พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 577 (เล่ม 35)

บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิต ฯลฯ และได้บุญ
มากด้วย ธรรม ๔ ประกอบคืออะไร ? คือ บุคคลเป็นผู้เลี้ยงชีพชอบ ๑
เพียรตอบ ๑ ตั้งสติชอบ ๑ ทำสมาธิชอบ ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม
๔ ประการนี้แล เป็นบัณฑิต ฯลฯ และได้บุญมาก.
จบทุติยมัคคสูตรที่ ๖
๗. ปฐมโวหารปถสูตร
ว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต
[๒๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
เป็นคนพาล ฯลฯ และได้ประสบสิ่งอันไม่เป็นบุญมาก ธรรม ๔ ประการเป็น
ไฉน คือ บุคคลเป็นผู้กล่าวว่าเห็นในสิ่งที่ไม่เห็น ๑ กล่าวว่าได้ยิน
ในสิ่งที่ไม่ได้ยิน ๑ กล่าวว่าทราบในสิ่งที่ไม่ทราบ ๑ กล่าวว่ารู้ใน
สิ่งที่ไม่รู้ ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นคนพาล ฯลฯ
และได้ประสบสิ่งอันไม่เป็นบุญมาก.
บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิต ฯลฯ และได้บุญ
มากด้วย ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลกล่าวว่าไม่ได้เห็นในสิ่ง
ที่ไม่ได้เห็น ๑ กล่าวว่าไม่ได้ยินในสิ่งที่ไม่ได้ยิน ๑ กล่าวว่าไม่
ทราบในสิ่งที่ไม่ทราบ ๑ กล่าวว่าไม่รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ ๑ บุคคลประกอบ
ด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นบัณฑิต ฯลฯ และได้บุญมาก.
จบปฐมโวหารปถสูตรที่ ๗

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 578 (เล่ม 35)

๘. ทุติยโวหารปถสูตร
ว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต
[๒๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
เป็นคนพาล ฯลฯ และได้ประสบสิ่งอันไม่เป็นบุญมาก ธรรม ๔ ประการ
เป็นไฉน คือ บุคคลเป็นผู้กล่าวว่าไม่เห็นในสิ่งที่ได้เห็น ๑ กล่าวว่า
ไม่ได้ยินในสิ่งที่ได้ยิน ๑ กล่าวว่าไม่ทราบในสิ่งที่ได้ทราบ ๑ กล่าวว่า
ไม่รู้ในสิ่งที่รู้ ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นคนพาล
ฯลฯ และได้ประสบสิ่งอันไม่เป็นบุญมาก.
บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิต ฯลฯ และได้บุญ
มากด้วย ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลกล่าวว่าเห็นในสิ่งที่ได้
เห็น ๑ กล่าวว่าได้ยินในสิ่งที่ได้ยิน ๑ กล่าวว่าทราบในสิ่งที่
ได้ทราบ ๑ กล่าวว่ารู้ในสิ่งที่รู้ ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
นี้แล เป็นบัณฑิต ฯลฯ และได้บุญมาก.
จบทุติยโวหารปถสูตรที่ ๘

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 579 (เล่ม 35)

๙. อหิริกสูตร
ว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต
[๒๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
เป็นคนพาล ฯลฯ และได้ประสบสิ่งอันไม่เป็นบุญมาก ธรรม ๔ ประการ
เป็นไฉน คือ บุคคลเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ทุศีล ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มี
โอตตัปปะ ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นคนพาล ฯลฯ
และได้ประสบสิ่งอัน ไม่เป็นบุญมาก.
บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิต ฯลฯ และได้
บุญมาก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลเป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีศีล ๑
มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็น
บัณฑิต ฯลฯ และได้บุญมาก.
จบอหิริกสูตรที่ ๙
๑๐. ทุปัญญสูตร
ว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต
[๒๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
เป็นคนพาล ฯลฯ และได้ประสบสิ่งอันไม่เป็นบุญมาก ธรรม ๔ ประการ
เป็นไฉน คือ บุคคลเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ทุศีล ๒ เกียจคร้าน ๑
ปัญญาทราม ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นคนพาล ฯลฯ
และได้ประสบสิ่งอันไม่เป็นบุญมาก.

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 580 (เล่ม 35)

บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิต ฯลฯ และได้
บุญมาก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลเป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีศีล ๑
มีความเพียร ๑ มีปัญญา ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล
เป็นบัณฑิต ฯลฯ และได้บุญมาก.
จบทุปัญญสูตรที่ ๑๐
๑๑. กวีสูตร
ว่าด้วยกวี ๔ จำพวก
[๒๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กวี ๔ จำพวกเหล่านี้ กวี ๔ เป็นไฉน
คือ
จินฺตากวิ ผู้แต่งโดยความคิด
สุตกวิ ผู้แต่งโดยได้ฟังมา
อตฺถกวิ ผู้แต่งตามเนื้อความ
ปฏิภาณกวิ ผู้แต่งโดยปฏิภาณ
จบกวีสูตรที่ ๑๑
จบทุจริตวรรคที่ ๓

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 581 (เล่ม 35)

ทุจริตวรรควรรณนาที่ ๓
ทุจริตสูตรที่ ๑ เป็นต้นแห่งวรรคที่ ๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. ใน
กวีสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ผู้ที่คิดแล้วจึงแต่งบทกวี ชื่อว่า
จินตากวี. ผู้ที่ฟังแล้วจึงแต่งบทกวี ชื่อว่า สุตกวี. ผู้ที่อาศัยความแล้วแต่งบท
กวี ชื่อว่า อัตถกวี. ผู้ที่แต่งโดยปฏิภาณของตนในขณะนั้นเอง ดุจพระวัง-
คีสเถระ ชื่อว่า ปฏิภาณกวี.
จบทุจริตวรรควรรณนาที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทุจริตสูตร ๒. ทิฏฐิสูตร ๓. อกตัญญูสูตร ๔. ปาณาติปาต-
สูตร ๕. ปฐมมัคคสูตร ๖. ทุติยมัคคสูตร ๗. ปฐมโวหารปถสูตร
๘. ทุติยโวหารปถสูตร ๙. อหิริกสูตร ๑๐. ทุปัญญสูตร ๑๑. กวีสูตร
และอรรถกถา.

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 582 (เล่ม 35)

กรรมวรรคที่ ๔
๑. สังขิตตสูตร
ว่าด้วยกรรม ๔ ประเภท
[๒๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประเภทนี้ เราทำให้แจ้งด้วย
ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงประกาศให้ทราบ กรรม ๔ ประเภทเป็นไฉน
คือ กรรมดำ มีวิบากดำก็มี กรรมขาว มีวิบากขาวก็มี กรรมทั้งดำ
ทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาวก็มี กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำ
ไม่ขาว เป็นไปเพื่อสิ้นกรรมก็มี นี้แล กรรม ๔ ประเภท เราทำให้แจ้ง
ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงประกาศให้ทราบ.
จบสังขิตตสูตรที่ ๑

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 583 (เล่ม 35)

กรรมวรรควรรณนาที่ ๔
อรรถกถาสังขิตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสังขิตตสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๔ ตั้งต่อไปนี้ :-
บทว่า กณฺหํ ได้แก่ กรรมดำ คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า
กณฺหวิปากํ ได้แก่ มีวิบากดำ เพราะให้เกิดในอบาย. บทว่า สุกฺกํ ได้แก่
กรรมขาว คือ กุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า สุกฺกวิปากํ ได้แก่ มีวิบากขาว
เพราะให้เกิดในสวรรค์. บทว่า กณฺหํ สุกฺกํ ได้แก่ กรรมคละกัน. บทว่า
กณฺหสุกฺกวิปากํ ได้แก่ มีวิบากทั้งสุขและทุกข์. จริงอยู่ บุคคลทำกรรม
คละกันแล้ว เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานด้วยอกุศลในฐานะเป็นมงคลหัตถีเป็นต้น
เสวยสุขในปัจจุบันด้วยกุศล. บุคคลเกิดแม้ในราชตระกูลด้วยกุศล ย้อมเสวย-
ทุกข์ในปัจจุบันด้วยอกุศล. บทว่า อกณฺหํ อสุกฺกํ ท่านประสงค์เอามรรค-
ญาณ ๔ อันทำกรรมให้สิ้นไป. จริงอยู่ กรรมนั้นผิว่าเป็นกรรมดำ ก็พึงให้
วิบากดำ ผิว่าเป็นกรรมขาว พึงให้วิบากขาว แต่ที่ไม่ดำ ไม่ขาว เพราะไม่ให้
วิบากทั้งสอง ดังกล่าวมานี้เป็นใจความในข้อนี้.
จบอรรถกถาสังขิตตสูตรที่ ๑

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 584 (เล่ม 35)

๒. วิตถารสูตร
ว่าด้วยกรรม ๔ ประการ
[๒๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้ เรากระทำให้แจ้ง
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ กรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ
กรรมดำ มีวิบากดำก็มี กรรมขาวมีวิบากขาวก็มี กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบาก
ทั้งดำทั้งขาวก็มี กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความ
สิ้นกรรมก็มี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมดำมีวิบากดำเป็นไฉน บุคคลบางคนใน
โลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขารอันมีความเบียดเบียน ย่อมปรุงแต่งวจีสังขาร
อันมีความเบียดเบียน ย่อมปรุงแต่งมโนสังขารอันมีความเบียดเบียน ครั้นแล้ว
ย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียน ผัสสะอันมีความเบียดเบียนย่อมถูกต้อง
บุคคลนั้น ผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียน เขาอันผัสสะที่มีความเบียดเบียน
ถูกต้องนั้น ย่อมได้เสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียน เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว
เปรียบเหมือนสัตว์นรก นี้เราเรียกว่า กรรมดำมีวิบากดำ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมขาวมีวิบากขาวเป็นไฉน บุคคลบางคน
ในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร. . . วจีสังขาร . ..มโนสังขารอันไม่มีความ
เบียดเบียน ครั้นแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่ไม่มีความเบียดเบียน ผัสสะอันไม่มี
ความเบียดเบียนย่อมถูกต้องบุคคลนั้น ผู้เข้าถึงโลกที่ไม่มีความเบียดเบียน
เขาอันผัสสะที่ไม่มีความเบียดเบียนถูกต้องแล้ว ย่อมได้เสวยเวทนาอันไม่มีความ
เบียดเบียน เป็นสุขโดยส่วนเดียว เปรียบเหมือนเทพชั้นสุภกิณหะ นี้เราเรียกว่า
กรรมขาวมีวิบากขาว.

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 585 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาวเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร. . . วจีสังขาร . . . มโนสังขาร
อันมีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ครั้นแล้วย่อมเข้าถึงโลก
ที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ผัสสะอันมีความเบียดเบียน
บ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ย่อมถูกต้องบุคคลนั้น ผู้เข้าถึงโลกที่มีความ
เบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง เขาอันผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง
ไม่มีความเบียดเบียนบ้างถูกต้องแล้ว ย่อมได้เสวยเวทนาอันมีความเบียดเบียน
บ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง มีทั้งสุขและทั้งทุกข์ระคนกัน เปรียบเหมือน
มนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกสัตว์บางพวก นี้เราเรียกว่า กรรมทั้งดำ
ทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ต่ำไม่ขาวย่อมเป็น
ไปเพื่อความสิ้นกรรมเป็นไฉน เจตนาใดเพื่อละกรรมดำอันมีวิบากดำในบรรดา
กรรมเหล่านั้นก็ดี เจตนาใดเพื่อละกรรมขาวอันมีวิบากขาวก็ดี เจตนาใดเพื่อ
ละกรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบาก ทั้งดำทั้งขาวก็ดี นี้เราเรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว
มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้แล เรากระทำให้แจ้งด้วย
ปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ.
จบวิตถารสูตรที่ ๒
อรรถกถาวิตถารสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวิตถารสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สพฺยาปชฺฌํ คือ มีโทษ. บทว่า กายสงฺขารํ ได้แก่
เจตนาในกายทวาร. บทว่า อภิสงฺขโรติ ได้แก่พอกพูน คือประมวลมา.

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 586 (เล่ม 35)

แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน . บทว่า สพฺยาปชฺฌํ โลกํ ได้แก่
โลกมีทุกข์. บทว่า สพฺยาปชฺฌา ผสฺสา ได้แก่ ผัสสะเป็นวิบากมีทุกข์.
บทว่า สพฺยาปชฺฌํ เวทนํ เวทิยติ ได้แก่ เสวยเวทนามีวิบาก เป็นไป
กับด้วยความเบียดเบียน. บทว่า เอกนฺตทุกฺขํ ได้แก่ เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว
เท่านั้น คือไม่เจือด้วยสุข.
บทว่า เสยฺยถาปิ ในบทนี้ว่า เสยฺยถาปิ สตฺตา เนรยิกา พึง
เห็นว่าเป็นนิบาตลงในอรรถว่าตัวอย่าง. ด้วยบทนั้นทรงแสดงถึงสัตว์นรก
อย่างเดียว ก็สัตว์อื่นชื่อว่าจะเห็นคล้ายกับสัตว์นรกนั้นไม่มี. พึงทราบความ
ในบททั้งปวงโดยวิธีอุบายนี้.
ก็ในบทมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ มนุสฺสา จะว่าถึงมนุษย์ก่อน สุขเวทนา
ย่อมเกิดตามเวลา ทุกขเวทนาก็เกิดตามเวลา. ส่วนในบทนี้ว่า เอกจฺเจ จ
เทวา พึงเห็นว่าเทวดาชั้นกามาวจร จริงอยู่ เทวดาเห็นเทวดาผู้มีศักดิ์ยิ่งกว่า
กามาวจรเทพเหล่านั้น ย่อมถึงทุกข์ตามเวลาด้วยกิจ มีอาทิว่า ต้องลุกจากที่นั่ง
ต้องลดผ้าห่มทำผ้าเฉวียงบ่า ต้องประคองอัญชลี. เมื่อเสวยทิพยสมบัติ ย่อม
ถึงสุขตามเวลา. ในบทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา พึงเห็นว่าเวมานิกเปรต
บางจำพวก. เวมานิกเปรตเหล่านั้น เสวยสุขในเวลาหนึ่ง ทุกข์ในเวลาหนึ่ง
ชั่วนิรันดร ก็สัตว์ทั้งหลายมี นาค ครุฑ ช้าง และม้าเป็นต้น ย่อมมีทั้งสุข
และทุกข์ เกลื่อนกล่นเหมือนมนุษย์. ในบทว่า ปหานาย ยา เจตนา นี้
พึงทราบมรรคเจตนาอันให้ถึงวัฏฏะและวิวัฏฏะ. จริงอยู่ มรรคเจตนานั้น
ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม.
จบอรรถกถาวิตถารสูตรที่ ๒

586