ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 607 (เล่ม 35)

๓. สิกขานิสังสสูตร
ว่าด้วยอานิสงส์การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
[๒๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้
อันมีสิกขาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด วิมุตติเป็นแก่น มีสติเป็น
อธิปไตย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์มีสิกขาเป็นอานิสงส์อย่างไร
สิกขา คือ อภิสมาจาร เราบัญญัติแก่สาวกทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ เพื่อ
ความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของผู้ที่เลื่อมใสแล้ว
สิกขา คือ อภิสมาจารเราบัญญัติแล้วแก่สาวกเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่
เลื่อมใส เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของผู้ที่เลื่อมใสแล้ว ด้วยประการใด ๆ สาวก
นั้น เป็นผู้มีปกติไม่ทำสิกขานั้นให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ต่าง ไม่ให้พร้อย ย่อม
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายด้วยประการนั้น ๆ.
อีกประการหนึ่ง สิกขาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์เราบัญญัติ
แก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง สิกขาอัน
เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เราบัญญัติแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความสิ้นทุกข์
โดยชอบ โดยประการทั้งปวง ด้วยประการใด ๆ สาวกนั้นเป็นผู้มีปกติไม่ทำ
สิกขานั้นให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย สมาทานศึกษาอยู่ใน
สิกขาบททั้งหลาย ด้วยประการนั้น ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์มีสิกขา
เป็นอานิสงส์อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์มีปัญญาเป็นยอดอย่างไร ธรรม
ทั้งหลายเราแสดงแล้วแก่สาวกทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ เพื่อความสิ้นทุกข์
โดยชอบ โดยประการทั้งปวง ธรรมทั้งหลายเราแสดงแล้วแก่สาวกทั้งหลาย
เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง ด้วยประการใด ๆ ธรรม

607
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 608 (เล่ม 35)

ทั้งหมดนั้นอันสาวกพิจารณาด้วยปัญญา ด้วยประการนั้น ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พรหมจรรย์มีปัญญาเป็นยอดอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์มีวิมุตติเป็นแก่นอย่างไร ธรรม
ทั้งหลายเราแสดงแก่สาวกทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ
โดยประการทั้งปวง ธรรมทั้งหลายเราแสดงแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความสิ้นทุกข์
โดยชอบ โดยประการทั้งปวง ด้วยประการใด ๆ ธรรมทั้งหมดนั้นเป็นธรรม
อันวิมุตติถูกต้องแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์มีวิมุตติเป็นแก่น
อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์มีสติเป็นอธิปไตยอย่างไร สติอัน
ภิกษุตั้งไว้ดีแล้วในภายในทีเดียวว่า เราจักบำเพ็ญอภิสมาจาริกสิกขาที่ยังไม่
บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือว่า จักอนุเคราะห์อภิสมาจาริกสิกขาอันบริบูรณ์แล้วไว้
ด้วยปัญญาในฐานะนั้น ๆ ดังนี้บ้าง สติอันภิกษุตั้งไว้ดีแล้วในภายในทีเดียวว่า
เราจักบำเพ็ญสิกขาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์
หรือว่าจักอนุเคราะห์สิกขาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่บริบูรณ์แล้วไว้
ด้วยปัญญาในฐานะนั้น ๆ ดังนี้บ้าง สติอันภิกษุตั้งไว้ดีแล้วในภายในทีเดียวว่า
เราจักพิจารณาธรรมที่เราไม่ได้พิจารณาแล้วด้วยปัญญาในฐานะนั้น ๆ หรือว่า
จักอนุเคราะห์ธรรมที่เราพิจารณาแล้วได้ด้วยปัญญาในฐานะนั้น ๆ ดังนี้บ้าง
สติอันภิกษุตั้งไว้ดีแล้วในภายในทีเดียวว่า เราจักถูกต้องธรรมที่เราไม่ได้ถูก
ต้องด้วยวิมุตติ หรือว่า จักอนุเคราะห์ธรรมที่เราถูกต้องแล้วด้วยปัญญาใน
ฐานะนั้น ๆ ดังนี้บ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์มีสติเป็นอธิป-
ไตยอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่เรากล่าวว่า เราอยู่พระพฤติพรหมจรรย์อัน
มีสิกขาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น มีสติเป็นอธิปไตย
ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว.
จบสิกขานิสังสสูตรที่ ๓

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 609 (เล่ม 35)

อรรถกถาสิกขานิสังสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสิกขานิสังสสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
พรหมจรรย์ ซึ่ง สิกขานิสังสะ เพราะมีสิกขาเป็นอานิสงส์. ชื่อ
ปัญญุตตระ เพราะมีปัญญาเป็นยอด. ชื่อ วิมุตติสาระ เพราะมีวิมุตติ
เป็นแก่น. ชื่อ สตาธิปเตยยะ เพราะมีสติเป็นใหญ่. ท่านอธิบายไว้ว่า
พรหมจรรย์ที่อยู่ประพฤติเพื่อประโยชน์แก่อานิสงส์เป็นต้น อันได้แก่สิกขา
เป็นต้นแม้เหล่านั้น. บทว่า อภิสมาจาริกา ได้แก่ สิกขาเนื่องด้วยอภิสมาจาร
อันสูงสุด. บทนี้เป็นชื่อของศีลที่ทรงบัญญัติไว้ด้วยเป็นข้อวัตรปฏิบัติ. บทว่า
ตถา ตถา โส ตสฺสา สิกฺขาย ความว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้ใคร่ศึกษาใน
สิกขาบทนั้น อย่างนั้น ๆ. บทว่า อาทิพฺรหฺมจริยกา นี้ เป็นชื่อแห่ง
มหาศีล ๔ อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์. บทว่า สพฺพโส แปลว่า โดย
อาการทั้งปวง.
บทว่า ธมฺมา ได้แก่ สัจจธรรม ๔. บทว่า ปญฺญาย สมเวกฺขิตา
โหนฺติ ความว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอันสาวกพิจารณาเห็นด้วยดี ด้วยมรรค
ปัญญากับสมาธิและวิปัสสนา. บทว่า วิมุตฺติยา ผุสิตา โหนฺติ ได้แก่
ธรรมทั้งหลายอันสาวกถูกต้อง (บรรลุ) ด้วยผัสสะ คือญาณแห่งวิมุตติ คือ
อรหัตผล. บทว่า อชฺฌตฺตํเยว สติ สุปฏฺฐิตา โหติ ความว่า สติอันสาวก
เข้าไปตั้งไว้ด้วยดีในภายในตนนั้นเอง. บทว่า ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามิ
ความว่า เราจักประคบ ประคองด้วยวิปัสสนาปัญญา. แม้ใน บทว่า ปญฺญาย
สมเวกฺขิสฺสามิ นี้ ท่านก็ประสงค์เอาแม้วิปัสสนาปัญญา แต่ในบทนี้ว่า ผุสิตํ
วา ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามิ (เราจักประดับประคอง
ธรรมที่ได้ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาในที่นั้น ๆ) ท่านประสงค์เอามรรคปัญญา
อย่างเดียว.
จบอรรถกถาสิกขานิสังสสูตรที่ ๓

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 610 (เล่ม 35)

๔. เสยยสูตร
ว่าด้วยการนอน ๔ อย่าง
[๒๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไสยา (การนอน) ๔ อย่างนี้ ๔ อย่าง
เป็นไฉน คือ เปตไสยา (นอนอย่างคนตาย) ๑ กามโภคีไสยา (นอนอย่าง
คนบริโภคกาม) ๑ สีหไสยา (นอนอย่างราชสีห์) ๑ ตถาคตไสยา (นอนอย่าง
ตถาคต) ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เปตไสยาเป็นไฉน คนตายโดยมากนอน-
หงาย นี้เราเรียกว่า เปตไสยา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กามโภคีไสยาเป็นไฉน คนบริโภคกามโดยมาก
นอนตะแคงข้างซ้าย เราเรียกว่า กามโภคีไสยา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สีหไสยาเป็นไฉน สีหมฤคราชย่อมสำเร็จการ
นอนข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเลื่อมเท้า สอดหางเข้าในระหว่างโคนขา มันตื่น
ขึ้นแล้ว ยืดกายเบื้องหน้าแล้ว เหลียวดูกายเบื้องหลัง ถ้ามันเห็นความผิดแปลก
หรือความละปกติแห่งกาย มันย่อมเสียใจด้วยเหตุนั้น ถ้ามันไม่เห็นอะไรผิด
ปกติ มันย่อมดีใจด้วยเหตุนั้น นี้เราเรียกว่า สีหไสยา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ตถาคตไสยาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้
สลัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน นี้เราเรียกว่า ตถาคตไสยา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไสยา (การนอน) ๔ อย่างนี้แล.
จบเสยยสูตรที่ ๔

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 611 (เล่ม 35)

อรรถกถาเสยยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเสยยสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
คนตายแล้ว ท่านเรียกว่า เปตะคนตาย. บทว่า อุตฺตานา เสนฺติ
ได้แก่ คนตายเหล่านั้นโดยมากนอนหงาย. อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ที่เกิดในปิตติวิสัย
ชื่อว่า เปรต. เปรตเหล่านั้น เพราะมีเนื้อและเลือดน้อย มีกระดูกขึ้นระเกะระกะ
ไม่สามารถจะนอนตะแคงได้ จึงได้แต่นอนหงายท่าเดียว.
บทว่า อนตฺตมโน โหติ ความว่า ก็สีหมิคราช เพราะเป็นสัตว์
มีอำนาจมาก วางสองเท้าหน้าไว้ที่เท้าหลังแห่งหนึ่ง สอดหางไว้ในระหว่างขา
กำหนดโอกาสที่เท้าหน้า เท้าหลัง และหางวางอยู่ ทอดศีรษะลงบนเท้าหน้า
ทั้งสองแล้วนอนตลอดวัน เมื่อนอนหลับตื่นขึ้นก็ไม่สะดุ้งตื่น แต่ผงกศีรษะขึ้น
สังเกตโอกาสที่เท้าหน้าเป็นต้นวางอยู่ หากเคลื่อนที่ไร ๆ ไป (ไม่อยู่อย่างเดิม)
ก็ไม่พอใจว่า นี้ไม่สมควรแก่ชาติตระกูลของเจ้าไม่สมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญ
ดังนี้ จึงนอนในที่นั้นต่อไม่ออกไปแสวงหาอาหาร. บทว่า อนตฺตมโน โหติ
ท่านกล่าวหมายเอาข้อนี้. แต่เมื่ออะไร ๆ ไม่เคลื่อนที่ไป สีหมิคราชจึง
ยินดีว่า นี้สมควรแก่ชาติตระกูลของเจ้า และสมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญ
ของเจ้า แล้วลุกจากที่นั้นบิดกายสลัดสร้อยคอ บันลือสีหนาท ๓ ครั้งแล้วจึง
ออกหาอาหาร. บทว่า อตฺตมโน โหติ ท่านกล่าวด้วยข้อนั้น .
จบอรรถกถาเสยยสูตรที่ ๔

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 612 (เล่ม 35)

๕. ถูปารหสูตร
ว่าด้วยถูปารหบุคคล ๔
[๒๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถูปารหะ (บุคคลผู้ควรนำอัฐิธาตุ
บรรจุสถูปไว้บูชา) ๔ จำพวกนี้ ถูปารหะ ๔ เป็นไฉน คือ
ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัม-
พุทธเจ้า
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธะ
ตถาคตสาวโก พระสาวกของพระตถาคต
ราชา จกฺกวตฺตี พระเจ้าจักรพรรดิ
นี้แล ถูปารหะ ๔.
จบถูปารหสูตรที่ ๕
อรรถกถาถูปารหสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในถูปารหสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า ราชา จกฺกวตฺตี นี้ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงอนุญาตการก่อทำสถูปแด่พระเจ้าจักรพรรดิซึ่งสวรรคตแล้ว ไม่ทรง
อนุญาตให้ทำแก่ภิกษุผู้เป็นปุถุชนผู้มีศีล. ตอบว่า เพราะความเป็นอัจฉริยะ.
ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตสถูปทั้งหลายแก่ภิกษุผู้เป็นปุถุชน ก็จะ
ไม่พึงมีช่องว่างแก่บ้านและท่าเรือในตัมพปัณณิทวีปเลย ในฐานะอื่นก็อย่างนั้น

612
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 613 (เล่ม 35)

เพราะฉะนั้น จึงไม่ทรงอนุญาตด้วยทรงเห็นว่า ภิกษุเหล่านั้นจักไม่เป็นอัจฉ-
ริยะ. พระเจ้าจักรพรรดิทรงอุบัติพระองค์เดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนั้นสถูปของ
พระเจ้าจักรพรรดิจึงเป็นอัจฉริยะ. แต่ควรทำสักการะแม้ใหญ่แก่ภิกษุปุถุชน
ผู้มีศีลดุจภิกษุผู้ปรินิพพานแล้วฉะนั้นโดยแท้.
จบอรรถกถาถูปารหสูตรที่ ๕
๖. ปัญญาวุฑฒิสูตร
ว่าด้วยความเจริญปัญญา
[๒๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ เป็นไปเพื่อ
ความเจริญปัญญา ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ
สปฺปุริสสํเสโว คบสัตบุรุษ
สทฺธมฺมสฺสวนํ ฟังพระสัทธรรม
โยนิโสมนสิกาโร ทำในใจโดยแยบคาย
ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
นี้แล ธรรม ๔ ประการ เป็นไปเพื่อความเจริญปัญญา.
จบปัญญาวุฑฒิสูตรที่ ๖
ปัญญาวุฑฒิสูตรที่ ๖ และพหุการสูตรที่ ๗ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 614 (เล่ม 35)

๗. พหุการสูตร
ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมากแก่มนุษย์
[๒๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ เป็นธรรมมี
อุปการะมากแก่มนุษย์ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ
สปฺปุริสสํเสโว คบสัตบุรุษ
สทฺธมฺมสฺสวนํ ฟังพระสัทธรรม
โยนิโสมนสิกาโร ทำในใจโดยแยบคาย
ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
นี้แล ธรรม ๔ ประการ เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่มนุษย์.
จบพหุการสูตรที่ ๗
๘. ปฐมโวหารสูตร
ว่าด้วยอนริยโวหาร ๔
[๒๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนริยโวหาร (การพูดไม่ใช่อย่างอริยะ)
๔ นี้ อนริยโวหาร ๔ เป็นไฉน คือ
อทิฏเฐ ทิฏฺฐวาทิตา ไม่เห็น กล่าวว่าเห็น
อสฺสุเต สุตวาทิตา ไม่ได้ยิน กล่าวว่าได้ยิน
อมุเต มุตวาทิตา ไม่ทราบ กล่าวว่าทราบ
อวิญฺญาเต วิญฺญาตวาทิตา ไม่รู้ กล่าวว่ารู้
นี้แล อนริยโวหาร ๔.
จบปฐมโวหารสูตรที่ ๘

614
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 615 (เล่ม 35)

ในปฐมโวหารสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนริยโวหารา ได้แก่ การพูด ของผู้ไม่เป็นอริยะ. แม้
ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถาปฐมโวหารสูตรที่ ๘
จบอาปัตติภยวรรควรรณนาที่ ๕
๙. ทุติยโวหารสูตร
ว่าด้วยอริยโวหาร
[๒๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยโวหาร ๔ ประการนี้ อริยโวหาร
๔ เป็นไฉน คือ
อทิฏฺเฐ อทิฏฺฐวาทิตา ไม่เห็น กล่าวว่าไม่เห็น
อสฺสุเต อสฺสุตวาทิตา ไม่ได้ยิน กล่าวว่าไม่ได้ยิน
อมุเต อมุตวาทิตา ไม่ทราบ กล่าวว่าไม่ทราบ
อวิญฺญาเต อวิญฺญาตวาทิตา ไม่รู้ กล่าวว่าไม่รู้
นี้แล อริยโวหาร ๔.
จบทุติยโวหารสูตรที่ ๙
๑๐. ตติยโวหารสูตร
ว่าด้วยอนริยโวหาร ๔
[๒๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนริยโวหาร ๔ ประการนี้ อนริยโวหาร
๔ เป็นไฉน คือ

615
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 616 (เล่ม 35)

ทิฏฺเฐ อทิฏฺฐวาทิตา เห็น กล่าวว่าไม่เห็น
สุเต อสฺสุตวาทิตา ได้ยิน กล่าวว่าไม่ได้ยิน
มุเต อมุตวาทิตา ทราบ กล่าวว่าไม่ทราบ
วิญฺญาเต อวิญฺญาตวาทิตา รู้ กล่าวว่าไม่รู้
นี้แล อนริยโวหาร ๔.
จบตติยโวหารสูตรที่ ๑๐
๑๑. จตุตถโวหารสูตร
ว่าด้วยอริยโวหาร ๔
[๒๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยโวหาร ๔ ประการนี้ อริยโวหาร ๔
เป็นไฉน คือ
ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐวาทิตา เห็น กล่าวว่าเห็น
สุเต สุตวาทิตา ได้ยิน กล่าวว่าได้ยิน
มุเต มุตวาทิตา ทราบ กล่าวว่าทราบ
วิญฺญาเต วิญฺญาตวาทิตา รู้ กล่าวว่ารู้
นี้แล อริยโวหาร ๔.
จบจตุตถโวหารสูตรที่ ๑๑
จบอาปัตติภยวรรคที่ ๕
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สังฆเภทกสูตร ๒. อาปัตติสูตร ๓. สิกขานิสังสสูตร ๔. เสยย-
สูตร ๕. ถูปารหสูตร ๖. ปัญญาวุฑฒิสูตร ๗. พหุการสูตร ๘. ปฐม-
โวหารสูตร ๙. ทุติยโวหารสูตร ๑๐. ตติยโวหารสูตร ๑๑. จตุตถโวหารสูตร
และอรรถกถา.

616