ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 13 (เล่ม 36)

อรรถกถาจวนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในจวนสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สทฺธมฺเม ได้แก่ ศาสนาสัทธรรม. บทว่า อสฺสทฺโธ
ได้แก่ เป็นผู้เว้นจากศรัทธาแม้สองอย่าง คือ อกัปปนศรัทธา ศรัทธาแนบแน่น
และปัจจักขศรัทธา ศรัทธาชัดแจ้ง. บทว่า จวติ น ปติฏฺฐาติ ได้แก่
เคลื่อนจากคุณในศาสนานี้ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้. ในสูตรนี้ตรัสทั้งดำรงอยู่
ไม่ได้ ทั้งดำรงอยู่ได้.
จบอรรถกถาจวนสูตรที่ ๘
๙. ปฐมอคารวสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้มั่นคงและไม่มั่นคงในศาสนา
[๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้ไม่มีศรัทธา เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ
ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม ภิกษุผู้ไม่มีหิริ. . .
ภิกษุผู้ไม่มีโอตตัปปะ. . . ภิกษุผู้เกียจคร้าน. . . ภิกษุผู้มีปัญญาทราม เป็นผู้
ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม ดูก่อน-
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นที่ไม่มีที่เคารพ
ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม.

13
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 14 (เล่ม 36)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้มี
ที่เคารพ มีที่ยำเกรง ย่อมไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ธรรม ๕
ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง ย่อม
ไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ภิกษุผู้มีหิริ. . . ภิกษุผู้มีโอตตัปปะ. . .
ภิกษุผู้ปรารภความเพียร. . . ภิกษุผู้มีปัญญาเป็นผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง ย่อม
ไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง ย่อมไม่เคลื่อน
ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม.
จบปฐมอคารวสูตรที่ ๙
อรรถกถาปฐมอคารวสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอคารวสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
ภิกษุชื่อว่า อคารวะ เพราะไม่มีความเคารพ. ชื่อว่า อัปปติสสะ
เพราะไม่มีที่ยำเกรง คือ ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่ประพฤติอ่อนน้อม. คำที่เหลือใน
สูตรนี้ เช่นเดียวกับสูตรก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถาปฐมอคารวสูตรที่ ๙

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 15 (เล่ม 36)

๑๐. ทุติยอคารวสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้เจริญและไม่เจริญในศาสนา
[๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม
ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้ไม่มีศรัทธา
เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม
ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุผู้ไม่มีหิริ. . . ภิกษุผู้ไม่มีโอตตัปปะ. . .
ภิกษุผู้เกียจคร้าน. . . ภิกษุผู้มีปัญญาทราม เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ ดูก่อน-
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่มี
ที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์
ในธรรมวินัยนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้มี
ที่เคารพ มีที่ยำเกรง เป็นผู้ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ใน
ธรรมวินัยนี้ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีที่เคารพ
มีที่ยำเกรง เป็นผู้ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้
ภิกษุผู้มีหิริ. . . ภิกษุผู้มีโอตตัปปะ. . . ภิกษุผู้ปรารภความเพียร. . . ภิกษุ
ผู้มีปัญญา เป็นผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง เป็นผู้ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม
ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕
ประการนี้แล เป็นผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง เป็นผู้ควรเพื่อถึงความเจริญ
งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้.
จบทุติอคารวสูตรที่ ๑๐
จบเสขพลวรรคที่ ๑

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 16 (เล่ม 36)

อรรถกถาทุติยอคารวสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอคารวสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อภพฺโพ คือ ถือความเป็นผู้อาภัพ. บทว่า วุฑฺฒึ แปลว่า
เจริญ. บทว่า วิรุฬฺหึ ได้แก่ ถึงควานเป็นผู้ไม่หวั่นไหว เพราะความเป็น
ผู้งอกงาม. บทว่า เวปุลฺลํ ได้แก่ ความเป็นใหญ่. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง
ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาทุติยอคารวสูตรที่ ๑๐
จบเสขพลวรรควรรณนาที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สังขิตตสูตร ๒. วิตถตสูตร ๓. ทุกขสูตรค ๔. ภตสูตร
๕. สิกขสูตร ๖. สมาปัตติสูตร ๗. กามสูตร ๘. จวนสูตร ๙. ปฐมอคารว-
สูตร ๑๐. ทุติยอคารวสูตร และอรรถกถา.

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 17 (เล่ม 36)

พลวรรคที่ ๒
๑. อนนุสสุตสูตร
ว่าด้วยกำลัง ๕ ของพระตถาคต
[๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราบรรลุถึงบารมีอันเป็นที่สุดเพราะรู้ยิ่ง
ในธรรมที่ไม่ได้สดับแล้วในกาลก่อนจึงปฏิญาณได้ กำลังของตถาคต ๕ ประการ
นี้ ที่เป็นเหตุให้ตถาคตผู้ประกอบแล้ว ปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือ-
สีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร กำลัง ๕ ประการเป็นไฉน คือ
กำลัง คือ ศรัทธา ๑ กำลัง คือ หิริ ๑ กำลัง คือ โอตตัปปะ ๑
กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ ปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง
ของตถาคต ๕ ประการนี้แล ที่เป็นเหตุให้ตถาคตผู้ประกอบแล้ว ปฏิญาณฐานะ
ของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัทประกาศพรหมจักร.
จบอนนุสสุตสูตรที่ ๑
พลวรรควรรณนาที่ ๒
อรรถกถาอนนุสสุตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอนนุสสุตสูตรที่ ๑ แห่งพลวรรคที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปุพฺพาหํ ภิกฺขเว อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ ความว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรารู้ยิ่งในธรรมทั้งหลายคือสัจธรรม ๔ อันเราไม่เคยฟัง

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 18 (เล่ม 36)

มาก่อน. ด้วยบทว่า อภิญฺญาโวสานปารมิปฺปตฺโต ปฏิชานามิ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงแสดงถึงคุณที่พระองค์บรรลุ ณ มหาโพธิบัลลังก์ ว่าเรารู้ยิ่ง
ในสัจธรรม ๔ ด้วยการทำกิจ ๑๖ อย่าง สำเร็จด้วยมรรค ๔ แล้วบรรลุบารมี
สุดท้าย คือ ฝั่งแห่งความเป็นผู้ทำกิจเสร็จแล้ว เพราะกิจทั้งหมดจบสิ้นแล้ว
จึงปฏิญาณ. บทว่า ตถาคตสฺส ได้แก่ ของพระตถาคตด้วยเหตุ ๘ อย่าง.
บทว่า ตถาคตพลานิ ได้แก่ กำลังญาณที่ถึงแล้วคือเป็นไปแล้วโดยอาการ
ที่จะพึงถึงได้ด้วยกำลังเหล่านั้น. บทว่า อาสภณฺฐานํ คือ ฐานะอันประ-
เสริฐสุด. บทว่า สิหนาทํ คือ บันลืออันแกล้วกล้า. บทว่า พฺรหฺมจกฺกํ
คือ จักรอันประเสริฐ. บทว่า ปวตฺเตติ คือ กล่าว.
จบอรรถกถาอนนุสสุตสูตรที่ ๑
๒. กูฏสูตร
ว่าด้วยกำลังพระเสขะ ๕
[๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ ๕
ประการเป็นไฉน คือ กำลัง คือ ศรัทธา ๑ กำลัง คือ หิริ ๑ กำลัง
คือ โอตตัปปะ ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ ปัญญา ๑ ดูก่อน-
ภิกษุทั้งหลาย กำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บรรดากำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ กำลัง คือ ปัญญาเป็นเลิศ เป็นยอด
เป็นที่รวบรวม สิ่งที่เป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวมแห่งเรือนยอด คือ
ยอด ฉันใด บรรดากำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ กำลัง คือ ปัญญา

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 19 (เล่ม 36)

ก็เป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม ฉะนั้นเหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า พวกเราจักประกอบด้วย
กำลังคือศรัทธา. . . กำลัง คือ หิริ. . . กำลัง คือ โอตตัปปะ. . . กำลังคือ
วิริยะ. . . กำลัง คือ ปัญญา อันเป็นกำลังของพระเสขะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.
จบกูฏสูตรที่ ๒
อรรถกถากูฏสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกูฏสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เสกฺขพลานิ ได้แก่ กำลังญาณของพระเสกขะ. บทว่า
อคฺคํ คือ สูงสุด. เสกขพละ ชื่อว่า สังคาหิกะเป็นที่รวม เพราะรวมพละที่เหลือ
ดุจเรือนยอดรวมไม้จันทันฉะนั้น. เสกขพละ ชื่อว่า สังฆาตนียะ เป็นที่ประชุม
เพราะทำพละเหล่านั้นให้ประชุมกัน.
จบอรรถำกถากูฏสูตรที่ ๒
๓. สังขิตตสูตร
ว่าด้วยกำลัง ๕
[๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ กำลัง คือ ศรัทธา ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ สติ ๑ กำลัง คือ
สมาธิ ๑ กำลัง คือ ปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้แล.
จบสังขิตตสูตรที่ ๓

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 20 (เล่ม 36)

อรรถกถาสังขิตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสังขิตตสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
ในพละเหล่านั้น ชื่อสติพละ เพราะไม่หวั่นไหว ด้วยความเป็นผู้
หลงลืมสติ ชื่อว่า สมาธิพละ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความฟุ้งซ่าน.
จบอรรถกถาสังขิตตสูตรที่ ๓
๔. วิตถตสูตร
ว่าด้วยกำลัง ๕ ประการ
[๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ กำลัง คือ ศรัทธา ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ สติ ๑
กำลัง คือ สมาธิ ๑ กำลัง คือ ปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง
คือ ศรัทธาเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อ
พระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์. . .เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
นี้เรียกว่า กำลัง คือ ศรัทธา. ก็กำลัง คือ วิริยะ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ-
ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม
. . .ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า กำลัง คือ วิริยะ. ก็กำลัง
คือ สติเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติ
ประกอบด้วยสติเครื่องรักษาตัวชั้นเยี่ยม ระลึกตามแม้สิ่งที่ทำแม้คำที่พูดไว้นาน
ได้ นี้เรียกว่า กำลัง คือ สติ. ก็กำลัง คือ สมาธิเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 21 (เล่ม 36)

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน
มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เพราะวิตกวิจารสงบไป บรรลุทุติย-
ฌาน อันเป็นความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก-
วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เพราะปีติสิ้นไป เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ
มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลาย
สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข บรรลุจตุตถฌาน
อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า กำลัง คือ สมาธิ. ก็กำลัง
คือ ปัญญาเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มี
ปัญญาประกอบด้วยปัญญาที่หยั่งถึงความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรก
กิเลสเป็นเครื่องให้ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า กำลัง คือ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้แล.
จบวิตถตสูตรที่ ๔
อรรถกถาวิตถตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวิตถสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สติเนปกฺเกน นี้ ปัญญาท่านเรียกว่า เนปักกะ (ปัญญา
รักษาตน). ท่านถือเอาปัญญานั้นโดยความเป็นอุปการะแก่สติ.
จบอรรถกถาวิตถสูตรที่ ๔

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 22 (เล่ม 36)

๕. ทัฏฐัพพสูตร
ว่าด้วยการที่จะพึงเห็นกำลัง ๕
[๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
คือ กำลัง คือ ศรัทธา ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ สติ ๑
กำลัง คือ สมาธิ ๑ กำลัง คือ ปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็พึง
เห็นกำลัง คือ ศรัทธาในที่ไหน พึงเห็นในโสตาปัตติยังคะ [องค์เป็นเครื่อง
ให้บรรลุความเป็นพระโสดา] ๔ พึงเห็นกำลัง คือ ศรัทธาในที่นี้ พึงเห็น
กำลัง คือ วิริยะในที่ไหน พึงเห็นในสัมมัปปธาน ๔ พึงเห็นกำลัง คือ
วิริยะในที่นี้ พึงเห็นกำลัง คือ สติในที่ไหน พึงเห็นในสติปัฏฐาน ๔ พึง-
เห็นกำลัง คือ สติในที่นี้ พึงเห็นกำลัง คือ สมาธิในที่ไหน พึงเห็นในฌาน ๔
พึงเห็นกำลัง คือ สมาธิในที่นี้ พึงเห็นกำลัง คือ ปัญญาในที่ไหน พึงเห็น
ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นกำลัง คือ ปัญญาในที่นี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง
๕ ประการนี้แล.
จบทัฏฐัพพสูตรที่ ๕
อรรถกถาทัฏฐัพพสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทัฏฐัพพสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะตรัสโลกุตรธรรมในที่มิใช่วิสัย จึงตรัส
คำมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พึงเห็นสัทธาพละในธรรมไหน ดังนี้.
เหมือนอย่างว่า เมื่อสหายมีพระราชาเป็นที่ ๕ คือบุตรเศรษฐี ๔ คน พระราชา
ลงเดินถนนด้วยคิดว่า เราจักเล่นนักษัตร ในเวลาไปเรือนของบุตรเศรษฐี

22