ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 557 (เล่ม 35)

อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้มีความ
เห็นผิด ฯลฯ ทำสมาธิผิด ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย
นี้เรียกว่า อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ.
สัตบุรุษเป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้มีความเห็นชอบ ฯลฯ
ทำสมาธิชอบ นี้เรียกว่า สัตบุรุษ.
สัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้มีความเห็น
ชอบ ฯลฯ ทำสมาธิชอบ ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย
นี้เรียกว่า สัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ.
จบอัฏฐังคิกสูตรที่ ๕
๖. ทสมัคคสูตร
ว่าด้วยอสัตบุรุษและสัตบุรุษ
[๒๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษ และอสัตบุรุษ
ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ กับสัตบุรุษ และสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ ท่านทั้งหลายจงพึง
ทำในใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุทั้งหลายรับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าอสัต-
บุรุษเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความเห็นผิด ดำริผิด เจรจา
ผิด ทำการงานผิด เลี้ยงชีพผิด เพียรผิด ตั้งสติผิด ทำสมาธิผิด มีญาณผิด
มีวิมุตติผิด นี้เรียกว่า อสัตบุรุษ.

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 558 (เล่ม 35)

อสัตบุรุษยิ่งกว่าอัสตบุรุษ เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้มีความ
เห็นผิด ฯลฯ มีวิมุตติผิดด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย
นี้เรียกว่า อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ.
สัตบุรุษ เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้มีความเห็นชอบ ฯลฯ
มีวิมุตติชอบ นี้เรียกว่า สัตบุรุษ.
สัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้มีความเห็น
ชอบ มีวิมุตติชอบด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วยนี้เรียกว่า
สัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ.
จบทสมัคคสูตรที่ ๖
๗. ปฐมปาปธัมมสูตร
ว่าด้วยคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว
[๒๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงคนชั่ว และคนชั่วยิ่งกว่า
คนชั่ว กับคนดี และคนดียีงกว่าคนดี ท่านทั้งหลายจงพึง ทำในใจให้ดี
เราจักกล่าว
ภิกษุทั้งหลายรับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คนชั่ว
เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ทำปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุ-
มิจฉาจาร พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีอภิชฌา มีจิต-
พยาบาท มีความเห็นผิด นี้เรียกว่า คนชั่ว.
คนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้ทำปาณาติบาต
ฯลฯ มีความเห็นผิดด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้เรียก
ว่า คนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 559 (เล่ม 35)

คนดีเป็นไฉน บุคคลบางคนเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความ
เห็นชอบ นี้เรียกว่า คนดี.
คนดียิ่งกว่าคนดี เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้เว้น จากปาณาติบาต
ฯลฯ มีความเห็นชอบด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้
เรียกว่า คนดียิ่งกว่าคนดี.
จบปฐมปาปธัมมสูตรที่ ๗
อรรถกถาปฐมปาปธัมมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมปาปธัมมสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปาปํ ได้แก่ คนลามก คือบุคคลเศร้าหมอง. บทว่า กลฺยาณํ
ได้แก่ คนเจริญ คือบุคคลไม่มีโทษ. คำที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปฐมปาปธัมมสูตรที่ ๗
๘. ทุติยปาปธัมมสูตร
ว่าด้วยคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว
[๒๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงคนชั่ว และคนชั่วยิ่งกว่า
คนชั่ว กับคนดี และคนดียิ่งกว่าคนดี ท่านทั้งหลายจงพึง ทำในใจให้ดี
เราจักกล่าว ภิกษุทั้งหลายรับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
คนชั่ว เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ความเห็นผิด ดำริผิด

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 560 (เล่ม 35)

เจรจาผิด ทำการงานผิด เลี้ยงชีพผิด เพียรผิด ตั้งสติผิด ทำสมาธิผิด
มีญาณผิด มีวิมุตติผิด นี้เรียกว่า คนชั่ว.
คนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว เป็นไฉน ? บุคคลบางคน ตนเองเป็นผู้มีความ
เห็นผิด ฯลฯ มีวิมุตติผิด ยังชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้เรียกว่า
คนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว
คนดี เป็นไฉน? บุคคลบางคนเป็นผู้มีความเห็นชอบ ฯลฯ มี
วิมุตติชอบ นี้เรียกว่า คนดี.
คนดียิ่งกว่าคนดี เป็นไฉน ? บุคคลบางคน ตนเองเป็นผู้มีความ
เห็นชอบ ฯลฯ มีวิมุตติชอบ ยังชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้เรียกว่า
คนดียิ่งกว่าคนดี.
จบทุติยปาปธัมมสูตรที่ ๘
แม้ในทุติยปาปธรรมสูตรที่ ๘ ก็นัยนี้เหมือนกัน
๙. ตติยปาปธัมมสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้มีธรรมลามก
[๒๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงคนมีธรรมชั่วและคนมี
ธรรมชั่วยิ่งกว่าคนมีธรรมชั่ว กับคนมีธรรมดี และคนมีธรรมดียิ่งกว่าคนมี
ธรรมดี ท่านทั้งหลายจงฟัง ทำในใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุทั้งหลายรับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คนมี
ธรรมชั่วเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ทำปาณาติบาต อทินนาทาน

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 561 (เล่ม 35)

กาเมสุมิจฉาจาร พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีอภิชฌา
มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด นี้เรียกว่า คนมีธรรมชั่ว.
คนมีธรรมชั่วยิ่งกว่าคนมีธรรมชั่วเป็นไฉน ? บุคคลบางคนตนเอง
เป็นผู้ทำปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นผิด ยังชักชวนผู้อื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย
นี้เรียกว่า คนมีธรรมชั่วยิ่งกว่าคนมีธรรมชั่ว.
คนมีธรรมดีเป็นไฉน บุคคลบางคนเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ
มีความเห็นชอบ นี้เรียกว่า คนมีธรรมดี.
คนมีธรรมดียิ่งกว่าคนมีธรรมดี เป็นไฉน ? บุคคลบางคนตนเอง
เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ยังชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่าง
นั้นด้วย นี้เรียกว่า คนมีธรรมดียิ่งกว่าคนมีธรรมดี.
จบตติยปาปธัมมสูตรที่ ๙
อรรถกถาตติยปาปธัมมสูตร
พึงทรามวินิจฉัยในตติยปาปธัมมสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปาปธมฺมํ ได้แก่ ธรรมลามก. บทว่า กลฺยาณธมฺมํ ได้แก่
ธรรมอัน ไม่มีโทษ. คำที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาตติยปาปธัมมสูตรที่ ๙

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 562 (เล่ม 35)

๑๐. จตุตถปาปธัมมสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้มีธรรมลามก
[๒๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงคนมีธรรมชั่วและคนมี
ธรรมชั่วยิ่งกว่าคนมีธรรมชั่ว กับคนมีธรรมดี และคนมีธรรมดียิ่งกว่าคนมี
ธรรมดี ท่านทั้งหลายจงพึง ทำในใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุทั้งหลายรับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คนมี
ธรรมชั่ว เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความเห็นผิด ดำริผิด
เจรจาผิด ทำการงานผิด เลี้ยงชีวิตผิด เพียรผิด ตั้งสติผิด ทำสมาธิผิด
มีญาณผิด มีวิมุตติผิด นี้เรียกว่า คนมีธรรมชั่ว.
คนมีธรรมชั่วยิ่งกว่าคนมีธรรมชั่ว เป็นไฉน ? บุคคลบางคนตนเอง
เป็นผู้มีความเห็นผิด ฯลฯ มีวิมุตติผิด ยังชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย
นี้เรียกว่า คนมีธรรมชั่วยิ่งกว่าคนมีธรรมชั่ว.
คนมีธรรมดี เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้มีความเห็นชอบ ฯลฯ
มีวิมุตติชอบ นี้เรียกว่า คนมีธรรมดี.
คนมีธรรมดียิ่งกว่าคนมีธรรมดี เป็นไฉน ? บุคคลบางคนตนเอง
เป็นผู้มีความเห็นชอบ ฯลฯ มีวิมุตติชอบ ยังชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย
นี้เรียกว่า คนมีธรรมดียิ่งกว่าคนมีธรรมดี.
จบจตุตถปาปธัมมสูตรที่ ๑๐
จบสัปปุริสวรรคที่ ๑
แม้ในอรรกถาจตุตถปาปธัมมสูตรที่ ๑๐ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ใน
วรรคนี้ ท่านกล่าวถึงปฏิปทาของผู้ครองเรือนในสูตรแม้ทั้ง ๑๐. หากคฤหัสถ์
เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี ย่อมควรเหมือนกัน.
จบสัปปุริสวรรควรรณนาที่ ๑

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 563 (เล่ม 35)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สิกขาปทสูตร ๒. อัสสัทธสูตร ๓. สัตตกัมมสูตร ๕. ทส-
กัมมสูตร ๕. อัฏฐังคิกสูตร ๖. ทสมัคคสูตร ๗. ปฐมปาปธัมมสูตร
๘. ทุติยปาปธัมมสูตร ๙. ตติยปาปธัมมสูตร ๑๐. จตุตถปาปธัมมสูตร
และอรรถกถา.

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 564 (เล่ม 35)

โสภนวรรคที่ ๒
๑. ปริสาสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้ประทุษร้ายบริษัท ๔ จำพวก
[๒๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประทุษร้ายบริษัท ๔ จำพวกนี้
๔ จำพวกเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่าประทุษร้าย
บริษัท ๑ ภิกษุณีผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่า ประทุษร้ายบริษัท ๑
อุบาสกผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่า ประทุษร้ายบริษัท ๑ อุบาสิกาผู้ทุศีล
มีธรรมอันลามก ชื่อว่า ประทุษร้ายบริษัท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล
๔ จำพวกนี้แล เป็นผู้ประทุษร้ายบริษัท.
บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวก
เป็นไฉน คือ ภิกษุผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่า ผู้ทำบริษัทให้งาม ๑
ภิกษุณีผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่า ผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ อุบาสกผู้มีศีล
มีธรรมอันงาม ชื่อว่า ผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ อุบาสิกาผู้มีศีล มีธรรมอันงาม
ชื่อว่า ผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔
จำพวกนี้แล.
จบปริสาสูตรที่ ๑

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 565 (เล่ม 35)

โสภนวรรควรรณนาที่ ๒
อรรถกถาปริสาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปริสาสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า ปริสทูสนะ เพราะประทุษร้ายบริษัท. ชื่อว่า ปริสโสภนะ
เพราะยังบริษัทให้งาม.
จบอรรถกถาปริสาสูตรที่ ๑
๒. ทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
[๒๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
เหมือนถูกนำมาโยนลงในนรก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ กายทุจริต ๑
วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เหมือนถูกนำมาโยนลงในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เหมือน
ถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ในสวรรค์ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ กายสุจริต ๑
วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑ สัมมาทิฏฐิ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เหมือนถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ใน
สวรรค์.
จบทิฏฐิสูตรที่ ๒

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 566 (เล่ม 35)

อรรถกถาทิฏฐิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทิฏฐิสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
มิจฉาทิฏฐิ แม้นับเนื่องอยู่ในมโนทุจริต ท่านกล่าวไว้ต่างหากก็เพราะ
มีโทษมาก ส่วนสัมมาทิฏฐิท่านกล่าวด้วยเป็นปฏิปักษ์ต่อมิจฉาทิฏฐินั้น.
จบอรรถกถาทิฏฐิสูตรที่ ๒
๓. อกตัญญตาสูตร
ว่าด้วยบุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
[๒๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
เหมือนถูกนำมาโยนลงในนรก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ กายทุจริต ๑
วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑ ความเป็นคนอกตัญญูอกตเวที ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เหมือนถูกนำมาโยนลงในนรก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เหมือน
ถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ในสวรรค์ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ กายสุจริต ๑
วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑ ความเป็นคนกตัญญูกตเวที ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เหมือนถูกเชิญมาประดิษฐาน
ไว้ในสวรรค์.
จบอกตัญญุตาสูตรที่ ๓

566