ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 213 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่
เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ไม่ยินดีใน
การก่อสร้าง ๑ ความเป็นผู้ไม่ยินดีในการเจรจาปราศรัย ๑ ความเป็นผู้ไม่
ยินดีในการนอน ๑ ความเป็นผู้ไม่ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ พิจารณา
จิตตามที่หลุดพ้นแล้ว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อม
เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ.
จบปฐมเสขสูตรที่ ๙
อรรถกถาเสขสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมเสขสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า เสกฺขสฺส ได้แก่ ภิกษุผู้ยังต้องศึกษา คือ ยังมีกิจที่จะต้องทำ.
บทว่า ปริหานาย ได้แก่ เพื่อความเสื่อมจากคุณเบื้องสูง. ความยินดีใน
นวกรรมการก่อสร้าง ชื่อ กมฺมารามตา. ความยินดีในการสนทนาปราศรัย
[คุยกัน] ชื่อ ภสฺสารามตา. ความยินดีในการนอนหลับ ชื่อว่านิทฺทารามตา.
ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่ ชื่อ สงฺคณิการามตา. บทว่า ยถาวิมุตฺตํ
จิตฺตํ น ปจฺจเวกฺขติ ความว่า ไม่พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว พิจารณาถึง
โทษที่ตนละได้ และคุณที่ตนได้เหล่านั้นแล้ว ย่อมไม่ทำความพยายาม เพื่อได้
คุณเบื้องสูงอีก. ในสูตรนี้ ตรัสเหตุแห่งความเสื่อม และเหตุแห่งความเจริญ
ด้วยคุณเบื้องสูงของพระเสขะ ๗ จำพวก ด้วยประการอย่างนี้. ก็ข้อใดเป็นเหตุ
เเห่งความเสื่อมของพระเสขะ ข้อนั้นก็เป็นข้อที่หนึ่ง ของปุถุชนเหมือนกัน
ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาปฐมเสขสูตรที่ ๙

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 214 (เล่ม 36)

๑๐. ทุติยเสขสูตร
ว่าด้วยธรรมเป็นไปเพื่อความเสื่อม และไม่เสื่อมของพระเสขะ
[๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ
ภิกษุผู้เสขะในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีกิจมาก มีกรณียะมาก ไม่ฉลาด
ในกิจน้อยกิจใหญ่ ละการหลีกออกเร้น ไม่ประกอบความสงบใจ ณ ภายใน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๑ เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เสขะย่อมปล่อยให้วันเวลาล่วงไปเพราะการ
งานเล็กน้อย ละการหลีกออกเร้น ไม่ประกอบความสงบใจ ณ ภายใน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๒ เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เสขะย่อมคลุกคลีด้วยคฤหัสถ์และบรรพชิต
ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร ละการหลีกออกเร้น ไม่ประกอบ
ความสงบใจ ณ ภายใน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๓ เป็นไป
เพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เสขะย่อมเข้าไปบ้านในเวลาเช้านัก กลับมา
ในเวลาสายนัก ละการหลีกออกเร้น ไม่ประกอบความสงบใจ ณ ภายใน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๔ เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เสขะย่อมไม่เป็นผู้ได้ตามปรารถนา เป็น
ผู้ได้โดยยาก ได้โดยลำบาก ซึงกถาที่เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นที่สบาย
แก่ธรรมเครื่องโปร่งจิต คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา
อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 215 (เล่ม 36)

วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา ละการหลีกออกเร้น ไม่ประกอบความ
สงบใจ ณ ภายใน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๕ เป็นไปเพื่อความ
เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นไป
เพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่
เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ
ภิกษุผู้เสขะในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มีกิจมาก ไม่มีกรณียะมาก ฉลาด
ในกิจน้อยกิจใหญ่ ไม่ละการหลีกออกเร้น ประกอบความสงบใจ ณ ภายใน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๑ เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้
เสขะ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เสขะย่อมไม่ปล่อยให้วันเวลาล่วงไป เพราะ
การงานเล็กน้อย ไม่ละการหลีกออกเร้น ประกอบความสงบใจ ณ ภายใน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๒ เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้
เสขะ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เสขะย่อมไม่คลุกคลีด้วยคฤหัสถ์และบรรพชิต
ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร ไม่ละการหลีกออกเร้น ประกอบ
ความสงบใจ ณ ภายใน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๓ เป็นไปเพื่อ
ความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เสขะย่อมไม่เข้าไปบ้านในเวลาเช้านัก ไม่กลับ
ในเวลาสายนัก ไม่ละการหลีกออกเร้น ประกอบความสงบใจ ณ ภายใน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๔ เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ
ผู้เสขะ.

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 216 (เล่ม 36)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เสขะย่อมเป็นผู้ได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่
ยาก โดยไม่ลำบาก ซึ่งกถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายแก่ธรรม
เครื่องโปร่งจิต คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา
วิริยารัมภกถา สีลกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา ไม่ละ
การหลีกออกเร้น ประกอบความสงบใจ ณ ภายใน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้
เป็นธรรมข้อที่ ๕ เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ.
จบทุติยเสขสูตรที่ ๑๐
จบเถรวรรคที่ ๔
อรรถกถาทุติยเสขสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยเสขสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วิยตฺโต ได้แก่ ผู้สามารถคือฉลาด. บทว่า กึกรณีเยสุ ได้แก่
ในกิจที่ควรทำอย่างนี้. บทว่า เจโตสมถํ ได้แก่สมาธิกัมมัฏฐาน. บทว่า
อนนุโลมิเกน ได้แก่อันไม่สมควรแก่ศาสนา. บทว่า อติกาเลน ได้แก่
เช้าเกินไป. บทว่า อติทิวา ได้แก่ เลยเวลาเที่ยงที่เรียกว่ากลางวันไปแล้ว.
บทว่า อภิสลฺเลขิกา ได้แก่ เป็นข้อปฏิบัติขัดเกลากิเลสเหลือเกิน.
บทว่า เจโตวิววรณสปฺปายา ได้แก่ เป็นสัปปายะแก่สมถะและวิปัสสนากล่าว
คือธรรมเครื่องเปิดใจ. บทว่า อปฺปิจฺฉกถา ได้แก่ ถ้อยคำที่กล่าวว่า ท่าน
ทั้งหลายเป็นผู้มักน้อย. บทว่า สนฺตุฏฺฐิกถา ได้แก่ ถ้อยคำที่กล่าวว่า
ท่านทั้งหลายเป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัย ๔. บทว่า ปวิเวกกถา ได้แก่ ถ้อยคำ

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 217 (เล่ม 36)

ที่กล่าวว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้สงัดด้วยวิเวก ๓. บทว่า อสํสคฺคกถา ได้แก่
ถ้อยคำที่กล่าวว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยความคลุกคลี ๕ อย่าง.
บทว่า วิริยารมฺภกถา ได้แก่ ถ้อยคำที่กล่าวว่า ท่านทั้งหลายปรารภความเพียร
๒ อย่าง. ในบทว่า สีลกถา เป็นต้น ได้แก่ ถ้อยคำปรารภศีล สมาธิ
ปัญญา วิมุตติ ๕ อย่าง กถาปรารภวิมุตติญาณทัสสนะ กล่าวคือ
ปัจจเวกขณะ ๑๙ ชื่อวิมุตติญาณทัสสนกถา. ในบทเป็นต้นว่า น นิกาม-
ลาภี ความว่า ไม่ได้ตามที่ตนปรารถนา ได้โดยลำดับ ได้ไม่ไพบูลย์.
บทที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาทุติยเสขสูตรที่ ๑๐
จบเถรวรรควรรณนาที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. รัชนียสูตร ๒. วีตราคสูตร ๓. กุหกสูตร ๔. อสัทธสูตร
๕. อักขมสูตร ๖. ปฏิสัมภิทาสูตร ๗. สีลสูตร ๘. เถรสูตร ๙. ปฐมเสข-
สูตร ๑๐. ทุติยเสขสูตร และอรรถกถา.

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 218 (เล่ม 36)

กกุธวรรคที่ ๕
๑. ปฐมสัมปทาสูตร
ว่าด้วยสัมปทา ๕
[๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ สัทธาสัมปทา สีลสัมปทา สุตสัมปทา จาคสัมปทา ปัญญา-
สัมปทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๕ ประการนี้แล.
จบปฐมสัมปทาสูตรที่ ๑
กกุธวรรควรรณนาที่ ๕
อรรถกถาปฐมสัมปทาสูตร
วรรคที่ ๕ สัมปทาสูตรที่ ๑ ท่านกล่าวสัมปทา ๕ เจือกัน.
จบอรรถกถาสัมปทาสูตรที่ ๑

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 219 (เล่ม 36)

๒. ทุติยสัมปทาสูตร
ว่าด้วยสัมปทา ๕
[๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ สีลสัมปทา สมาธิสัมปทา ปัญญาสัมปทา วิมุตติสัมปทา วิมุตติ.
ญาณทัสสนสัมปทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๕ ประการนี้แล.
จบทุติยสัมปทาสูตรที่ ๒
อรรถกถาทุติยสัมปทาสูตร
ในสัมปทาสูตรที่ ๒ ท่านกล่าวสัมปทา ๔ เบื้องต้นเจือกัน สัมปทา
ที่ ๕ เป็นโลกิยะแท้.
จบอรรถกถาทุติยสัมปทาสูตรที่ ๒
๓. พยากรณสูตร
ว่าด้วยการพยากรณ์อรหัต ๕ ประการ
[๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การพยากรณ์อรหัต ๕ ประการนี้ ๕
ประการเป็นไฉน คือ บุคคลย่อมพยากรณ์อรหัต เพราะความเป็นผู้เขลา
เพราะความเป็นผู้หลง ๑ บุคคลผู้มีความอิจฉาลามก ผู้ถูกความอิจฉาครอบงำ

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 220 (เล่ม 36)

ย่อมพยากรณ์อรหัต ๑ บุคคลย่อมพยากรณ์อรหัต เพราะความบ้า เพราะจิต
ฟุ้งซ่าน ๑ บุคคลย่อมพยากรณ์อรหัต เพราะความสำคัญว่าได้บรรลุ ๑ บุคคล
ย่อมพยากรณ์อรหัตโดยถูกต้อง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การพยากรณ์อรหัต
๕ ประการนี้แล.
จบพยากรณสูตรที่ ๓
อรรถกถาพยากรณสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในพยากรณสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อญฺญพฺยากรณานิ ได้แก่ การพยากรณ์พระอรหัต. บทว่า
มนฺทตฺตา ได้แก่ เพราะความโง่ เพราะไม่รู้. บทว่า โมมูหตฺตา ได้แก่
เพราะความลุ่มหลง. บทว่า อญฺญํ พฺยากโรติ ความว่า เขาพูดว่า เราบรรลุ
อรหัต. บทว่า อิจฺฉาปกโต ได้แก่ ถูกความอยากครอบงำ. บทว่า อธิมาเนน
ได้แก่ ด้วยสำคัญว่าได้บรรลุ. บทว่า สมฺมเทว ได้แก่ โดยเหตุ โดยนัย
โดยการณ์เท่านั้น.
จบอรรถกถาพยากรณสูตรที่ ๓

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 221 (เล่ม 36)

๔. ผาสุสูตร
ธรรมเครื่องอยู่เป็น ๕ ประการ
[๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศล-
ธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ๑ บรรลุ
ทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก
ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ๑ ภิกษุมี
อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน
ที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็น
สุข ๑ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับ
โสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ๑ ทำให้แจ้งซึ่ง
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเครื่อง
อยู่เป็นสุข ๕ ประการนี้แล.
จบผาสุสูตรที่ ๔
อรรถกถาผาสุสูตร
ในผาสุสูตรที่ ๔ บทว่า ผาสุวิหารา ได้แก่ ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข
จบอรรถกถาผาสุสูตรที่ ๔

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 222 (เล่ม 36)

๕. อกุปปสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้บรรลุมรรคผลได้เร็ว
[๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมแทงตลอดธรรมที่ไม่กำเริบ ต่อกาลไม่นานนัก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ได้บรรลุอัตถปฏิสัมภิทา ๑ เป็นผู้ได้บรรลุธรรม-
ปฏิสัมภิทา ๑ เป็นผู้ได้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทา ๑ เป็นผู้ได้บรรลุปฏิภาณ-
ปฏิสัมภิทา ๑ ย่อมพิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมแทงตลอดธรรมที่ไม่กำเริบ
ต่อกาลไม่นานนัก.
จบอกุปปสูตรที่ ๕
อรรถกถาอกุปปสูตร
ในอกุปปสูตรที่ ๕ บทว่า อกุปฺปํ ได้แก่ พระอรหัต.
จบอรรถกถาอกุปปสูตรที่ ๕

222