ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 23 (เล่ม 36)

คนที่หนึ่ง อีก ๔ คนก็นั่งเฉย เจ้าของเรือนกล่าวว่า พวกท่านจงให้ของเคี้ยว
ของบริโภค ของหอม ดอกไม้และเครื่องประดับเป็นต้น แก่ท่านเหล่านี้ ดังนี้
แล้วตรวจตราในเรือน. ในเวลาไปเรือนของบุตรเศรษฐี คนที่ ๒ คนที่ ๓
คนที่ ๔ อีก ๔ คนก็นั่งเฉย เจ้าของเรือนกล่าวว่า พวกท่านจงให้ของเคี้ยว
ของบริโภค ของหอม ดอกไม้และเครื่องประดับแก่ท่านเหล่านี้ ดังนี้แล้ว
ตรวจตราในเรือน. ครั้นต่อมา ในเวลาไปราชมณเฑียรของพระราชาทีหลังเขา
ทั้งหมด พระราชาแม้จะทรงเป็นใหญ่ในชนทั้งหมดก็จริง ถึงดังนั้นในเวลานี้
ยังตรัสว่า พวกท่านจงให้ของเคี้ยว ของบริโภค ของหอม ดอกไม้และเครื่อง
ประดับเป็นต้นแก่ท่านเหล่านี้ ดังนี้ แล้วทรงตรวจตราในพระราชมณเฑียรของ
พระองค์ ฉันใด เมื่อพละมีศรัทธาเป็นที่ ๕ แม้เกิดขึ้นในอารมณ์เดียวกัน
ก็เหมือนเมื่อสหายเหล่านั้นลงเดินถนนพร้อมกัน สหายอีกสี่คนนั่งเฉยในเรือน
ของคนที่หนึ่ง สหายที่เป็นเจ้าของเรือนย่อมตรวจตรา ฉันใด สัทธาพละมี
ลักษณะน้อมใจเชื่อ เพราะบรรลุโสดาปัตติยังคะ จึงเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า พละ
ที่เหลือก็คล้อยตามสัทธาพละนั้น ฉันนั้น ในเรือนของบุตรเศรษฐีคนที่สอง
สหายอีกสี่คนก็นั่งเฉย สหายเจ้าของเรือนตรวจตรา ฉันใด วิริยพละมีลักษณะ
ประคองไว้ เพราะถึงสัมมัปปธาน พละที่เหลือก็คล้อยตามวิริยพละนั้น ฉันนั้น
ในเรือนของบุตรเศรษฐีคนที่สาม สหายอีกสี่คนก็นั่งเฉย สหายเจ้าของเรือน
ตรวจตรา ฉันใด สติพละมีลักษณะเขาไปตั้งไว้ เพราะถึงสติปัฏฐานจึงเป็นใหญ่
เป็นหัวหน้า พละที่เหลือก็คล้อยตามสติพละนั้น ฉันนั้น ในเรือนของบุตร-
เศรษฐีคนที่สี่ สหายอีกสี่คนก็นั่งเฉย สหายเจ้าของเรือนย่อมตรวจตรา ฉันใด
สมาธิพละมีลักษณะไม่ฟุ้งซ่าน เพราะถึงฌานวิโมกข์ พละที่เหลือก็คล้อยตาม
สมาธิพละนั้น ฉันนั้น. แต่ในเวลาไปพระราชมณเฑียรของพระราชาภายหลัง
เขาทั้งหมด สหายอีกสี่คนก็นั่งเฉย พระราชาพระองค์เดียวทรงตรวจตราใน

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 24 (เล่ม 36)

พระราชมณเฑียร ฉันใด ปัญญาพละมีลักษณะรู้ทั่ว เพราะบรรลุอริยสัจสี่
จึงเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า พละที่เหลือก็คล้อยตามปัญญาพละนั้น ฉันนั้น
ท่านกล่าวพละ ๕ ในสูตรนี้เจือกันอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาทัฏฐัพพสูตรที่ ๕
๖. ปุนกูฏสูตร
ว่าด้วยกำลังที่เป็นยอด
[๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ กำลัง คือ ศรัทธา ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ สติ ๑
กำลัง คือ สมาธิ ๑ กำลัง คือ ปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง
๕ ประการนี้แล บรรดากำลัง ๕ ประการนี้แล กำลัง คือ ปัญญา เป็นเลิศ
เป็นยอด เป็นที่รวบรวม เหมือนสิ่งที่เป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม
แห่งเรือนยอด คือ ยอด ฉันใด บรรดากำลัง ๕ ประการนี้ กำลัง คือ
ปัญฺญาเป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม ฉันนั้นเหมือนกันแล.
จบปุนกูฏสูตรที่ ๖
อรรถกถาปุนกูฏสูตร
ปุนกูฏสูตรที่ ๖ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. ตรัสเสกขพละเท่านั้น
๘ สูตร ทั้งในวรรคก่อนและในวรรคนี้. แต่พระมหาทัตตเถระผู้อยู่ในกรัณฑ-
ตรัสอเสกขพละใน ๔ สูตรเป็นเบื้องสูง.
จบอรรถกถาปุนกูฏสูตรที่ ๖

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 25 (เล่ม 36)

๗. ปฐมหิตสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนเอง
[๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ธรรม
๕ ประกาเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยสมาธิ เป็นผู้
ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยปัญญา
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึง
พร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อม
ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น.
จบปฐมหิตสูตรที่ ๗
อรรถกถาปฐมหิตสูตร
ปฐมหิตสูตรที่ ๗ ตรัสศีลเป็นต้นเจือกัน. บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่
วิมุตติ คืออรหัตผล. ปัจจเวกขณญาณ อันเป็นวิมุตติญาณทัสนะนั้นเป็น
โลกิยะแท้.
จบอรรถกถาปฐมหิตสูตรที่ ๗

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 26 (เล่ม 36)

๘. ทุติยหิตสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
[๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ธรรม
๕ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยศีล ไม่เป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยสมาธิ ไม่
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วย
ปัญญา ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นในการถึง
พร้อมด้วยวิมุตติ ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะด้วยตนเอง แต่
ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อม
ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน.
จบทุติยทิตสูตรที่ ๘
ในทุติยหิตสูตรที่ ๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงภิกษุทุศีลเป็นผู้มี
สุตะมาก.

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 27 (เล่ม 36)

๙. ตติยหิตสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น
[๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ธรรม
๕ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยศีล ไม่เป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยสมาธิ ไม่เป็น
ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยปัญญา
ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วย
วิมุตติ ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่น
ในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อม
ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น.
จบตติยหิตสูตรที่ ๙
ในตติยหิตสูตรที่ ๙ ตรัสถึงภิกษุทุศีลเป็นผู้มีสุตะน้อย.
๑๐. จตุตถหิตสูตร
ว่าด้วยผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น
[๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ธรรม

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 28 (เล่ม 36)

๕ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยสมาธิ เป็น
ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยปัญญา
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วย
วิมุตติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นใน
การถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อม
ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น.
จบจตุตถหิตสูตรที่ ๑๐
จบพลวรรคที่ ๒
อรรถกถาจตุตถหิตสูตร
ในจตุตถหิตสูตรที่ ๑๐ ท่านกล่าวถึงพระขีณาสพเป็นผู้มีสุตะมาก.
จบอรรถกถาจตุตถหิตสูตรที่ ๑๐
จบพลวรรควรรณนาที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อนนุสสุตสูตร ๒. กูฏสูตร ๓. สังขิตตสูตร ๔. วิตถตสูตร
๕. ทัฏฐัพพสูตร ๖. ปุนกูฏสูตร ๗. ปฐมหิตสูตร ๘. ทุติยหิตสูตร
๙. ตติยหิตสูตร ๑๐. จตุตถหิตสูตร และอรรถกถา.

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 29 (เล่ม 36)

ปัญจังคิกวรรคที่ ๓
๑. ปฐมคารวสูตร
ว่าด้วยฐานะและไม่ใช่ฐานะ
[๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง
ไม่มีความประพฤติเสมอในเพื่อนพรหมจรรย์ จักบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมา-
จาริกวัตร ให้บริบูรณ์นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่บำเพ็ญธรรม
คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญธรรมของพระเสขะ ให้
บริบูรณ์นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่บำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้
บริบูรณ์แล้ว จักรักษาศีลให้บริบูรณ์นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่
รักษาศีลให้บริบูรณ์แล้ว จักอบรมสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะ
มีได้ ข้อที่ภิกษุไม่อบรมสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์แล้ว จักเจริญสัมมาสมาธิให้
บริบูรณ์ได้นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง มีความ
ประพฤติเสมอในเพื่อนพรหมจรรย์ จักบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตร
ให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมา-
จาริกวัตรให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์ได้นั้น
เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุบำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์แล้ว จัก
รักษาศีลให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุรักษาศีลให้บริบูรณ์
แล้ว จักอบรมสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุ
อบรมสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์แล้ว จักเจริญสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็น
ฐานะที่จะมีได้.
จบปฐมคารวสูตรที่ ๑

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 30 (เล่ม 36)

ปัญจังคิกวรรควรรณนาที่ ๓
อรรถกถาปฐมคารวสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมคารวสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดังต่อ
ไปนี้ :-
บทว่า อสภาควุตฺตโก ได้แก่ ประกอบด้วยการดำเนินชีวิตที่ไม่
เท่ากันไม่เสมอกัน. บทว่าอภิสมาจารกํ ธมฺมํ ได้แก่ ศีลที่บัญญัติเป็นข้อวัตร
อันเป็นอภิสมาจารอย่างสูง. บทว่า เสกฺขํ ธมฺมํ ได้แก่ ศีลอันเป็นข้อบัญญัติ
ของพระเสกขะ. บทว่า สีลานิ ได้แก่ มหาศีล ๔. บทว่า สมฺมาทิฏฐึ
ได้แก่ สัมมาทิฏฐิชั้นวิปัสสนา. บทว่า สมฺมาสมาธึ ได้แก่ มรรคสมาธิ
เละผลสมาธิ. ในสูตรนี้ตรัสศีลเป็นต้นเจือกัน.
จบอรรถกถาปฐมคารวสูตรที่ ๑
๒. ทุติยคารวสูตร
ว่าด้วยฐานะและไม่ใช่ฐานะ
[๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง
ไม่มีความประพฤติเสมอในเพื่อนพรหมจรรย์ จักบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมา-
จาริกวัตร ให้บริบูรณ์ได้นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่บำเพ็ญธรรม
คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 31 (เล่ม 36)

ได้นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่บำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์
แล้ว จักรักษาศีลขันธ์ให้บริบูรณ์ได้นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่
รักษาศีลขันธ์ให้บริบูรณ์แล้ว จักเจริญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์ได้นั้น ไม่ใช่ฐานะ
ที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่เจริญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญปัญญาขันธ์
ให้บริบูรณ์ได้นั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุมีที่เคารพ มีที่ยำเกรง มีความประพฤติ
เสมอในเพื่อนพรหมจรรย์ จักบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตรให้
บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริก-
วัตรให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็น
ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุบำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์แล้ว จักรักษา
ศีลขันธ์ให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุรักษาศีลขันธ์ให้
บริบูรณ์แล้ว จักเจริญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่
ภิกษุเจริญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญปัญญาขันธ์ให้บริบูรณ์ได้นั้น
เป็นฐานะที่จะมีได้.
จบทุติยคารวสูตรที่ ๒
อรรถกถาทุติยคารวสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยคารวสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่าสีลกฺขนฺธํ ได้แก่กองศีล. แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือน
กัน. แต่ตรัสขันธ์แม้ ๓ อย่างเหล่านี้เจือกัน.
จบอรรถกถาทุติยคารวสูตรที่ ๒

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 32 (เล่ม 36)

๓. อุปกิเลสสูตร
ว่าด้วยเรื่องอุปกิเลส ๕
[๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งเศร้าหมองแห่งทอง ซึ่งเป็นเหตุให้
ทองมัวหมองแล้ว ย่อมไม่อ่อน ใช้การไม่ได้ ไม่สุกใส เสียเร็ว จะทำเป็นเครื่อง
ประดับไม่ได้ มี ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือ เหล็ก ๑ โลหะ ๑ ดีบุก ๑
ตะกั่ว ๑ เงิน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งเศร้าหมองแห่งทอง ๕ ประการ
นี้แล ซึ่งเป็นเหตุให้ทองมัวหมองแล้ว ย่อมไม้อ่อน ใช้การไม่ได้ ไม่สุกใส
เสียเร็ว จะทำเป็นเครื่องประดับไม่ได้ เมื่อใด ทองพ้นจากสิ่งเศร้าหมอง ๕
ประการนี้ ย่อมอ่อน ใช้การได้ สุกใส ทนทาน จะทำเป็นเครื่องประดับก็ได้
คือ ช่างทองต้องการเครื่องประดับชนิดใด ๆ เช่น แหวน ต้มหู สร้อยคอ
สังวาล ก็ทำได้ตามต้องการ ฉันใด อุปกิเลสแห่งจิต ซึ่งเป็นเหตุให้จิตเศร้า
หมองแล้ว ย่อมไม่อ่อน ใช้การไม่ได้ ไม่ผ่องไส เสียเร็ว ไม่ตั้งมั่นโดยชอบ
เพื่อความหมดสิ้นไปแห่งอาสวะ ก็มี ๕ ประการ ฉันนั้นเหมือนกัน อุปกิเลส
๕ ประการเป็นไฉน คือ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑
อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ อุปกิเลสแห่งจิต ๕ ประการนี้แล ซึ่งเป็น
เหตุให้จิตเศร้าหมองแล้ว ย่อมไม่อ่อน ใช้การไม่ได้ ไม่ผ่องใส เสียเร็ว
ไม่ตั้งมั่นโดยชอบ เพื่อความหมดสิ้นไปแห่งอาสวะ แต่เมื่อใด จิตพ้นจาก
อุปกิเลส ๕ ประการนี้ ย่อมอ่อน ใช้การได้ ผ่องใส ทนทาน ตั้งมั่นโดยชอบ
เพื่อความหมดสิ้นไปแห่งอาสวะ และภิกษุ จะน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งด้วย
ปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมที่จะพึงทำให้แจ้งได้ด้วยปัญญาอันยิ่งใด ๆ เมื่อธรรม
เครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จในธรรมนั้น ๆ โดยแน่
นอน.

32