ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 3 (เล่ม 36)

๒. วิตถตสูตร
ว่าด้วยกำลังของเสขบุคคล ๕
[๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังของเสขบุคคล ๕ ประการนี้ ๕
ประการเป็นไฉน คือ กำลัง คือ ศรัทธา กำลัง คือ หิริ กำลัง คือ
โอตตัปปะ กำลัง คือ วิริยะ กำลัง คือ ปัญญา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็กำลัง คือ ศรัทธาเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุ
นี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ
ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึก
บุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นจะยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่า กำลัง คือ ศรัทธา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ หิริเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็น
ผู้มีหิริ ย่อมละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ย่อมละอายต่อการ
ประกอบธรรมอันเป็นบาปอกุศล นี้เรียกว่า กำลัง คือ หิริ. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็กำลัง คือ โอตตัปปะเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มี
โอตตัปปะ ย่อมสะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ย่อมสะดุ้งกลัว
ต่อการประกอบธรรมอันเป็นบาปอกุศล นี้เรียกว่า กำลัง คือ โอตตัปปะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ วิริยะเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึง
พร้อม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม
นี้เรียกว่า กำลัง คือ วิริยะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ ปัญญา

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 4 (เล่ม 36)

เป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่อง
หยั่งถึงความเกิดขึ้นและดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลสเป็นเครื่องให้ถึงความ
สิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า กำลัง คือ ปัญญา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังของพระเสขบุคคล ๕ ประการนี้แล ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า พวกเรา
จักเป็นผู้ประกอบด้วยกำลัง คือ ศรัทธา กำลัง คือ หิริ กำลัง คือ โอตตัปปะ
กำลัง คือ วิริยะ กำลัง คือ ปัญญา อันเป็นกำลังของพระเสขบุคคล ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.
จบวิตถตสูตรที่ ๒
อรรถกถาวิตถตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวิตถตสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า กายทฺจฺจริเตน เป็นต้น เป็นตติยาวิภัติลงในอรรถ
ทุติยาวิภัติ. อธิบายว่า ละอาย รังเกียจ ซึ่งกายทุจริตเป็นต้นอันควรละอาย.
ในโอตตัปปนิเทศเป็นตติยาวิภัติลงในอรรถว่า เหตุ. อธิบายว่า เกรงกลัว
เพราะกายทุจริตเป็นต้น อันเป็นเหตุแห่งโอตตัปปะ. บทว่า อารทฺธวิริโย
ได้แก่ ประคองความเพียรไว้ มีใจไม่ท้อถอย. บทว่า ปหานาย แปลว่า
เพื่อละ. บทว่า อุปสมฺปทาย แปลว่า เพื่อได้เฉพาะ. บทว่า ถามวา
ได้แก่ ประกอบด้วยกำลังคือความเพียร. บทว่า ทฬฺหปรกฺกโม ได้แก่
มีความบากบั่นมั่นคง. บทว่า อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเสสุ ได้แก่
ไม่วางธุระ เพียร ไม่ท้อถอยในกุศลธรรมทั้งหลาย.

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 5 (เล่ม 36)

บทว่า อุทยตฺถคามินิยา ได้แก่ อันให้ถึงความเกิด ความดับไป
แห่งขันธ์ทั้ง ๕ สามารถรู้ปรุโปร่งความเกิดและความเสื่อมได้. บทว่า ปญฺญาย
สมนฺนาคโต ได้แก่ เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยวิปัสสนาปัญญาและมรรคปัญญา.
บทว่า อริยาย ได้แก่ ตั้งอยู่ไกลจากกิเลสทั้งหลาย ด้วยการข่มไว้และด้วย
การตัดขาด ชื่อว่าบริสุทธิ์. บทว่า นิพฺเพธิกาย ความว่า ปัญญานั้นท่าน
เรียกว่า นิพเพธิกา เพราะรู้เจาะแทงตลอด อธิบายว่า ประกอบด้วย
นิพเพธิกปัญญานั้น. ในข้อนั้น มรรคปัญญาชื่อว่า นิพเพธิกา เพราะเจาะ
ทำลายกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะที่ยังไม่เคยเจาะ ยังไม่เคยทำลายด้วยอำนาจ
สมุจเฉทปหาน. วิปัสสนาปัญญา ชื่อว่า นิพเพธิกา ด้วยอำนาจตทังคปหาน.
หรืออีกอย่างหนึ่ง วิปัสสนาควรจะเรียกว่า นิพเพธิกา เพราะเป็นไปเพื่อได้
มรรคปัญญา. แม้ในบทว่า สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา นี้ มรรคปัญญา
ชื่อว่า สัมมาทุกขักขยคามินี เพราะทำวัฏทุกข์และกิเลสทุกข์ให้สิ้นไปโดย
ชอบ โดยเหตุ โดยนัย. วิปัสสนาปัญญา ชื่อว่า ทุกขักขยคามินี เพราะทำ
วัฏทุกข์และกิเลสทุกข์ให้สิ้นไปด้วยอำนาจตทังคปหาน. วิปัสสนาปัญญานั้น
พึงทราบว่า เป็นทุกขักขยคามินี เพราะเป็นไปด้วยการถึงความสิ้นทุกข์ หรือ
ด้วยการได้เฉพาะซึ่งมรรคปัญญา. ในสูตรนี้ท่านกล่าวพละ ๕ ปนกันด้วย
ประการฉะนี้.
จบอรรถกถาวิตถตสูตรที่ ๒

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 6 (เล่ม 36)

๓. ทุกขสูตร*
ว่าด้วยธรรม ๕ ที่ให้เกิดทุกข์และสุข
[๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อน คับแค้น เร่าร้อนในปัจจุบัน เมื่อแตกกาย
ตายไป พึงหวังได้ทุคติ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ เกียจคร้าน ๑
มีปัญญาทราม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
นี้แล ย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อน คับแค้น เร่าร้อนในปัจจุบัน เมื่อ
แตกกายตายไปพึงหวังได้ทุคติ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมอยู่
เป็นสุข ไม่เดือดร้อน ไม่คับแค้น ไม่เร่าร้อนในปัจจุบัน เมื่อแตกกายตายไป
พึงหวังได้สุคติ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น
ผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีปัญญา ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมอยู่
เป็นสุข ไม่เดือดร้อน ไม่คับแค้น ไม่เร่าร้อนในปัจจุบัน เมื่อแตกกายตายไป
พึงหวังได้สุคติ.
จบทุกขสูตรที่ ๓
*สูตรที่ ๓-๔ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 7 (เล่ม 36)

๔. ภตสูตร
ว่าด้วยธรรม ๕ ที่นำไปนรกและสวรรค์
[๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมถูกนำมาทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทิ้งไว้ฉะนั้น ธรรม ๕
ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ไม่มี
หิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ เกียจคร้าน ๑ มีปัญญาทราม ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมถูกนำมาทิ้งไว้
ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทิ้งไว้ฉะนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็น
ผู้ได้รับเชิญมาไว้บนสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาวางไว้ฉะนั้น ธรรม ๕
ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑ มี
โอตตัปปะ ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ได้รับเชิญมาไว้บนสวรรค์
เหมือนสิ่งของที่เขานำมาวางไว้ฉะนั้น.
จบภตสูตรที่ ๔
๕. สิกขสูตร
ว่าด้วยฐานะที่น่าติเตียนของภิกษุและภิกษุณีผู้ลาสิกขาแล้ว
[๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป ลาสิกขาสึกออก
มาเป็นคฤหัสถ์ เธอย่อมถึงฐานะอันน่าติเตียน ซึ่งถูกกล่าวหาอันชอบแก่เหตุ
๕ ประการในปัจจุบัน ๕ ประการเป็นไฉน คือ ท่านไม่มีแม้ศรัทธาใน

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 8 (เล่ม 36)

กุศลธรรม ๑ ไม่มีแม้หิริในกุศลธรรม ๑ ไม่มีแม้โอตตัปปะใน
กุศลธรรม ๑ ไม่มีแม้ความเพียรในกุศลธรรม ไม่มีแม่ปัญญาใน
กุศลธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป ลาสิกขาสึก
ออกมาเป็นคฤหัสถ์ เธอย่อมถึงฐานะอันน่าติเตียน ซึ่งถูกกล่าวหาอันชอบแก่
เหตุ ๕ ประการนี้แลในปัจจุบัน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป แม้มีทุกข์ โทมนัส
มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ย่อมประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์
เธอย่อมถึงฐานะอันน่าสรรเสริญที่ชอบแก่เหตุ ๕ ประการในปัจจุบัน ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ เธอมีศรัทธาในกุศลธรรม ๑ มีหิริในกุศลธรรม ๑ มี
โอตตัปปะในกุศลธรรม ๑ มีความเพียรในกุศลธรรม ๑ มีปัญญา
ในกุศลธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป แม้มีทุกข์
โทมนัส มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ย่อมประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์
บริบูรณ์ เธอย่อมถึงฐานะอันน่าสรรเสริญที่ชอบแก่เหตุ ๕ ประการนี้แล ใน
ปัจจุบัน.
จบสิกขาสูตรที่ ๕
๖. สมาปัตติสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กัน
[๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การถึงอกุศลย่อมไม่มี ตลอดเวลาที่ศรัทธา
ในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด ศรัทธาเสื่อมหายไป อัสสัทธิยะ (ความ
ไม่เชื่อ) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การถึงอกุศลย่อมไม่มี

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 9 (เล่ม 36)

ตลอดเวลาที่หิริในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด หิริเสื่อมหายไป อหิริกะ
(ความไม่ละอาย) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การถึงอกุศล
ย่อมไม่มีตลอดเวลาที่โอตตัปปะในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด โอตตัปปะ
เสื่อมหายไป อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัว) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การ
ถึงอกุศลย่อมมี การถึงอกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่วิริยะในกุศลธรรมยังตั้งมั่น
อยู่ แต่เมื่อใด วิริยะเสื่อมหายไป โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน) ย่อมกลุ้มรุม
เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การถึงอกุศลย่อมไม่มี ตลอดเวลาที่ปัญญายังตั้ง
มั่นอยู่ แต่เมื่อใด ปัญญาเสื่อมหายไป ปัญญาทรามย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น
การถึงอกุศลย่อมมี.
จบสมาปัตติสูตรที่ ๖
อรรถกถาสมาปัตติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสมาปัตติสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อกุสลสฺส สมาปตฺติ ได้แก่ ความพรั่งพร้อมด้วยความ
เข้าถึงอกุศลธรรม. บทว่า ปริยุทฺธาย ติฏฺฐติ ได้แก่ ครอบงำอยู่.
จบอรรถกถาสมาปัตติสูตรที่ ๖

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 10 (เล่ม 36)

๗. กามสูตร
ว่าด้วยการอนุเคราะห์คนที่ควรอนุเคราะห์
[๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยมากสัตว์ทั้งหลาย หมกมุ่นอยู่ในกาม
กุลบุตรผู้ละเคียวและคานหาบหญ้าออกบวชเป็นบรรพชิต ควรเรียกว่าเป็น
กุลบุตรผู้มีศรัทธาออกบวช ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขาควรได้กามด้วย
ความเป็นหนุ่ม และกามเหล่านั้นก็มีอยู่ตามสภาพ คือ เลว ปานกลางและ
ประณีต กามทั้งหมดก็ถึงการนับได้ว่าเป็นกามทั้งนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย พึงเอาชิ้นไม้หรือชิ้นกระเบื้องใส่เข้าไปใน
ปาก เพราะความพลั้งเผลอของพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงพึงสนใจในเด็กนั้นทันที แล้ว
รีบนำเอาชิ้นไม้หรือชิ้นกระเบื้องออกโดยเร็ว ถ้าไม่สามารถนำออกโดยเร็วได้
ก็พึงเอามือซ้ายจับ งอนิ้วมือข้างขวา แล้วแยงเข้าไปนำออกมาทั้งที่มีโลหิต
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจะมีความลำบากแก่เด็ก เราไม่กล่าวว่า ไม่มี
ความลำบาก และพี่เลี้ยงผู้หวังประโยชน์ มุ่งความสุข อนุเคราะห์ พึงกระทำ
อย่างนั้นด้วยความอนุเคราะห์ แต่เมื่อใด เด็กนั้นเจริญวัย มีปัญญาสามารถ
เมื่อนั้น พี่เลี้ยงก็วางใจในเด็กนั้นได้ว่า บัดนี้ เด็กมีความสามารถรักษาตนเอง
ได้แล้ว ไม่ควรพลั้งพลาด ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ที่เราต้องรักษาเธอ ตลอดเวลา
ที่เธอยังไม่กระทำด้วยศรัทธาในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยหิริในกุศลธรรม
ไม่กระทำด้วยโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยวิริยะในกุศลธรรม ไม่
กระทำด้วยปัญญาในกุศลธรรม แต่เมื่อใด ภิกษุกระทำด้วยศรัทธาในกุศล-
ธรรม กระทำด้วยหิริในกุศลธรรม กระทำด้วยโอตตัปปะในกุศลธรรม

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 11 (เล่ม 36)

กระทำด้วยวิรยะในกุศลธรรม กระทำด้วยปัญญาในกุศลธรรม เมื่อนั้น เราก็
ย่อมวางใจในเธอได้ว่า บัดนี้ ภิกษุมีความสามารถรักษาตนเองได้แล้ว ไม่ควร
ประมาท.
จบกามสูตรที่ ๗
อรรถกถากามสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกามสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาเมสุ จลฬิตา ได้แก่ สยบยินดียิ่ง ในวัตถุกามและ
กิเลสกาม. บทว่า อสิตพฺยาภงฺคึ ได้แก่ เคียวเกี่ยวหญ้าเละคานหาบหญ้า.
บทว่า กุลปุตฺโต ได้แก่ กุลบุตรผู้มีมารยาท. บทว่า โอหาย แปลว่า
ละแล้ว. บทว่า อลํ วจนาย ได้แก่ ควรพูด. บทว่า ลพฺภา ได้แก่
ได้ง่าย คือ อาจได้. บทว่า หีนา กามา ได้แก่ กามของสัตว์มีตระกูลต่ำ ๕.
บทว่า มชฺฌิมา กามา ได้แก่ กามของสัตว์ชั้นกลาง. บทว่า ปณีตา กามา
ได้แก่ กามของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา. บทว่า กามาเตฺวว
สํขฺยํ คจฺฉนฺติ ความว่า ก็นับได้ว่ากามทั้งนั้น เพราะอำนาจความใคร่ และ
เพราะอำนาจอารมณ์ที่พึงใคร่.
บทว่า วุฑฺโฒ โหติ แปลว่า เบ่นคนแก่. บทว่า อลํ อญฺโญ
คือ มีปัญญาสมควรแล้ว. บทว่า อตฺตคุตฺโต ได้แก่ คุ้มครองรักษาด้วย
ตนเองได้ หรือสามารถคุ้มครองรักษาตนได้. บทว่า นาลํ ปมาทาย
แปลว่า ไม่ควรประมาท. บทว่า สทฺธาย อกตํ โหติ ความว่า กิจใดที่
ควรทำในกุศลธรรมทั้งหลายด้วยศรัทธา กิจนั้นยังไม่ได้ทำ. แม้ในบทที่เหลือ

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ – หน้าที่ 12 (เล่ม 36)

ก็นัยนี้เหมือนกัน. ด้วยบทว่า อนเปกฺโข ปนาหํ ภิกฺขเว ตสฺมึ โหติ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราวางใจในบุคคลนั้นผู้กระทำกิจที่ควรกระทำ
ด้วยศรัทธาเป็นต้นอย่างนี้แล้วตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ในสูตรนี้ตรัสโสดา-
ปัตติมรรค.
จบอรรถกถากามสูตรที่ ๗
๘. จวนสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้มั่นคงและไม่มั่นคงในศาสนา
[๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ
ภิกษุผู้ไม่มีศรัทธาย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม ภิกษุผู้ไม่มีหิริ. . .
ภิกษุผู้ไม่มีโอตตัปปะ. . . ภิกษุผู้เกียจคร้าน. . . ภิกษุผู้มีปัญญาทราม ย่อม
เคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อม
ไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ
ภิกษุผู้มีศรัทธา ย่อมไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ภิกษุผู้มีหิริ. . .
ภิกษุผู้มีโอตตัปปะ. . . ภิกษุผู้ปรารภความเพียร. . . ภิกษุผู้มีปัญญา ย่อม
ไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม.
จบจวนสูตรที่ ๘

12