พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 273 (เล่ม 36)

ราชวรรคที่ ๔
๑. จักกสูตร
ว่าด้วยองค์คุณของพระพุทธเจ้าและพระเจ้าจักรพรรดิ
[๑๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิทรงประกอบด้วยองค์
๕ ประการ ย่อมทรงยังจักรให้เป็นไปโดยธรรมทีเดียว จักรนั้นย่อมเป็นจักร
อันมนุษย์ผู้เป็นข้าศึกใด ๆ จะต้านทานมิได้ องค์ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
พระเจ้าจักรพรรดิในโลกนี้ เป็นผู้ทรงรู้ผล ๑ ทรงรู้เหตุ ๑ ทรงรู้ประมาณ
๑ ทรงรู้จักกาล ๑ ทรงรู้จักบริษัท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้า-
จักรพรรดิทรงประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แล ย่อมทรงยังจักรให้เป็นไป
โดยธรรมทีเดียว จักรนั้นย่อมเป็นจักรอันมนุษย์ผู้เป็นข้าศึกใด ๆ จะต้านทาน
มิได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมทรงยังธรรมจักรชั้นเยี่ยมให้
เป็นไปโดยธรรมทีเดียว ธรรมจักรนั้นย่อมเป็นจักรอันสมณะ พราหมณ์
เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก จะคัดค้านไม่ได้ ธรรม ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกนี้ ทรงรู้จักผล ๑
ทรงรู้จักเหตุ ๑ ทรงรู้จักประมาณ ๑ ทรงรู้จักกาล ๑ ทรงรู้จักบริษัท ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมทรงยังธรรมจักรชั้นเยี่ยมให้เป็นไปโดยธรรมทีเดียว
ธรรมจักรนั้นย่อมเป็นจักรอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ
ใคร ๆ ในโลก จะคัดค้านไม่ได้
จบจักกสูตรที่ ๑

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 274 (เล่ม 36)

ราชวรรควรรณนาที่ ๔
อรรถกถาจักกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในจักกสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ธมฺเมน ได้แก่ โดยกุศลธรรม ๑๐. บทว่า จกฺกํ ได้แก่
อาณาจักร. บทว่า อตฺถญฺญู ได้แก่ รู้ประโยชน์แห่งราชสมบัติ. บทว่า
ธมฺมญฺญู ได้แก่ รู้ธรรมคือประเพณี. บทว่า มตฺตญฺญู ได้แก่ รู้ประมาณ
ในการลงราชอาชญาหรือในการเก็บภาษีอากร. บทว่า กาลญฺญู ได้แก่ รู้เวลา
เสวยสุขในราชสมบัติ เวลากระทำการวินิจฉัย และเวลาเสด็จจาริกไปในชนบท.
บทว่า ปริสญฺญู ได้แก่ รู้ว่า นี้ชุมนุมกษัตริย์ นี้ชุมนุมพราหมณ์ นี้ชุมนุม
แพศย์ นี้ชุมนุมศูทร นี้ชุมนุมสมณะ.
ในตถาคตวาร พึงทราบเนื้อความดังนี้. บทว่า อตฺถญฺญู ได้แก่
รู้อรรถ ๕. บทว่า ธมฺมญฺญู ได้แก่ รู้ธรรม ๔. บทว่า มตฺตญฺญู ได้แก่
รู้ประมาณในการรับและบริโภคปัจจัย ๔. บทว่า กาลญญู ได้แก่ รู้กาล
อย่างนี้ว่า นี้เวลาหลีกเร้น นี้เวลาเข้าสมาบัติ นี้เวลาแสดงธรรม นี้เวลาจาริก
ไปในชนบท. บทว่า ปริสญฺญู ได้แก่ รู้ว่า นี้บริษัทกษัตริย์ ฯลฯ นี้บริษัท-
สมณะ. บทว่า อนุตฺตรํ ได้แก่ ยอดเยี่ยมโดยโลกุตรธรรม ๙. บทว่า
ธมฺมจกฺกํ ได้แก่ จักรอันประเสริฐที่สุด.
จบอรรถกถาจักกสูตรที่ ๑

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 275 (เล่ม 36)

๒. อนุวัตตนสูตร
ว่าด้วยองค์คุณของพระสารีบุตรและโอรสพระเจ้าจักรพรรดิ
[๑๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้า-
จักรพรรดิทรงประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ ย่อมทรงยังจักรที่พระราชบิดา
ทรงให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยธรรมทีเดียว จักรนั้นย่อมเป็นจักรอัน
มนุษย์ผู้เป็นข้าศึกใด ๆ จะต้านทานมิได้ องค์ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงรู้จักผล ๑ ทรงรู้จักเหตุ ๑
ทรงรู้จักประมาณ ๑ ทรงรู้จักกาล ๑ ทรงรู้จักบริษัท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ
นี้แล ย่อมทรงยังจักรที่พระราชบิดาทรงให้เป็นไปแล้วให้เป็นไปตามโดยธรรม
ทีเดียว จักรนั้นย่อมเป็นจักรอันมนุษย์ผู้เป็นข้าศึกใด ๆ จะต้านทานมิได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสารีบุตรประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมยังธรรมจักรชั้นเยี่ยมที่ตถาคตให้เป็นไปแล้ว ให้เป็น
ไปตามโดยชอบเทียว ธรรมจักรนั้นย่อมเป็นจักรอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา
มาร พรหม หรือใครในโลก จะคัดค้านไม่ได้ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน
คือ พระสารีบุตรในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้รู้จักผล ๑ รู้จักเหตุ ๑ รู้จักประมาณ ๑
รู้จักกาล ๑ รู้จักบริษัท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสารีบุตรประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมยังธรรมจักรชั้นเยี่ยม ที่ตถาคตให้เป็นไปแล้ว
ให้เป็นไปตามโดยชอบเทียว ธรรมจักรนั้นย่อมเป็นจักรอันสมณะ พราหมณ์
เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก จะคัดค้านไม่ได้.
จบอนุวัตตนสูตรที่ ๒

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 276 (เล่ม 36)

อรรถกถาอนุวัตตนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอนุวัตตนสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปิตรา ปวตฺติตํ จกฺกํ ความว่า เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิผนวช
หรือสิ้นพระชนม์ลง จักรรัตนะตั้งอยู่เพียง ๗ วันก็อันตรธานไป. ถามว่า
พระเชษฐโอรสจะหาจักรมาหมุนตามเสด็จได้อย่างไร. แก้ว่า พระเชษฐโอรส
นั้นทรงตั้งอยู่ในประเพณีของพระบิดา บำเพ็ญจักรพรรดิวัตรให้สมบูรณ์
ครอบครองจักรพรรดิราชัยไว้ได้ ก็ชื่อว่าทรงหมุนตามจักรที่พระบิดาให้หมุน
ไปแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาอนุวัตตนสูตรที่ ๒
๓. ราชสูตร
ว่าด้วยพระพุทธเจ้าและพระเจ้าจักรพรรดิเคารพธรรม
[๑๓๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้า
จักรพรรดิพระองค์ใดแลผู้ทรงดำรงอยู่ในธรรน เป็นพระธรรมราชา พระเจ้า
จักรพรรดิแม้พระองค์นั้น ย่อมไม่ทรงยังจักรให้เป็นไป ณ ประเทศที่ไม่มี
พระราชา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ใครเป็นพระราชาของพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงดำรงอยู่
ในธรรม เป็นพระธรรมราชา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ธรรมซิ ภิกษุ
แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูก่อนภิกษุ พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงดำรงอยู่ในธรรม

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 277 (เล่ม 36)

เป็นพระธรรมราชาในโลกนี้ ทรงอาศัยธรรมนั่นแหละ ทรงสักการะ เคารพ
นอบน้อมธรรม ทรงมีธรรมเป็นธง มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่
ย่อมทรงจัดแจงการรักษา ป้องกัน คุ้มครองที่เป็นธรรมในชนภายใน
อีกประการหนึ่ง พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็น
พระธรรมราชา ฯลฯ มีธรรมเป็นใหญ่ ย่อมทรงจัดแจงการรักษา ป้องกัน
คุ้มครองที่เป็นธรรม ในกษัตริย์เหล่าอนุยนต์ [พระราชวงศานุวงศ์] ใน
หมู่ทหาร พราหมณ์ คฤหบดี ชาวนิคมชนบท สมณพราหมณ์ เนื้อ
และนกทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา
พระองค์นั้น ฯลฯ มีธรรมเป็นใหญ่ ครั้นทรงจัดแจงการรักษา ป้องกัน คุ้มครอง
ที่เป็นธรรมในชนภายใน ในกษัตริย์เหล่าอนุยนต์ ในหมู่ทหาร พราหมณ์
คฤหบดี ชาวนิคมชนบท สมณพราหมณ์ เนื้อ และนกทั้งหลายแล้ว ย่อม
ทรงยังจักรให้เป็นไปโดยธรรมเทียว จักรนั้นย่อมเป็นจักรอันมนุษย์ผู้เป็นข้าศึก
ใด ๆ จะต้านทานมิได้ ดูก่อนภิกษุ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา ทรงอาศัย
ธรรมนั่นแหละ ทรงสักการะ เคารพนอบน้อมธรรม ทรงมีธรรมเป็นธง
มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่ ย่อมทรงจัดแจงการรักษา ป้องกัน
คุ้มครองที่เป็นธรรมในพวกภิกษุว่า กายกรรมเช่นนี้ควรเสพ กายกรรมเช่นนี้
ไม่ควรเสพ วจีกรรมเช่นนี้ควรเสพ วจีกรรมเช่นนี้ไม่ควรเสพ มโนกรรม
เช่นนี้ควรเสพ มโนกรรมเช่นนี้ไม่ควรเสพ อาชีวะเช่นนี้ควรเสพ อาชีวะ
เช่นนี้ไม่ควรเสพ บ้านนิคมเช่นนี้ควรเสพ บ้านนิคมเช่นนี้ไม่ควรเสพ.
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงดำรง
อยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา ฯลฯ มีธรรมเป็นใหญ่ ย่อมทรงจัดแจงการ
รักษา ป้องกัน คุ้มครองที่เป็นธรรมในพวกภิกษุณี. . .ในพวกอุบาสก. . .

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 278 (เล่ม 36)

ในพวกอุบาสิกาว่า กายกรรมเช่นนี้ควรเสพ กายกรรมเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ
บ้านนิคมเช่นนี้ควรเสพ บ้านนิคมเช่นนี้ไม่ควรเสพ พระตถาคตอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชาพระองค์นั้น ฯลฯ
มีธรรมเป็นใหญ่ ครั้นทรงจัดแจง การรักษา ป้องกัน คุ้มครองที่เป็นธรรม
ในพวกภิกษุ ในพวกภิกษุณี ในพวกอุบาสกในพวกอุบาสิกาแล้ว ย่อม
ทรงยังธรรมจักรชั้นเยี่ยมให้เป็นไปโดยธรรมเทียว ธรรมจักรนั้นย่อมเป็นจักร
อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก จะคัดค้านไม่ได้.
จบราชสูตรที่ ๓
อรรถกถาราชสูตร
ราชสูตรที่ ๓ มีนัยดังกล่าวแล้วในติกนิบาตนั่นแล. แต่ในสูตรนี้
มีต่างกันอยู่ ๒ บทหลังเท่านั้น คือบทที่ว่าควรเสพและไม่ควรเสพ. ใน ๒
บทนั้น สัมมาอาชีวะ ควรเสพ มิจฉาอาชีวะ ไม่ควรเสพ. คามและนิคม
ที่เป็นสัปปายะ ควรเสพ ที่ไม่เป็นสัปปายะ ไม่ควรเสพ.
จบอรรถกถาราชสูตรที่ ๓

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 279 (เล่ม 36)

๔. ยัสสทิสสูตร
ว่าด้วยองค์คุณของกษัตริย์และของภิกษุ
[๑๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาผู้กษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว
ทรงประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ จะทรงประทับอยู่ ณ ทิศใด ๆ ก็เหมือนกับ
ประทับอยู่ ณ รัฐของพระองค์เอง องค์ ๕ ประการเป็นไฉน คือ พระราชา
ผู้กษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้วในโลกนี้ ทรงเป็นอุภโตสุชาติทั้งฝ่ายพระมารดา
ทั้งฝ่ายพระบิดา มีพระครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ
เป็นผู้อันใคร ๆ จะคัดค้านตำหนิ โดยอ้างถึงพระชาติไม่ได้ ๑ ทรงเป็นผู้มั่งคั่ง
มีพระราชทรัพย์มาก มีพระราชโภคะมาก มีฉางและพระคลังบริบูรณ์ ๑ ทรง
เป็นผู้มีกำลัง ประกอบด้วยจตุรงคินีเสนาผู้เชื่อฟังทำตามรับสั่ง ๑ ทรงมี
ปริณายกเป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา สามารถ คิดเหตุการณ์ทั้งอดีต อนาคต
และปัจจุบัน ๑ ธรรม ๔ ประการนี้ของพระองค์ ย่อมยังพระยศให้แก่กล้า
พระองค์ทรงประกอบด้วยธรรมที่มีพระยศเป็นที่ ๕ นี้ จะทรงประทับอยู่ ณ
ทิศใด ๆ ก็เหมือนกับประทับอยู่ ณ รัฐของพระองค์เอง ข้อนั้นเพราะเหตุใด
เพราะเหตุว่า ข้อนั้น ย่อมมี สำหรับพระราชาผู้ครองรัฐอย่างนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน จะอยู่ ณ ทิศใด ๆ ก็เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วเทียว ธรรม ๕
ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษา
อยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เหมือนพระราชาผู้กษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ทรง
สมบูรณ์ด้วยพระชาติฉะนั้น ๑ เธอเป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ
เหมือนพระราชาผู้กษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ทรงมั่งคั่ง มีพระราชทรัพย์มาก

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 280 (เล่ม 36)

มีพระราชโภคะมาก มีฉางและพระคลังบริบูรณ์ฉะนั้น ๑ เธอเป็นผู้ปรารภ
ความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำลัง
มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย เหมือนพระราชาผู้
กษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ทรงสมบูรณ์ด้วยกำลังฉะนั้น ๑ เธอเป็นผู้มีปัญญา
คือ ประกอบด้วยปัญญาเครื่องหยั่งเห็นความเกิด และความดับ อันประเสริฐ
ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหมือนพระราชาผู้กษัตริย์ได้มูรธา-
ภิเษกแล้ว ทรงสมบูรณ์ด้วยปริณายก ฉะนั้น ๑ ธรรม ๔ ประการนี้ของเธอ
ย่อมบ่มวิมุตติให้แก่กล้า เธอประกอบด้วยธรรมมีวิมุตติเป็นที่ ๕ นี้ ย่อมอยู่
ณ ทิศใด ๆ ก็เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วเทียว ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุ
ว่าข้อนั้น ย่อมมีสำหรับภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนั้น.
จบยัสสทิสสูตรที่ ๔
อรรถกถายัสสทิสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในยัสสทิสสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุภโต ได้แก่ จากทั้ง ๒ ฝ่าย. บทว่า มาติโต จ
ปิติโต จ ความว่า ก็พระราชาพระองค์ใดมีพระมารดาเป็นกษัตริย์ พระ-
มารดาของพระมารดาเป็นกษัตริย์ แม้พระมารดาของพระมารดานั้นก็มีพระ-
มารดาเป็นกษัตริย์ มีพระบิดาเป็นกษัตริย์ พระบิดาของพระบิดาเป็นกษัตริย์
แม้พระบิดาของพระบิดานั้น ก็มีพระบิดาเป็นกษัตริย์ พระราชาพระองค์นั้น
ชื่อว่ามีพระกำเนิดดีจากทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายพระมารดา ทั้งฝ่ายพระบิดา.
บทว่า สํสุทฺธคหณิโก ได้แก่ ประกอบด้วยพระครรภ์ของพระมารดา

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 281 (เล่ม 36)

หมดจดดี. ก็เตโชธาตุซึ่งเกิดแต่กรรม ท่านเรียกว่า คหณี (ครรภ์) ในคำว่า
สมเวปากินิยา คหณิยา (ครรภ์ซึ่งมีวิบากเสมอกัน) นี้. บิดาของบิดาชื่อ
ปิตามหะ ชั้นของปิตามหะ ชื่อปิตามหยุค ในคำว่า ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา
(ถึง ๗ ชั่วปิตามหะ) นี้. ประมาณอายุ ท่านเรียกว่า ยุค. แลคำนี้เป็นเพียง
คำพูดกันเท่านั้น. แต่โดยเนื้อความ ปิตามหะนั่นแหละ เป็นปิตามหยุค
บรรพบุรุษทั้งหมดเลยนั้นขึ้นไป ท่านถือเอาด้วยศัพท์ ปิตามหะทั้งนั้น เป็น
ผู้มีพระครรภ์หมดจดดี ถึง ๗ ชั่วบุรุษอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ท่านแสดงว่า
ไม่ถูกคัดค้าน ไม่ถูกติเตียน เพราะเรื่องพระกำเนิด.
บทว่า อกฺขิตฺโต ความว่า ไม่ถูกคัดค้าน คือ ไม่ถูกเพ่งเล็งว่า
จงนำเขาออกไป ประโยชน์อะไรด้วยผู้นี้. บทว่า อนุปกุฏฺโฐ ความว่า
ไม่ถูกติเตียน คือไม่เคยถูกด่าหรือนินทา. ถามว่า เพราะเรื่องอะไร. แก้ว่า
เพราะเรื่องพระกำเนิด. อธิบายว่า ด้วยคำเห็นปานนี้ว่า ผู้นี้มีกำเนิดเลว
แม้ด้วยประการฉะนี้. ในบทว่า อทฺโธ เป็นต้น ความว่า คนใดคนหนึ่ง
เป็นผู้มั่งคั่ง เพราะสมบัติซึ่งเป็นของของตน แต่ในที่นี้มิใช่เป็นผู้มั่งคั่ง
อย่างเดียวเท่านั้น เป็นผู้มีทรัพย์มาก อธิบายว่า เป็นผู้ประกอบด้วยทรัพย์มาก
คือนับประมาณไม่ได้. เป็นผู้มีโภคะมาก เพราะพระองค์มีโภคะมาก คือโอฬาร
ด้วยกามคุณ ๕ โกสะ ในคำว่า ปริปุณฺณโกสโกฏฺฐาคาโร ท่านกล่าว
หมายเอาเรือนคลัง ความว่า มีเรือนคลังบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ที่วางเก็บไว้
และมียุ้งฉางบริบูรณ์ด้วยข้าวเปลือก. อีกอย่างหนึ่ง โกสะมี ๔ อย่าง คือ
ทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ ทัพพลเดินเท้า. โกฏฐาคาร (คลังยุ้งฉาง) มี ๓ อย่าง
คือ คลังทรัพย์ ยุ้งฉางข้าวเปลือก คลังผ้า. พระราชาเป็นผู้มีพระคลังและ
ยุ้งฉางบริบูรณ์ เพราะพระองค์มีพระคลังและยุ้งฉางแม้ทั้งหมดนั้นบริบูรณ์.

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 282 (เล่ม 36)

บทว่า อสฺสวาย ความว่า เมื่อพระราชทานทรัพย์แม้มากแก่ใคร ๆ
เสนาไม่เชื่อฟัง เสนานั้นชื่อว่า เป็นผู้ไม่เชื่อฟัง แม้จะมิได้พระราชทาน
แก่ใคร ๆ เสนาก็เชื่อฟัง เสนานี้ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อฟัง. บทว่า โอวาทปฏิการาย
ความว่า ผู้กระทำตามพระโอวาทที่พระราชทานว่า ท่านทั้งหลายพึงทำสิ่งนี้
ไม่พึงทำสิ่งนี้. บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต.
บทว่า พฺยตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นผู้ฉลาดคือปัญญา. บทว่า
เมธาวี ได้แก่ ประกอบด้วยปัญญาเครื่องให้เกิดตำแหน่ง. บทว่า ปฏิพโล
ได้แก่ สามารถ. บทว่า อตฺเถ จินฺเตตุํ ได้แก่ เพื่อคิดเอาประโยชน์คือ
ความเจริญ. ความจริง พระราชานั้นทรงดำริโดยอิงประโยชน์ปัจจุบันนั่นแหละ
ว่า แม้ในอดีตก็ได้มีแล้วอย่างนี้ ถึงในอนาคตก็จักมีอย่างนี้. บทว่า วิชิตาวีนํ
ได้แก่ ผู้มีชัยชนะที่ทรงชนะวิเศษแล้ว หรือทรงประกอบด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่.
บทว่า วิมุตฺตจิตฺตานํ ได้แก่ ผู้มีใจหลุดพ้นด้วยวิมุตติ ๕.
จบอรรถกถายัสสทิสสูตรที่ ๔
๕. ปฐมปัตถนาสูตร
ว่าด้วยองค์คุณของพระราชโอรสองค์ใหญ่และภิกษุ
[๑๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระราชา
ผู้กษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ทรงประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ ย่อมทรง
ปรารถนาราชสมบัติ องค์ ๕ ประการเป็นไฉน คือ พระราชโอรสองค์ใหญ่
ของพระราชาผู้กษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้วในโลกนี้ ย่อมทรงเป็นอุภโตสุชาติ
ทั้งฝ่ายพระมารดาทั้งฝ่ายพระบิดา มีพระครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด

282