ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 253 (เล่ม 36)

๓. สมาธิสูตร
ว่าด้วยธรรมของผู้ไม่ควรและผู้ควรบรรลุสัมมาสมาธิ
[๑๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมไม่ควรเพื่อบรรลุสัมมาสมาธิ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่อดทนต่อรูปารมณ์ ๑ ไม่อดทนต่อสัททารมณ์ ๑ ไม่
อดทนต่อคันธารมณ์ ๑ ไม่อดทนต่อรสารมณ์ ๑ ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพารมณ์ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมไม่ควร
เพื่อบรรลุสัมมาสมาธิ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมควร
เพื่อบรรลุสัมมาสมาธิ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
อดทนต่อรูปารมณ์ อดทนต่อสัททารมณ์ อดทนต่อคันธารมณ์ ๑ อดทน
ต่อรสารมณ์ ๑ อดทนต่อโผฏฐัพพารมณ์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้
ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมควรเพื่อบรรลุสัมมาสมาธิ.
จบสมาธิสูตรที่ ๓
๔. อันธกวินทสูตร
ว่าด้วยธรรมของภิกษุใหม่ ๕ ประการ
[๑๑ ] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่อันธกวินทวิหาร
ในแคว้นมคธ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระ-

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 254 (เล่ม 36)

ภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ พวกภิกษุใหม่ บวช
ไม่นาน มาสู่ธรรมวินัยนี้ใหม่ ๆ เธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้
ประดิษฐานอยู่ในธรรม ๕ ประการ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ
ภิกษุใหม่เหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้
ประดิษฐานอยู่ในปาติโมกขสังวรดังนี้ว่า อาวุโส ท่านทั้งหลายจงมา จงเป็น
ผู้มีศีล จงเป็นผู้สำรวมในปาติโมกขสังวร จงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระและ
โคจร มีปกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ๑.
ภิกษุใหม่เหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้
ประดิษฐานอยู่ในอินทรียสังวร ดังนี้ ว่า อาวุโส ท่านทั้งหลายจงมา จงเป็นผู้
คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย จงเป็นผู้มีสติเครื่องรักษาทวาร รักษาตน
มีใจที่รักษาดีแล้ว ประกอบด้วยจิตมีสติเป็นเครื่องรักษา ๑.
ภิกษุใหม่เหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้
ประดิษฐานอยู่ในการทำที่สุดแห่งคำพูด ดังนี้ ว่า อาวุโส ท่านทั้งหลายจงมา
จงเป็นผู้มีคำพูดน้อย จงเป็นผู้ทำที่สุดแห่งคำพูด [อย่าพูดมาก] ๑.
ภิกษุใหม่เหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้
ประดิษฐานอยู่ในการทำความสงบแห่งกาย ดังนี้ ว่า อาวุโส ท่านทั้งหลายจงมา
จงเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จงเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าและ
ป่าเปลี่ยว ๑.
ภิกษุใหม่เหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน ให้ตั้งมน ให้
ประดิษฐานอยู่ในความเห็นชอบ ดังนี้ ว่า อาวุโส ท่านทั้งหลายจงมา จงเป็นผู้
มีสัมมาทิฏฐิ ประกอบด้วยสัมมาทัสสนะ ๑.

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 255 (เล่ม 36)

ดูก่อนอานนท์ พวกภิกษุใหม่ บวชไม่นาน มาสู่ธรรมวินัยนี้ใหม่ ๆ
เธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้ประดิษฐานอยู่ในธรรม ๕ ประการ
แล.
จบอันธกวินทสูตรที่ ๔
อรรถกถาอันธกวินทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอันธกวินทสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สีลวา โหถ ความว่า จงเป็นผู้มีศีล. บทว่า อารกฺขสติโน
ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษา. บทว่า นิปกสติโน ความว่า
มีสติประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องรักษานั่นแหละ. บทว่า สตารกฺเขน เจตสา
สมนฺนาคตา ความว่า ประกอบด้วยจิตที่มีเครื่องรักษาคือสติ. บทว่า อปฺป-
ภสฺสา แปลว่า พูดแต่น้อย. บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิกา ความว่า ประกอบ
ด้วยสัมมาทิฏฐิ ๕ อย่าง คือ กัมมัสสกตา ๑ ฌาน ๑ วิปัสสนา ๑
มรรค ๑ ผล ๑. อีกอย่างหนึ่ง แม้ปัจจเวกขณญาณ ก็พึงทราบว่า เป็น
สัมมาทิฏฐิเหมือนกัน.
จบอรรถกถาอันธกวินทสูตรที่ ๔

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 256 (เล่ม 36)

๕. มัจฉริยสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้ภิกษุณีเหมือนตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๑๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีเป็นผู้
ตระหนี่ที่อยู่ ๑ ตระหนี่สกุล ๑ ตระหนี่ลาภ ๑ ตระหนี่วรรณะ ๑ ตระหนี่
ธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล
เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เหมือน
เชิญมาอยู่ในสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีย่อมไม่เป็นผู้
ตระหนี่ทีอยู่ ๑ ไม่ตระหนี่สกุล ๑ ไม่ตระหนี่ลาภ ๑ ไม่ตระหนี่วรรณะ ๑
ไม่ตระหนี่ธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
นี้แล เหมือนเชิญมาอยู่ในสวรรค์.
จบมัจฉริยสูตรที่ ๕
อรรถกถามัจฉริยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมัจฉริยสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อาวาสมจฺฉรินี ความว่า ย่อมตระหนี่อาวาส คือ เห็นผู้อื่น
อยู่ในอาวาสนั้น ทนไม่ได้. บทว่า กุลมจฺฉรินี ความว่า ย่อมตระหนี่ตระกูล
อุปัฏฐาก คือ เห็นผู้อื่นเข้าไปหาตระกูลนั้น ทนไม่ได้. บทว่า ลาภมจฺฉรินี
ความว่า ย่อมตระหนี่ลาภ คือ เห็นลาภเกิดแก่ผู้อื่น ทนไม่ได้. บทว่า วณฺณ-
มจฺฉรินี ความว่า ย่อมตระหนี่คุณความดี คือ เห็นเขากล่าวคุณความดีของ
ผู้อื่น ทนไม่ได้. บทว่า ธมฺมมจฺฉรินี ความว่า ย่อมตระหนี่ปริยัติธรรม คือ
ไม่ปรารถนาจะให้แก่ผู้อื่น.
จบอรรถกถามัจฉริยสูตรที่ ๕

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 257 (เล่ม 36)

๖. วรรณนาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้ภิกษุณีเหมือนตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๑๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีไม่ใคร่ครวญ
ให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว สรรเสริญผู้ไม่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญให้
ตระหนักแน่ก่อนแล้ว ติเตียนผู้ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญให้ตระหนัก
แน่ก่อนแล้ว เข้าไปกำจัดความเลื่อมใสในฐานะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
เลื่อมใส ๑ ไม่ใคร่ครวญให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว เข้าไปกำจัดความไม่เลื่อมใส
ในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑ ทำสัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เหมือนถูกนำมา
ไว้ในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เหมือน
เชิญมาอยู่ในสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีใคร่ครวญให้
ตระหนักแน่ก่อนแล้ว ติเตียนผู้ที่ควรติเตียน ๑ ใคร่ครวญให้ตระหนักแน่
ก่อนแล้ว สรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑ ใคร่ครวญให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว
เข้าไปกำจัดความไม่เลื่อมใสในฐานะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑ ใคร่-
ครวญให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว เข้าไปกำจัดความเลื่อมใสในฐานะอันเป็นที่ตั้ง
แห่งความเลื่อมใส ๑ ไม่ทำสัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนทั้งหลาย ภิกษุณี
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เหมือนเชิญมาอยู่ในสวรรค์
จบวรรณนาสูตรที่ ๖

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 258 (เล่ม 36)

อรรถกถาวรรณนาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวรรณนาสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สทฺธาเทยฺยํ วินิปาเตติ ความว่า ไม่ถือเอาของดีจาก
บิณฑบาตที่คนอื่นถวายด้วยศรัทธาก่อนแล้วให้แก่คนอื่น.
จบอรรถกถาวรรณนาสูตรที่ ๖
๗. อิสสาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้เหมือนตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๑๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีไม่
ใคร่ครวญให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว สรรเสริญผู้ไม่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่
ใคร่ครวญให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว ติเตียนผู้ควรสรรเสริญ ๑ เป็นผู้มีความ
ริษยา ๑ เป็นคนตระหนี่ ๑ ทำสัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เหมือน
ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีใคร่ครวญ
ให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว ติเตียนผู้ที่ควรติเตียน ๑ ใคร่ครวญให้ตระหนักแน่
ก่อนแล้ว สรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่เป็นผู้ริษยา ๑ ไม่ตระหนี่ ๑ ไม่
ทำสัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕
ประการนี้แล เหมือนถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์.
จบอิสสาสูตรที่ ๗

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 259 (เล่ม 36)

อรรถกถาอิสสาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอิสสาสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อิสฺสุกินี ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยความริษยา.
จบอรรถกถาอิสสาสูตรที่ ๗
๘. ทิฏฐิสูตร*
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้เหมือนตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๑๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีไม่ใคร่-
ครวญให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว สรรเสริญผู้ไม่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญ
ให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว ติเตียนผู้ควรสรรเสริญ ๑ มีความเห็นผิด ๑ มีความ
ดำริผิด ๑ ทำสัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เหมือน
ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีใคร่ครวญให้
ตระหนักแน่ก่อนแล้ว ติเตียนผู้ควรติเตียน ๑ ใคร่ครวญให้ตระหนักแน่ก่อน
แล้ว สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญ ๑ มีความเห็นชอบ ๑ มีความดำริชอบ ๑
ไม่ทำสัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม
๕ ประการนี้แล เหมือนถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์.
จบทิฏฐิสูตรที่ ๘
* สูตรที่ ๘-๙-๑๐ อรรถกถาว่าคำที่เหลือในสูตรทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 260 (เล่ม 36)

๙. วาจาสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้เหมือนตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๑๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีไม่ใคร่-
ครวญให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว สรรเสริญผู้ไม่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญ
ให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว ติเตียนผู้ควรสรรเสริญ ๑ มีวาจาผิด ๑ มีการงาน
ผิด ๑ ทำสัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เหมือน
ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีใคร่ครวญ
ให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว ติเตียนผู้ควรติเตียน ๑ ใคร่ครวญให้ตระหนักแน่
ก่อนแล้ว สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญ ๑ มีวาจาชอบ ๑ มีการงานชอบ ๑
ไม่ทำสัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม
๕ ประการนี้แล เหมือนถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์.
จบวาจาสูตรที่ ๙

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 261 (เล่ม 36)

๑๐. วายามสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้เหมือนตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๑๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีไม่ใคร่ครวญ
ให้ตระหนักแน่ก่อนแล้ว สรรเสริญผู้ไม่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญให้
ตระหนักแน่ก่อนแล้ว ติเตียนผู้ควรสรรเสริญ ๑ มีความพยายามผิด ๑
ระลึกผิด ๑ ทำสัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เหมือนถูกนำมาไว้ในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เหมือน
ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุณีใคร่ครวญให้
ตระหนักแน่ก่อนแล้ว ติเตียนผู้ควรติเตียน ๑ ใคร่ครวญให้ตระหนักแน่ก่อน
แล้ว สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญ ๑ มีความพยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑
ไม่ทำศัทธาไทยให้ตกไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม
๕ ประการนี้แล เหมือนถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์.
จบวายามสูตรที่ ๑๐
จบอันธกวินทวรรคที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุลุปกสูตร ๒. ปัจฉาสมณสูตร ๓. สมาธิสูตร ๔. อันธกวินท-
สูตร ๕. มัจฉริยสูตร ๖. วรรณนาสูตร ๗. อิสสาสูตร ๘. ทิฏฐิสูตร
๙. วาจาสูตร ๑๐. วายามสูตร และอรรถกถา.

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 262 (เล่ม 36)

คิลานวรรคที่ ๓
๑. คิลานสูตร
ว่าด้วยคุณธรรมสำหรับภิกษุผู้อาพาธ
[๑๒๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่า
มหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้นใน
เวลาเย็น เสด็จเข้าไปที่ศาลาภิกษุไข้ ได้ทรงเห็นภิกษุรูปหนึ่งที่ทุรพล เป็นไข้
แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาตกแต่งไว้ ครั้นแล้วได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการ ย่อมไม่ละภิกษุบางรูปที่ทุรพล เป็นไข้
เธอนั้นพึงหวังผลนี้ คือ จักทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหา
อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน
เข้าถึงอยู่ ต่อกาลไม่นานเลย ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่งามในกาย ๑ มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลใน
อาหาร ๑ มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑ พิจารณาเห็นว่าไม่
เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑ มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ย่อมไม่ละภิกษุบางรูปที่ทุรพล เป็นไข้
เธอนั้นพึงหวังผลนี้ คือ จักทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหา
อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทิ้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน
เข้าถึงอยู่ ต่อกาลไม่นานเลย.
จบคิลานสูตรที่ ๑

262