญะอยู่ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้ว่า ความกำหนัดในธรรมอันเป็น
ที่ตั้งแห่งความกำหนัดในอารมณ์ไหน ๆ ในส่วนไหน ๆ แม้มีประมาณน้อย
อย่าเกิดขึ้นแก่เรา ความขัดเคืองในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคืองใน
อารมณ์ไหน ๆ ในส่วนไหน ๆ แม้มีประมาณน้อย อย่าเกิดขึ้นแก่เรา ความ
หลงในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความหลงในอารมณ์ไหน ๆ ในส่วนไหน ๆ
แม้มีประมาณน้อย อย่าเกิดขึ้นแก่เรา ภิกษุจึงควรเป็นผู้เว้นสิ่งทั้งสอง คือ
สิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลแล้ว เป็นผู้มีความวางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่.
จบติกัณฑกีสูตรที่ ๔

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 309 (เล่ม 36)

อรรถกถาติกัณฑกีสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในติกัณฑกีสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อปฺปฏิกูเล ได้แก่ ในอารมณ์อันไม่ปฏิกูล. บทว่า
ปฏิกูลสญฺญี ได้แก่ มีความสำคัญอย่างนี้ว่า นี้ปฏิกูล. ในบททั้งปวงก็นัยนี้
เหมือนกัน. ถามว่า ก็ภิกษุนี้อยู่อย่างนี้ได้อย่างไร. ตอบว่า ภิกษุขยายไปใน
วัตถุที่น่าปรารถนาโดยความเป็นของไม่งาม หรือน้อมนำเข้าไปโดยความ
เป็นของไม่เที่ยง ชื่อว่ามีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นปฏิกูลด้วยอาการ
อย่างนี้อยู่. ภิกษุขยายไปในวัตถุอันไม่น่าปรารถนาโดยเมตตาหรือน้อมนำ
เข้าไปโดยเป็นธาตุ ชื่อว่ามีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าไม่ปฏิกูลด้วยอาการ
อย่างนี้อยู่. ก็ในทั้งสองอย่างนี้ท่านกล่าวถึงตติยวารและจตุตถวารโดยนัยต้น
และนัยหลัง. ท่านกล่าวนัยที่ ๕ ด้วยฉฬังคุเบกขา ก็ฉฬังคุอุเบกขานี้ คล้ายกับ
อุเบกขาของพระขีณาสพ แต่ไม่ใช่อุเบกขาของพระขีณาสพ. ในบทเหล่านั้น
บทว่า อุเปกฺขโก วิหเรยฺย ได้แก่ ตั้งอยู่ในความเป็นกลาง. บทว่า
กฺวจินิ ได้แก่ ในอารมณ์ไร ๆ. บทว่า กตฺถจิ ได้แก่ ในถิ่นที่ไร ๆ.
บทว่า กิญฺจินา คือ แม้มีประมาณน้อยไร ๆ. ในสูตรนี้ตรัสวิปัสสนาอย่างเดียว
ในฐาน ๕ ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุรูปหนึ่งผู้ปรารภวิปัสสนาก็บำเพ็ญวิปัสสนา
นั้นได้ แม้สมณะผู้เป็นพหูสูต มีญาณ มีปัญญายิ่งนัก ก็บำเพ็ญได้ พระ-
โสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามี ย่อมทำได้ทั้งนั้น พระขีณาสพ
ไม่ต้องพูดแล.
จบอรรถกถาติกัณฑกีสูตรที่ ๔

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 310 (เล่ม 36)

๕. นิรยสูตร*
ว่าด้วยธรรมทำให้เหมือนตกนรกและเหมือนขึ้นสวรรค์
[๑๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมเป็นผู้เหมือนถูกฝังไว้ในนรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ บุคคล
เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ๑ เป็นผู้มักลักทรัพย์ ๑ เป็นผู้มักประพฤติผิดในกาม ๑
เป็นผู้มักพูดเท็จ ๑ เป็นผู้มักดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล
ย่อมเป็นผู้เหมือนถูกฝังไว้ในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อม
เป็นผู้เหมือนถูกเชิญไปอยู่ในสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ บุคคล
เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ๑ เป็นผู้งดเว้นจากอทินนาทาน ๑ เป็นผู้งดเว้น
จากกาเมสุมิจฉาจาร ๑ เป็นผู้งดเว้นจากมุสาวาท ๑ เป็นผู้งดเว้นจากการ
ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้เหมือนถูกเชิญไปอยู่ใน
สวรรค์.
จบนิรยสูตรที่ ๕
* อรรถกถาว่ามีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 311 (เล่ม 36)

๖. มิตตสูตร
ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้ควรคบและไม่ควรคบ
[๑๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ไม่ควรคบเป็นมิตร ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุย่อมใช้ให้ทำการงาน ๑
ย่อมก่ออธิกรณ์ ๑ ย่อมเป็นผู้โกรธตอบต่อภิกษุผู้เป็นประธาน ๑ ย่อม
ประกอบการจาริกไปในที่ไม่ควรตลอดกาลนาน ๑ เป็นผู้ไม่สามารถเพื่อยัง
ภิกษุให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วยธรรมมีกถาโดยกาล
สมควร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล
ไม่ควรคบเป็นมิตร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ควรคบ
เป็นมิตร ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุย่อมไม่ใช้ให้ทำการงาน ๑
ไม่ก่ออธิกรณ์ ๑ ไม่โกรธตอบต่อภิกษุผู้เป็นประธาน ๑ ไม่ประกอบการจาริก ๑
ในที่ไม่ควรตลอดกาลนาน ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อยังภิกษุให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน
ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถาโดยกาลสมควร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ควรคบเป็นมิตร.
จบมิตตสูตรที่ ๖

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 312 (เล่ม 36)

อรรถกถามิตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมิตตสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กมฺมนฺตํ ได้แก่ ใช้ให้ทำการงานมีทำนาเป็นต้น.
บทว่า อธิกรณํ อาทิยติ ได้แก่ ก่ออธิกรณ์ ๔. บทว่า ปาโมกฺเขสุ
ภิกฺขูสุ ได้แก่ ในภิกษุผู้เป็นทิศาปาโมกข์คือหัวหน้า. บทว่า ปฏิวิรุทฺโธ
โหติ ได้แก่ เป็นผู้ขัดแย้งกันเพราะถือว่าเป็นศัตรู. บทว่า อวฏฺฐานจาริกํ
ได้แก่ เที่ยวไปไม่มีจุดหมาย.
จบอรรถกถามิตตสูตรที่ ๖
๗. อสัปปุริสทานสูตร
ว่าด้วยทานของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษ
[๑๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสัปปุริสทาน ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ อสัตบุรุษย่อมให้โดยไม่เคารพ ๑ ให้โดยไม่อ่อนน้อม ๑ ไม่ให้
ด้วยมือตนเอง ๑ ให้ของที่เป็นเดน ๑ ไม่เห็นผลที่จะพึงมาถึงให้ ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อสัปปุริสทาน ๕ ประการนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ สัตบุรุษย่อมให้โดยเคารพ ๑ ให้โดยอ่อนน้อม ๑ ให้ด้วยมือตนเอง ๑
ให้ของไม่เป็นเดน ๑ เห็นผลที่จะมาถึงให้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัปปุริส-
ทาน ๕ ประการนี้แล.
จบอสัปปุริสทานสูตรที่ ๗

312