ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 143 (เล่ม 36)

บวชโดยเป็นธรรมเกษม ครอบงำความมัว
เมาทั้งปวงในความไม่มีใคร ในความเป็น
หนุ่มสาว และในชีวิต ความอุตสาหะได้
มีแล้วแก่เราผู้เห็นเฉพาะซึ่งนิพพาน บัดนี้
เราไม่ควรเพื่อเสพกามทั้งหลาย จักเป็นผู้
ประพฤติไม่ถอยหลัง ตั้งหน้าประพฤติ
พรหมจรรย์.
จบฐานสูตรที่ ๗
อรรถกถาฐานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในฐานสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชราธมฺโมมฺหิ แปลว่า เราเป็นผู้มีความแก่เป็นสภาพ. บทว่า
ชรํ อนตีโต ความว่า เราไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ย่อมเที่ยวไปในภายใน
ความแก่นั่นเอง. แม้ในบททั้งหลายที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ในบททั้งหลายว่า
กมฺมสฺสโก เป็นต้น กรรมเป็นของเรา คือเป็นของมีอยู่ของตน เพราะฉะนั้น
เราจึงชื่อว่ามีกรรมเป็นของตน. บทว่า กมฺมทายาโท แปลว่า เราเป็นทายาท
ของกรรม อธิบายว่า กรรมเป็นมรดก คือเป็นสมบัติของเรา กรรมเป็น
กำเนิดคือเป็นเหตุเกิดของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อว่ามีกรรมเป็นกำเนิด.
กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อว่ามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์.
อธิบายว่ามีกรรมเป็นญาติ. กรรมเป็นที่อาศัย คือเป็นที่พึ่งของเรา เพราะฉะนั้น

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 144 (เล่ม 36)

เราจึงชื่อว่ามีกรรมที่อาศัย. บทว่า ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ แปลว่า
เราเป็นทายาทชองกรรมนั้น อธิบายว่า เราจักเป็นผู้รับผลทีกรรมนั้นให้.
บทว่า โยพฺพนมโท ได้แก่ ความเมาเกิดขึ้น ปรารภความเป็น
หนุ่มสาว. แม้ในบททั้งหลายที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า มคฺโค สญฺชายติ
ได้แก่ โลกุตรมรรคย่อมเกิดขึ้นพร้อม. บทว่า สํโยชนานิ ปหียนฺติ
ความว่า สัญโญชน์ ๑๐ ประการ เธอย่อมละได้โดยประการทั้งปวง. บทว่า
อนุสยา พยนฺตี โหนฺติ ความว่า อนุสัย ๗ ประการ สิ้นสุดแล้ว คือมี
ทางรอบ ๆ ตัดขาดแล้ว ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิปัสสนาในฐานะทั้ง
๕ ในหนหลังไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ ตรัสโลกุตรมรรคในฐานะทั้ง ๕ เหล่านี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงสรุปด้วยคาถาทั้งหลาย จึงตรัส
ว่า พฺยาธิธมฺมา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ญตฺวา ธมฺมํ นิรูปธึ
ความว่า รู้ธรรมคือพระอรหัตที่ปราศจากอุปธิแล้ว. บทว่า สพฺเพ มเท
อภิโภสฺมิ ความว่า เราครอบงำความเมาแม้ทั้ง ๓ อย่างเหล่านี้ได้ทั้งหมด
อธิบายว่า เราก้าวล่วงเสียแล้วดำรงอยู่. บทว่า เนกฺขมมํ ทฏฺฐุ เขมโต
ความว่า เห็นการบรรพชาโดยความเป็นของเกษม. บทว่า ตสฺส เม อหุ
อุสฺสาโห นิพฺพานํ อภิปสฺสโต ความว่า สำหรับเราผู้เห็นชัด ซึ่งพระนิพพาน
อยู่ได้มีความพยายามแล้ว. บทว่า อนิวตฺติ ภวิสฺสามิ ความว่า เราจักเป็น
ผู้ไม่กลับไปจากการบรรพชา จักไม่กลับไปจากการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
จักไม่กลับไปจากพระสัพพัญญุตญาณ. บทว่า พฺรหฺมจริยปรายโน คือ
จักเป็นผู้มีมรรคพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า. ด้วยบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ถึงมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นโลกุตระไว้ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาฐานสูตรที่ ๗

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 145 (เล่ม 36)

๘. กุมารลิจฉวีสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ให้ความเจริญอย่างเดียว
[๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา
ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว
ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปสู่เมืองเวสาลี เพื่อบิณฑบาต ครั้นเสด็จ
กลับจากบิณฑบาตแล้ว เวลาปัจฉาภัต เสด็จเข้าไปยังป่ามหาวัน ประทับนั่ง
พักผ่อนกลางวันที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ก็สมัยนั้น เจ้าลิจฉวีกุมารหลายคนถือธนู
ที่ขึ้นสาย มีฝูงสุนัขแวดล้อม เดินเที่ยวไปในป่ามหาวัน ได้เห็นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วจึงวางธนูที่ขึ้นสาย ปล่อย
ฝูงสุนัขไป ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
ประทับ ถวายบังคมแล้ว ต่างนั่งนิ่งประนมอัญชลีอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็สมัยนั้น เจ้าลิจฉวีนามว่ามหานามะ เดินพักผ่อนอยู่ในป่ามหาวัน ได้เห็น
เจ้าลิจฉวีกุมารเหล่านั้นผู้ต่างนั่งนิ่งประนมอัญชลีอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้เปล่งอุทานว่า เจ้าวัชชีจักเจริญ ๆ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนมหานามะ ก็เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวอย่างนี้ว่า
เจ้าวัชชีจักเจริญ ๆ.
ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เจ้าลิจฉวีกุมารเหล่านี้ เป็นผู้ดุร้าย
หยาบคาย กระด้าง ของขวัญต่าง ๆ ที่ส่งไปในตระกูลทั้งหลาย คือ อ้อย
พุทรา ขนม ขนมต้ม หรือขนมแดกงา เจ้าลิจฉวีกุมารเหล่านี้ย่อมแย่งชิงกิน
ย่อมเตะหลังหญิงแห่งตระกูลบ้าง เตะหลังกุมารีแห่งตระกูลบ้าง แต่บัดนี้
เจ้าลิจฉวีกุมารเหล่านี้ต่างนั่งนิ่งประนมอัญชลีอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า.

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 146 (เล่ม 36)

พ. ดูก่อนมหานามะ ธรรม ๕ ประการมีอยู่แก่กุลบุตรคนใดคนหนึ่ง
เป็นขัตติยราช ได้รับมูรธาภิเษกแล้วก็ตาม ผู้ปกครองรัฐ ซึ่งรับมรดกจาก
บิดาก็ตาม เป็นอัครเสนาบดีก็ตาม เป็นผู้ปกครองหมู่บ้านก็ตาม หัวหน้าพวก
ก็ตาม ผู้เป็นใหญ่เฉพาะตระกูลก็ตาม กุลบุตรนั้นพึงหวังได้รับความเจริญ
ส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน
ดูก่อนมหานามะ กุลบุตรในโลกนี้ ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ
บูชามารดาบิดา ด้วยโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้น
ด้วยกำลังแขนของตน ได้มาโดยอาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม
มารดาบิดาผู้ได้รับการสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้ว ย่อมอนุเคราะห์
กุลบุตรนั้นด้วยน้ำใจอันงามว่า ขอจงมีชีวิตยืนนาน มีอายุยืนนาน กุลบุตร
ผู้อันมารดาบิดาอนุเคราะห์แล้ว พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม.
อีกประการหนึ่ง กุลบุตรย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บุตร
ภรรยา ทาส กรรมกร และคนใช้ ด้วยโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยความหมั่น
ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขนของตน ได้มาโดยอาบเหงื่อต่างน้ำ
ชอบธรรม ได้มาโดยชอบธรรม บุตร ภริยา ทาส กรรมกร และคนใช้
ผู้ได้รับสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้น ด้วย
น้ำใจอันงามว่า ขอจงมีชีวิตยืนนาน มีอายุยืนนาน กุลบุตรผู้อันบุตร ภริยา
ทาส กรรมกร และคนใช้อนุเคราะห์แล้ว พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียว
ไม่มีเสื่อม.
อีกประการหนึ่ง กุลบุตรย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา เพื่อน
ชาวนาและคนที่ร่วมงานด้วยโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน
สะสมขึ้นด้วยกำลังแขนของตน ได้มาโดยอาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มา
โดยธรรม เพื่อนชาวนา และคนที่ร่วมงานผู้ได้รับสักการะ เคารพ นับถือ

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 147 (เล่ม 36)

บูชาแล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้นด้วยน้ำใจอันงามว่า ขอจงมีชีวิตยืนนาน
มีอายุยืนนาน กุลบุตรผู้อันเพื่อนชาวนา และคนที่ร่วมงานอนุเคราะห์แล้ว
พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม.
อีกประการหนึ่ง กุลบุตรย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา เทวดา
ผู้รับพลีกรรม ด้วยโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้น
ด้วยกำลังแขนของตน ได้มาโดยอาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม
เทวดาผู้รับพลีกรรม ได้รับสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้ว ย่อมอนุเคราะห์
กุลบุตรนั้น ด้วยน้ำใจอันงามว่า ขอจงมีชีวิตยืนนาน มีอายุยืนนาน กุลบุตร
ผู้อันเทวดาอนุเคราะห์แล้ว พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม.
อีกประการหนึ่ง กุลบุตรย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา
สมณพราหมณ์ด้วยโภคทรัพย์ที่หาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วย
กำลังแขนของตน ได้มาโดยอาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม
สมณพราหมณ์ผู้ได้รับสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้ว ย่อมอนุเคราะห์
กุลบุตรนั้นด้วยน้ำใจอันงามว่า ขอจงมีชีวิตยืนนาน มีอายุยืนนาน กุลบุตร
อันสมณพราหมณ์อนุเคราะห์แล้ว พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียว ไม่มี
เสื่อม.
ดูก่อนมหานามะ ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมมีอยู่แก่กุลบุตรคนใด
คนหนึ่ง เป็นขัตติยราช ผู้ได้รับมูรธาภิเษกก็ตาม ผู้ปกครองรัฐซึ่งได้รับมรดก
จากบิดาก็ตาม เป็นอัครเสนาบดีก็ตาม ผู้ปกครองหมู่บ้านก็ตาม หัวหน้าพวก
ก็ตาม ผู้เป็นใหญ่เฉพาะตระกูลก็ตาม พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียว
ไม่มีเสื่อม.
กุลบุตรผู้โอบอ้อมอารี มีศีล ย่อม
ทำการงานแทนมารดาบิดา บำเพ็ญประ-
โยชน์แก่บุตร ภริยา แก่ชนภายใน

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 148 (เล่ม 36)

ครอบครัว แก่ผู้อาศัยเลี้ยงชีพ แก่ชน
ทั้งสองประเภท กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต เมื่อ
อยู่ครองเรือนโดยธรรม ย่อมยังความยินดี
ให้เกิดขึ้นแก่ญาติทั้งที่ล่วงลับไปทั้งที่มีชีวิต
อยู่ในปัจจุบันแก่สมณพราหมณ์ เทวดา
กุลบุตรนั้นครั้นบำเพ็ญกัลยาณธรรมแล้ว
เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ บัณฑิต
ทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้ เขา
ละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์.
จบกุมารลิจฉวีสูตรที่ ๘
อรรถกถากุมารลิจฉวีสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกุมารลิจฉวีสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สชฺชานิ ธนูนิ ความว่า ถือเอาธนูที่ขึ้นสายแล้ว. บทว่า
ภวิสฺสนฺติ วชฺชี ได้แก่ เจ้าวัชชีจักเจริญ. บทว่า อปาฏฺภา ความว่า
อาศัยความไม่เจริญ เป็นผู้กระด้างเพราะมานะ. บทว่า ปจฺฉาลิยํ ขิปนฺติ
ความว่า เดินไปข้างหลังแล้วเตะหลัง. ในบททั้งหลายมีบทว่า รฏฺฐิกสฺส
เป็นต้น ผู้ชื่อว่า รัฏฐิกะ เพราะกิน [ปกครอง] แว่นแคว้น. ผู้ชื่อว่า
เปตตนิกะ เพราะกิน [ปกครอง] ทรัพย์มรดกที่บิดาให้ไว้. ผู้ชื่อว่า เสนาบดี
เพราะเป็นเจ้าเป็นใหญ่แห่งกองทัพ [นายพล]. บทว่า คามคามิกสฺส คือผู้
เป็นหัวหน้าหมู่บ้านของชาวบ้านทั้งหลาย อธิบายว่า ผู้ปกครองหมู่บ้าน. บทว่า

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 149 (เล่ม 36)

ปูคคามณิกสฺส คือหัวหน้าหมู่. บทว่า กุเลสุ คือในตระกูลนั้น ๆ. บทว่า
ปจฺเจกาธิปจฺจํ กาเรนฺติ คือ ครอบครองอธิปัตย์ความเป็นใหญ่แต่ผู้เดียว.
บทว่า กลฺยาเณน มนสา อนุกมฺปนฺติ คือ อนุเคราะห์ด้วยจิต
อันดีงาม. บทว่า เขตฺตกมฺมนฺตสามนฺตสโพฺยหาเร ได้แก่ ชนผู้เป็น
เจ้าของที่นาติดกับของตนโดยรอบของชาวนา และพนักงานรังวัดที่ถือเชือก
และไม้วัดพื้นที่. บทว่า พลิปฏิคฺคาทิกา เทวตา ได้แก่ อารักขเทวดาที่
เชื่อถือกันมาตามประเพณีของตระกูล. บทว่า ตา สกฺกโรติ ได้แก่ กระทำ
สักการะเทวดาเหล่านั้น ด้วยข้าวต้มแสะข้าวสวยอย่างดี.
บทว่า กิจฺจกโร คือ เป็นผู้ช่วยกระทำกิจที่เกิดขึ้น. บทว่า เย
จสฺส อุปชีวิโน ได้แก่ ชนผู้เข้าไปอาศัยกิจนั้นเลี้ยงชีพ บทว่า อุภินฺนํ-
เยว อตฺถาย ความว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนแม้ทั้งสอง.
บทว่า ปุพฺพเปตานํ คือ ผู้ไปสู่ปรโสกแล้ว. บทว่า ทิฏฐธมฺเม จ ชีวตํ
คือ ญาติผู้มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงญาติทั้งหลายใน
อดีตและปัจจุบันแม้ด้วยบททั้งสองนี้ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปีติสญฺชนโน
คือ ให้เกิดความยินดี. บทว่า ฆรามาวสํ แปลว่า อยู่ครองเรือน. บทว่า
ปุชฺโช โหติ ปสํสิโย ความว่า ย่อมเป็นผู้อันเขาพึงบูชา และพึงสรรเสริญ.
จบอรรถกถากุมารลิจฉวีสูตรที่ ๘
๙. ปฐมทุลลภสูตร
ว่าด้วยธรรมที่หาได้ยากสำหรับผู้บวชเมื่อแก่
[๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบวชเมื่อแก่ ผู้ประกอบด้วยธรรม
๕ ประการ หาได้ยาก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 150 (เล่ม 36)

ภิกษุบวชเมื่อแก่ เป็นคนละเอียด หาได้ยาก เป็นผู้มีมารยาทสมบูรณ์
หาได้ยาก เป็นพหูสูตร หาได้ยาก เป็นธรรมกถึก หาได้ยาก เป็น
วินัยธร หาได้ยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบวชเมื่อแก่ ผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล หาได้ยาก.
จบปฐมทุลลภสูตรที่ ๙
อรรถกถาปฐมทุลลภสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมทุลลภสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า นิปุโณ คือ เป็นผู้ละเอียด รู้เหตุการณ์อันสุขุม. บทว่า
อากปฺปสมฺปนฺโน คือ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยมารยาทของสมณะ.
จบอรรถกถาปฐมทุลลภสูตรที่ ๙
๑๐. ทุติยทุลลภสูตร
ว่าด้วยธรรมที่หาได้ยากสำหรับผู้บวชเมื่อแก่
[๖๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบวชเมื่อแก่ ผู้ประกอบด้วยธรรม
๕ ประการ หาได้ยาก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุบวชเมื่อแก่ เป็นผู้ว่าง่าย หาได้ยาก เป็นผู้คงแก่เรียน หาได้ยาก
เป็นผู้รับโอวาทด้วยความเคารพ หาได้ยาก เป็นธรรมกถึก หาได้ยาก
เป็นวินัยธร หาได้ยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบวชเมื่อแก่ ผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล หาได้ยาก.
จบทุติยทุลลภสูตรที่ ๑๐
จบนีวรณวรรคที่ ๑

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 151 (เล่ม 36)

อรรถกถาทุติยทุลลภสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยทุลลภสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปทกฺขิณคฺคาหี แปลว่า ผู้รับโอวาทที่ท่านให้แล้ว โดย
ข้างเบื้องขวา (โดยความเคารพ). คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาทุติยทุลลภสูตรที่ ๑๐
จบนีวรณวรรควรรณนาที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อาวรณสูตร ๒. ราสิสูตร ๓. อังคสูตร ๔. สมยสูตร
๕. มาตุปุตติกสูตร ๖. อปัชฌายสูตร ๗. ฐานสูตร ๘. กุมารลิจฉวีสูตร
๙. ปฐมทุลลภสูตร ๑๐. ทุติยทุลลภสูตร และอรรถกถา.

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 152 (เล่ม 36)

สัญญาวรรคที่ ๒
๑. ปฐมสัญญาสูตร
ว่าด้วยสัญญาที่มีผลมาก ๕ ประการ
[๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๕ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด
สัญญา ๕ ประการเป็นไฉน คือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา มรณสัญญา
อาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สัญญา ๕ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก
มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด.
จบปฐมสัญญาสูตรที่ ๑
สัญญาวรรควรรณนาที่ ๒
อรรถกถาปฐมสัญญาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสัญญาสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มหปฺผลา คือ มีผลมากด้วยผลอันเป็นวิบาก. ชื่อว่า มี
อานิสงส์มากด้วยอานิสงส์อันเป็นวิบาก. บทว่า อมโตคธา คือ มีพระนิพพาน
เป็นที่พึ่งพิง. บทว่า สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้น
แก่บุคคลผู้เบื่อระอาในโลกอันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งธาตุ ๓ ทั้งหมด.
จบอรรถกถาปฐมสัญญาสูตรที่ ๑

152