ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 547 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมบังหวนควันอย่างไร เมื่อมีความถือว่า
เราเป็นอย่างนี้ เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างอื่น เราเป็นอยู่ เราไม่เป็นอยู่
เราพึงเป็น เราพึงเป็นอย่างนี้ เราพึงเป็นอย่างนั้น เราพึงเป็นอย่างอื่น แม้ไฉน
เราพึงเป็น แม้ไฉนเราพึงเป็นอย่างนี้ แม้ไฉนเราพึงเป็นอย่างนั้น แม้ไฉน
เราพึงเป็นอย่างอื่น เราจักเป็น เราจัก เป็นอย่างนี้ เราจักเป็นอย่างนั้น
เราจักเป็นอย่างอื่น ภิกษุ ชื่อว่า ย่อมบังหวนควัน อย่างนั้นแล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมไม่บังหวนควันอย่างไร ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลายเมื่อไม่มีความถือว่า เรามีอยู่ ก็ย่อมไม่มีความถือว่า เราเป็นอย่างนี้
...เราจักเป็นอย่างอื่น ภิกษุ ชื่อว่า ย่อมไม่บังหวนควัน อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุลุกโพลงอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อมีความถือว่า เรามีขันธบัญจกนี้ ก็ย่อมมีความถือว่า เราเป็นอย่างนี้ด้วย
ขันธบัญจกนี้ เราเป็นอยู่ด้วยขันธบัญจกนี้ เราไม่เป็นอยู่ด้วยขันธบัญจกนี้
เราพึงเป็นขันธบัญจกนี้ เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยขันธบัญจกนี้ เราพึงเป็นอย่าง
อื่นด้วยขันธบัญจกนี้ แม้ไฉนเราพึงเป็นด้วยขันธบัญจกนี้ แม้ไฉนเราพึงเป็น
อย่างนั้นด้วยขันธบัญจกนี้ เราจักเป็นอย่างนี้ด้วยขันบัญจกนี้ เราจักเป็นอย่าง
อื่นด้วยขันธบัญจกนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ชื่อว่า ลุกโพลง อย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่ลุกโพลงอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อไม่มีความถือว่า เรามีด้วยขันธบัญจกนี้ ก็ย่อมไม่มีความถือว่า เราเป็นอย่าง
นี้ด้วยขันธบัญจกนี้...เราจักเป็นอย่างอื่นด้วยขันธบัญจกนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุ ชื่อว่า ไม่ลุกโพลงอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุถูกไฟไหม้อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ยังละอิสมิมานะ ตัดรากขาด ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี
ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดาไม่ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ชื่อว่า
ถูกไฟไหม้อย่างนี้แล.

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 548 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่ถูกไฟไหม้อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ละอัสมิมานะได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน
ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ชื่อว่า
ไม่ถูกไฟไหม้อย่างนี้แล.
จบเปมสูตรที่ ๑๐
จบมหาวรรคที่ ๕
จบจตุตถปัณณาสก์
อรรถกถาเปมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเปมสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า น อุสฺเสเนติ ได้แก่ ไม่ยกขึ้นด้วยอำนาจทิฏฐิ. บทว่า
ปฏิสฺเสเนติ ได้แก่ มีผู้โกรธก็ไม่ถือเป็นเหตุทะเลาะบาดหมาง. บทว่า น
ธูปายติ ได้แก่ ไม่บังหวนควัน (ไม่ครุ่นคิด) ด้วยอำนาจตัณหาวิจริตอาศัย
ขันธบัญจกภายใน. บทว่า น ปชฺชลติ ได้แก่ ไม่ลุกเป็นเปลวด้วยอำนาจ
ตัณหาวิจริตอาศัยขันธบัญจกภายนอก. บทว่า น ปชฺฌายติ ได้แก่ ไม่ไหม้
ด้วยอำนาจอัสมิมานะ (การถือเราถือเขา). บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยแห่งบาลี
นั่นแล วัฏฏะวิวัฏฏะตรัสไว้แล้วในสูตรนี้.
จบอรรถกถาเปมสูตรที่ ๑๐
จบมหาวรรควรรณนาที่ ๕
จตุตถปัณณาสก์ จบบริบูรณ์

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 549 (เล่ม 35)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โสตานุคตสูตร ๒. ฐานสูตร ๓. ภัททิยสูตร ๔. สามุคิย-
สูตร ๕. วัปปสูตร ๖. สาตถสูตร ๗. มัลลิกสูตร ๘. อัตตันตปสูตร
๙. ตัณหาสูตร ๑๐. เปมสูตร และอรรถกถา.

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 550 (เล่ม 35)

วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์
สัปปุริสวรรคที่ ๑
๑. สิกขาปทสูตร
ทรงแสดงอสัปบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัปบุรุษ
[๒๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัปบุรุษ อสัปบุรุษที่ยิ่ง
กว่าอสัปบุรุษ สัปบุรุษ และสัปบุรุษที่ยิ่งกว่าสัปบุรุษ แก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงพึง จงเอาใจใส่ให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มี.
พระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็อสัปบุรุษเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นคนฆ่าสัตว์ประพฤติ
ผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาท
บุคคลนี้เรียกว่า อสัปบุรุษ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อสัปบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัปบุรุษเป็นไฉน บุคคล
บางคนในโลกนี้ เป็นคนฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการฆ่าสัตว์
อีกด้วย ลักทรัพย์ด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการลักทรัพย์อีกด้วย
ประพฤติผิดในกามด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการประพฤติผิดในกาม
อีกด้วย พูดเท็จด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการพูดเท็จอีกด้วย ดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาทด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นใน
การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาทอีกด้วย บุคคลนี้
เราเรียกว่า อสัปบุรุษยิ่งกว่าอสัปบุรุษ.

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 551 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัปบุรุษเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็น
ผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิด
ในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอัน
เป็นฐานแห่งความประมาท บุคคลนี้เราเรียกว่า สัปบุรุษ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัปบุรุษผู้ยิ่งกว่าสัปบุรุษเป็นไฉน บุคคล
บางคนในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้น จากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้
งดเว้นจากการฆ่าสัตว์อีกด้วย เป็นผู้งดเว้นจากการลักทรัพย์ด้วยตนเอง และ
ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการลักทรัพย์อีกด้วย เป็นผู้งดเว้น จากการพระพฤติ
ผิดในกามด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้น จากการพระพฤติผิดในกาม
อีกด้วย เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้น
จากการพูดเท็จอีกด้วย เป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็น
ฐานแห่งความประมาทด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาทอีกด้วย บุคคลนี้เราเรียกว่า
สัปบุรุษที่ยิ่งกว่าสัปบุรุษ.
จบสิกขาปทสูตรที่ ๑

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 552 (เล่ม 35)

สัปปุริสวรรควรรณนาที่ ๑
อรรถกถาสิกขาปทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาปทสูตรที่ ๑ แห่งปัณณาสก์ที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อสปฺปุริสํ ได้แก่ บุรุษลามก บุรุษเปล่า บุรุษหลง
บุรุษผู้ถูกทำให้บอดหนาด้วยอวิชชา. บทว่า อสปฺปุริสตรํ ได้แก่เกินอสัตบุรุษ
(อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ) พึงทราบสัตบุรุษทั้งสองนอกนี้ โดยตรงกันข้าม
กับที่กล่าวแล้ว. คำที่เหลือในบทนี้ ง่ายทั้งนั้น.
จบสิกขาบทสูตรที่ ๑
ใน ๕ สูตรต่อจากนี้ก็เหมือนในสูตรนี้ จริงอยู่ในสูตรเหล่านั้นสูตรที่
๑ ตรัสด้วยเวร ๕ สูตรที่ ๒ ตรัสด้วยอสัทธรรม สูตรที่ ๓ ตรัสด้วยกาย-
ทวารวจีทวาร สูตรที่ ตรัสด้วยมโนทวาร สูตรที่ ๕ ตรัสด้วยมิจฉัตตะ ๘
สูตรที่ ๖ ตรัสด้วยมิจฉัตตะ ๑๐.
๒. อัสสัทธสูตร
ว่าด้วยอสัตบุรุษและสัตบุรุษ
[๒๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษ และอสัตบุรุษ
ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ กับอสัตบุรุษ และสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ ท่านทั้งหลายจงฟัง
ทำในใจให้ดี เราจักกล่าว

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 553 (เล่ม 35)

ภิกษุทั้งหลายรับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่มี
ศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีการสดับน้อย เกียจคร้านหลงลืมสติ
ไม่มีปัญญา นี้เรียกว่า อสัตบุรุษ.
อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเอง
เป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีการสดับน้อย เกียจคร้าน
หลงลืมสติ ไม่มีปัญญา ยังชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้เรียกว่า
อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ.
สัตบุรุษ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ
มีโอตตัปปะ มีการสดับมาก มีความเพียร มีสติ มีปัญญา นี้เรียกว่า
สัตบุรุษ.
สัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเอง
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีการสดับมาก มีความเพียร
มีสติ มีปัญญา ยังชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้เรียกว่า สัตบุรุษ
ยิ่งกว่าสัตบุรุษ.
จบอัสสัทธสูตรที่ ๒

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 554 (เล่ม 35)

๓. สัตตกัมมสูตร
ว่าด้วยอสัปบุรุษและอสัปบุรุษยิ่งกว่าอสัปบุรุษ
[๒๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัปบุรุษ อสัปบุรุษที่ยิ่งกว่า
อสัปบุรุษ สัปบุรุษ และสัปบุรุษที่ยิ่งกว่าสัปบุรุษ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงพึง ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อสัปบุรุษเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้
เป็นคนนักฆ่าสัตว์ มักลักทรัพย์ มักประพฤติผิดในกาม มักพูดเท็จ มักพูด
คำส่อเสียด มักพูดคำหยาบ มักพูดคำเพ้อเจ้อ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้
เราเรียกว่า อสัปบุรุษ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อสัปบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัปบุรุษเป็นไฉน บุคคล
บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการฆ่าสัตว์
อีกด้วย เป็นผู้มักลักทรัพย์ด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์อีกด้วย
เป็นผู้มักประพฤติผิดในกามด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกาม
อีกด้วย เป็นผู้มักกล่าวเท็จด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้กล่าวเท็จอีกด้วย
เป็นผู้มักกล่าวคำส่อเสียดด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้กล่าวคำส่อเสียดอีกด้วย
เป็นผู้มักกล่าวคำหยาบด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้กล่าวคำหยาบอีกด้วย
เป็นผู้มักกล่าวคำเพ้อเจ้อด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้กล่าวคำเพ้อเจ้ออีกด้วย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เราเรียกว่า อสัปบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัปบุรุษ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัปบุรุษเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้
งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
งดเว้นจากมุสาวาท งดเว้นจากปิสุณวาจา งดเว้นจากผรุสวาจา งดเว้นจาก
สัมผัปปลาปะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เราเรียกว่า สัปบุรุษ.

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 555 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัปบุรุษที่ยิ่งกว่าสัปบุรุษเป็นไฉน บุคคล
บางคนในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาตด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้
งดเว้นจากปาณาติบาตอีกด้วย เป็นผู้งดเว้นจากอทินนาทานด้วยตนเอง และ
ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากอทินนาทานอีกด้วย เป็นผู้งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
ด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารอีกด้วย เป็นผู้งดเว้น
จากมุสาวาทด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากมุสาวาทอีกด้วย เป็นผู้
งดเว้นจากปิสุณวาจาด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากปิสุณวาจาอีกด้วย
เป็นผู้งดเว้นจากผรุสวาจาด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากผรุสวาจา
อีกด้วย เป็นผู้งดเว้นจากสัมผัปปลาปะด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้น
จากสัมผัปปลาปะอีกด้วย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้ เราเรียกว่าสัปบุรุษ
ที่ยิ่งกว่าสัปบุรุษ.
จบสัตตกัมมสูตรที่ ๓
๔. ทสกัมมสูตร
ว่าด้วยอสัตบุรุษและสัตบุรุษ
[๒๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษ และอสัตบุรุษ
ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ กับสัตบุรุษ และสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ ท่านทั้งหลายจงพึง
ทำในใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุทั้งหลายรับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ทำปาณาติบาต
ทำอทินนาทาน ทำกาเมสุมิจฉาจาร พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 556 (เล่ม 35)

พูดเพ้อเจ้อ มีอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด นี้เรียกว่า อสัตบุรุษ.
อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษเป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้ทำปาณาติบาต
ฯลฯ มีความเห็นผิดด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้เรียกว่า
อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ.
สัตบุรุษ เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต เว้นจาก
อทินนาทาน เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด
เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาท
มีความเห็นชอบ นี้เรียกว่า สัตบุรุษ.
สัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษเป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้เว้นจาก
ปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็น
อย่างนั้นด้วย นี้เรียกว่า สัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ.
จบทสกัมมสูตรที่ ๔
๕. อักฐังคิกสูตร
ว่าด้วยอสัตบุรุษและสัตบุรุษ
[๒๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงอสัตบุรุษ และอสัตบุรุษ
ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ กับสัตบุรุษและสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ ท่านทั้งหลายจงพึง
ทำในใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุทั้งหลายรับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
อสัตบุรุษเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความเห็นผิด ดำริผิด
เจรจาผิด ทำการงานผิด เลี้ยงชีพผิด เพียรผิด ตั้งสติผิด ทำสมาธิผิด
นี้เรียกว่า อสัตบุรุษ.

556