ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 387 (เล่ม 35)

ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้าเป็นไฉน ? บุคคลบางคนโดยปกติ มิใช่
เป็นคนมีราคะกล้า มิใคร่ได้รับทุกขโทมนัสที่เกิดเพราะราคะ มิใช่เป็นคนมี
โทสะกล้า มิใคร่ได้รับทุกขโทมนัสที่เกิดเพราะโทสะ อนึ่ง โดยปกติมิใช่
เป็นคนมีโมหะกล้า มิใคร่ได้รับทุกขโทมนัสที่เกิดเพราะโมหะ แต่อินทรีย์ ๕
คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของเขาอ่อน เพราะอินทรีย์ ๕ นี้อ่อน
เขาย่อมบรรลุอนันตริยคุณ เพื่อความสิ้นอาสวะได้ช้า นี้เรียกว่า ปฏิบัติ
สะดวก แต่รู้ได้ช้า
ปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็วเป็นไฉน ๆ บุคคลบางคนโดยปกติ มิใช่
เป็นคนมีราคะกล้า มิใคร่ได้รับทุกขโทมนัสที่เกิดเพราะราคะ โดยปกติมิใช่
เป็นคนมีโทสะกล้า มิใคร่ได้รับทุกขโทมนัสที่เกิดเพราะโทสะ อนึ่ง โดยปกติ
มิใช่เป็นคนมีโมหะกล้า มิใคร่ได้รับทุกขโทมนัสที่เกิดเพราะโมหะ ทั้งอินทรีย์
๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของเขาก็แก่กล้า เพราะอินทรีย์
๕ นี้แก่กล้า เขาย่อมบรรลุอนันตริยคุณเพื่อความสิ้นอาสวะได้เร็ว นี้เรียกว่า
ปฏิบัติสะดวก ทั้งได้รู้เร็ว
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลปฏิปทา ๔.
จบวิตถารสูตรที่ ๒
อรรถกถาวิตถารสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวิตถารสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อภิกฺขณํ แปลว่าเนือง ๆ. บทว่า อนนฺตริยํ ได้แก่
มรรคสมาธิอันให้ผลเป็นอนันตริยคุณ. บทว่า อาสวานํ ขยา ได้แก่

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 388 (เล่ม 35)

เพื่ออรหัตผล. บทว่า ปญฺจินฺทฺริยานิ ได้แก่ อินทรีย์ ๕ อันมีวิปัสสนา
เป็นที่ ๕. ก็ในบทว่า ปญฺญินฺทฺริยํ นี้ ท่านประสงค์เอาวิปัสสนาปัญญา
เท่านั้นว่า ปัญญินทรีย์. คำที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้นโดยอำนาจ ที่ตรัส
ไว้แล้ว ในบาลี.
ก็กถาจำแนกปฏิปทาเหล่านี้มีดังนี้ . ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เคยทำการ
ยึดถือมาเบื้องต้น ย่อมลำบากในการกำหนดรูป ย่อมลำบากในการกำหนดอรูป
ย่อมลำบากในการกำหนดปัจจัย ย่อมลำบากในกาลทั้งสาม ย่อมลำบากใน
มัคคามัคคะทางและมิใช่ทาง เมื่อลำบากในฐานะ ๕ อย่างนี้ ย่อมบรรลุวิปัสสนา
ครั้นบรรลุวิปัสสนาแล้ว ก็ลำบากในวิปัสสนาญาณ ๙ เหล่านั้นคือ ในอุทยัพ-
พยานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นทั้งความเกิดและความดับ) ๑ ในภัง-
คานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นความดับ) ๑ ในภยตุปัฏฐานญาณ
(ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว) ๑ ในอาทีนวานุปัสสนาญาณ
(ปรีชาคำนึงเห็นโทษ) ๑ ในนิพพิทานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงถึงความ
เบื่อหน่าย) ๑ ในมุญจิตุกามยตาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไป) ๑ ใน
สังขารุเบกขาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยความเฉยในสังขาร) ๑ ในอนุโลมญาณ
(ปรีชาคำนึงโดยสมควรแก่กำหนดรู้อริยสัจ) ๑ ในโคตรภูญาณ (ปรีชากำหนด
ญาณอันเป็นลำดับอริยมรรค) ๑ แล้วจึงบรรลุโลกุตรมรรค โลกุตรมรรคนั้น
ของภิกษุนั้น ชื่อว่าปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ลำบาก เพราะทำให้แจ้งโดยความ
หนักไปด้วยทุกข์อย่างนี้ ก็ภิกษุใดเบื้องต้นลำบากในญาณ ๕ แต่เบื้องปลาย
ไม่ลำบากในวิปัสสนาญาณ ๙ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งมรรค มรรคนั้นของภิกษุนั้น
ชื่อว่าปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว เพราะทำให้แจ้งโดยไม่หนักด้วยทุกข์
อย่างนี้. อีกสองปฏิปทาก็พึงทราบโดยอุบายนี้.

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 389 (เล่ม 35)

อนึ่ง ปฏิปทาเหล่านี้จะพึงแจ่มแจ้วก็ด้วยข้ออุปมาเปรียบด้วยคนหาโค.
โค ๔ ตัวของชายคนหนึ่งหนีเข้าไปในดง. เขาหาโคเหล่านั้นในป่าซึ่งมีหนาม
หนาทึบ ทางที่ไปก็ไปด้วยความยากลำบาก โคซ่อนอยู่ในที่อันหนาทึบเช่นนั้น
ก็เห็นด้วยความยากลำบาก. ชายคนหนึ่งไปด้วยความลำบาก โคยืนอยู่ในที่แจ้ง
ก็เห็นได้ฉับพลันทันที. อีกคนหนึ่งไปทางโล่งไม่หนาทึบ โคซ่อนอยู่เสียในที่
หนาทึบก็เห็นด้วยความยากลำบาก. อีกคนหนึ่งไปสะดวกตามทางโล่ง โคยืนอยู่
ในที่โล่งก็เห็นได้ฉับพลัน. ในข้ออุปมานั้น อริยมรรค ๔ พึงเห็นดุจโค ๔ ตัว
พระโยคาวจรดุจชายหาโค การปฏิบัติลำบากในเบื้องต้นของภิกษุผู้ลำบากในญาณ
๕ ดุจไปทางหนาทึบด้วยความยากลำบาก การเห็นอริยมรรคในเบื้องปลาย
ของผู้เหนื่อยหน่ายในญาณ ๙ ดุจการเห็นโคที่ซ่อนอยู่ในที่หนาทึบด้วยความยาก.
พึงประกอบแม้ข้ออุปมาที่เหลือโดยอุบายนี้.
จบอรรถกถาวิตถารสูตรที่ ๒
๓. อสุภสูตร
ว่าด้วยปฏิปทา ๔
[๑๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ นี้ ฯลฯ คือ
ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า
ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว
สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า
สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 390 (เล่ม 35)

ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้าเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นความไม่งาม ในร่างกาย มีความสำคัญความปฏิกูล ในอาหาร
มีความสำคัญไม่น่าเพลิดเพลินยินดี ในโลกทั้งปวง พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง
ในสังขารทั้งปวง อนึ่ง ตั้งมรณสัญญา (กำหนดความตาย) ไว้อย่างดีในภายใน
ภิกษุนั้นอาศัยเสขพละ (ธรรมอันเป็นกำลังของพระเสขะ) ๕ ประการนี้ คือ
สัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา อยู่ อินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริยะ
สติ สมาธิ ปัญญา ของเธออ่อน เพราะอินทรีย์ ๕ นี้อ่อน เธอย่อมบรรลุ
อนันตริยคุณเพื่อความสิ้นอาสวะได้ช้า นี้เรียกว่า ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า.
ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็วเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นความไม่งาม ในร่างกาย มีความสำคัญความปฏิกูล ในอาหาร
มีความสำคัญ ความไม่น่าเพลิดเพลินยินดี ในโลกทั้งปวง พิจารณาเห็นความ
ไม่เที่ยง ในสังขารทั้งปวง อนึ่ง ตั้งมรณสัญญา (กำหนดความตาย) ไว้อย่างดี
ในภายใน ภิกษุอันอาศัยเสขพละ ๕ ประการ คือ สัทธา หิริ โอตตัปปะ
วิริยะ ปัญญา อยู่ อินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
ของเธอแก่กล้าเพราะอินทรีย์ ๕ นี้แก่กล้า เธอย่อมบรรลุอนันตริยคุณเพื่อ
ความสิ้นอาสวะได้เร็ว นี้เรียกว่า ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว.
ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้าเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ได้ปฐมฌาน ฯลฯ ได้ทุติยฌาน
ฯลฯ ได้ตติยฌาน ฯลฯ ได้จตุตถฌาน ฯลฯ ภิกษุนั้นอาศัยเสขพละ ๕
ประการคือ สัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา นี้อยู่ แต่อินทรีย์ ๕ คือ
สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของเธออ่อน เพราะอินทรีย์ ๕ นี้อ่อน
เธอย่อมบรรลุอนันตริยคุณ เพื่อความสิ้นอาสวะได้ช้า นี้เรียกว่า ปฏิบัติ
สะดวก แต่รู้ได้ช้า.

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 391 (เล่ม 35)

ปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็วเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ได้ปฐมฌาน ฯลฯ ได้ทุติยฌาน
ฯลฯ ได้ตติยฌาน ฯลฯ ได้จตุตถฌาน ฯลฯ ภิกษุนั้นอาศัยเสขพละ ๕
ประการ คือ สัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา นี้อยู่ ทั้งอินทรีย์ ๕
คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของเธอก็แก่กล้า เพราะอินทรีย์ ๕
นี้แก่กล้า เธอย่อมบรรลุอนันตริยคุณเพื่อความสิ้นอาสวะได้เร็ว นี้เรียกว่า
ปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว.
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลปฏิปทา ๔.
จบอสุภสูตรที่ ๓
อรรถกถาอสุภสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอสุภสูตร ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อสุภานุปสฺสี กาเย วิหรติ ความว่า ภิกษุพิจารณาเห็น
ในกรชกายของตนว่าไม่งาม ด้วยการเข้าไปเปรียบเทียบกับอสุภะ ๑๐ ที่ตน
เห็นแล้วในภายนอกโดยนัยนี้ว่า นั่นฉันใด นี้ก็ฉันนั้น อธิบายว่า เห็นกาย
ของตนด้วยญาณ โดยเป็นสิ่งไม่งาม โดยเป็นสิ่งปฏิกูล. บทว่า อาหาเร
ปฏิกฺกุลสญฺญี ความว่า มีความสำคัญในกวฬีการาหาร ว่าเป็นปฏิกูลด้วย
อำนาจปฏิกูล ๙. บทว่า สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญี ความว่า ประกอบ
ด้วยความไม่น่ายินดี คือด้วยสัญญาว่าน่าเอือมระอา ในโลกสันนิวาสอันเป็น
ไตรธาตุ แม้ทั้งหมด. บทว่า สพฺพสํขาเรสุ อนิจฺจานุปสฺสี ความว่า
พิจารณาเห็นสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทั้งหมด โดยความเป็นของไม่เที่ยง.

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 392 (เล่ม 35)

บทว่า มรณสญฺญา ได้แก่ สัญญาอันเกิดขึ้นเพราะปรารภความตาย. บทว่า
อชฺฌตฺตํ สุปฏฺฐิตา โหติ ได้แก่ เข้าไปตั้งไว้ด้วยดีในภายในกายของตน.
ท่านกล่าววิปัสสนาอันมีกำลังด้วยเหตุเพียงเท่านี้ . บทว่า เสกฺขพลานิ ได้แก่
กำลังของพระผู้ยังต้องศึกษา. คำที่เหลือในบทนี้ง่ายทั้งนั้นโดยอำนาจบาลี.
ก็บทว่า อสุภานุปสฺสี เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงปฏิปทาลำบาก
ปฐมฌานเป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงปฏิปทาสะดวก. ด้วยว่าอสุภะเป็นต้น
มีปฏิกูลเป็นอารมณ์. ก็ตามปกติจิตที่ใฝ่รักย่อมคิดอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น
เพราะฉะนั้น เมื่อจะเจริญอสุภะเป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่า ปฏิบัติปฏิปทาลำบาก.
ปฐมฌานเป็นต้น เป็นสุขประณีต เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติปฐมฌานเป็นต้น
เหล่านั้นชื่อว่า ปฏิบัติปฏิปทาสะดวก.
ในข้อนี้มีอุปมาอันเป็นสาธารณะดังต่อไปนี้ จริงอยู่ บุรุษผู้เข้าสงคราม
ทำซุ้มแผ่นกระดานแล้วสอดอาวุธ ๕ เข้าสู่สงความ เขาประสงค์จะพักในระหว่าง
จึงเข้าไปยังซุ้มแผ่นกระดานพักผ่อน และดื่มน่าบริโภคอาหารเป็นต้น จากนั้น
เขาก็เข้าสู่สงความทำการรบต่อไป. ในข้ออุปมานั้นพึงเห็นว่า การสงคราม
กับกิเลสดุจเข้าสงคราม กำลังเป็นที่อาศัย ๕ ดุจซุ้มแผ่นกระดาน พระโยคาวจร
ดุจบุรุษเข้าสู่สงความ อินทรีย์ มีวิปัสสนาเป็นที่ ๕ ดุจเครื่องสอดอาวุธ ๕
เวลาเจริญวิปัสสนาดุจเวลาเข้าสงความ เวลาที่พระโยคาวจรเจริญวิปัสสนา
ขณะจิตตุปบาทไม่มีความยินดี ก็อาศัยพละ ๕ ปลอบจิตให้ร่าเริง ดุจเวลาที่
นักรบประสงค์จะพัก ก็เข้าไปซุ้มแผ่นกระดาน เวลาที่พระโยคาวจรครั้นปลอบ
จิตให้ร่าเริงด้วยพละ ๕ แล้วเจริญวิปัสสนาอีก ก็หันกลับมายึดพระอรหัตไว้ได้
พึงทราบเหมือนเวลาที่นักรบพักผ่อนกินดื่มแล้ว กลับเข้าสู่สงความต่อไป. ก็
ในสูตรนี้ตรัสพละ และอินทรีย์คละกัน
จบอรรถกถาอสุภสูตรที่ ๓

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 393 (เล่ม 35)

๔. ปฐมขมสูตร
ว่าด้วยปฏิปทา ๔
[๑๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ นี้ ปฏิปทา ๔ เป็นไฉน คือ
อกฺขมา ปฏิปทา ปฏิบัติไม่อดทน
ขมา ปฏิปทา ปฏิบัติอดทน
ทมา ปฏิปทา ปฏิบัติข่มใจ
สมา ปฏิปทา ปฏิบัติรำงับ
ปฏิบัติไม่อดทนเป็นไฉน ? บุคคลบางคนเขาด่า ย่อมด่าตอบ เขา
โกรธ ย่อมโกรธตอบ เขาวิวาท ย่อมวิวาทตอบ นี้เรียกว่า ปฏิบัติไม่อดทน.
ปฏิบัติอดทนเป็นไฉน ? บุคคลบางคน เขาด่า ไม่ด่าตอบ เขาโกรธ
ไม่โกรธตอบ เขาวิวาท ไม่วิวาทตอบ นี้เรียกว่า ปฏิบัติอดทน.
ปฏิบัติข่มเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัย เห็นรูปด้วยตาแล้ว
เป็นผู้ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาป-
ธรรมทั้งหลาย จะพึงไหลไปตามภิกษุผู้ไม่สำรวมอินทรีย์คือตา เพราะเห ตุ
ความไม่สำรวมอินทรีย์คือตาอันใด ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นเสียซึ่งอินทรีย์คือตา
อันนั้น รักษาอินทรีย์คือตา ถึงความสำรวมในอินทรีย์คือตา ฟังเสียงด้วยหู
แล้ว ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ลิ้มรสด้วยลิ่นแล้ว ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว
รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ.
อภิชฌาโทมนัสอกุศลบาปธรรมทั้งหลายจะพึงไหลไปตามภิกษุ ผู้ไม่สำรวม
อินทรีย์ คือ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะเหตุความไม่สำรวมอินทรีย์ คือ
หู จมูก ลิ้น กาย ใจอันใด ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นเสียซึ่งอินทรีย์ คือ หู จมูก

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 394 (เล่ม 35)

ลิ้น กาย ใจอันนั้น รักษาอินทรีย์ คือ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่า
ปฏิบัติข่มใจ
ปฏิบัติรำงับเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ไม่รับเอากาม-
วิตกที่เกิดขึ้น ย่อมละเสีย ถ่ายถอนเสีย รำงับเสีย ทำให้หายสิ้นไปเสีย
ทำให้ไม่มีในภายหลังอีก ไม่รับเอาพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ...วิหิงสา-
วิตก ที่เกิดขึ้นแล้ว ...อกุศลบาปธรรมทั้งหลายที่เกิด ๆ ขึ้นแล้วไว้ ละเสีย
ถ่ายถอนเสีย รำงับเสีย ทำให้หายสิ้นไปเสีย ทำให้ไม่มีในภายหลังอีก นี้เรียก
ว่า ปฏิบัติรำงับ.
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล ปฏิปทา ๔.
จบปฐมขมสูตรที่ ๔
อรรถกถาปฐมขมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมขมสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อกฺขมา ได้แก่ ปฏิปทาของผู้ไม่อดทน. บทว่า ขมา ได้แก่
ปฏิปทาของผู้อดทน. บทว่า ทมา ได้แก่ ปฏิปทาของผู้ฝึกอินทรีย์. บทว่า
สมา ได้แก่ ปฏิปทาของผู้สงบอกุศลวิตก. บทว่า โรสนฺตํ ปฏิโรสติ
ได้แก่ เขากระทบ ย่อมกระทบตอบ. บทว่า ภณฺฑนฺตํ ปฏิภณฺฑติ ได้แก่
เขาประหาร ย่อมประหารตอบ.
จบอรรถกถาปฐมขมสูตรที่ ๔

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 395 (เล่ม 35)

๕. ทุติยขมสูตร
ว่าด้วยปฏิปทา ๔
[๑๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ นี้ ปฏิปทา ๔ เป็นไฉน คือ
อกฺขมา ปฏิปทา ปฏิบัติไม่อดทน
ขมา ปฏิปทา ปฏิบัติอดทน
ทมา ปฏิปทา ปฏิบัติข่มใจ
สมา ปฏิปทา ปฏิบัติรำงับ
ปฏิบัติไม่อดทนเป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้ไม่ทนทานต่อ
หนาว ร้อน หิว ระหาย ต่อสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์
เสือกคลานทั้งหลาย ต่อถ้อยคำหยาบคายร้ายแรง ไม่อดกลั้นต่อเวทนาที่เกิด
ในร่างกาย อันเป็นทุกข์กล้าแข็งเผ็ดร้อนขมขื่นไม่ชื่นใจ พอที่จะปล้นชีวิต
เสียได้ นี้เรียกว่า ปฏิบัติไม่อดทน.
ปฏิบัติอดทนเป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้ทนทานต่อหนาว ร้อน
ฯลฯ ต่อถ้อยคำอันหยาบคายร้ายแรง อดกลั้นต่อเวทนาที่เกิดในร่างกาย ฯลฯ
พอที่จะปล้นชีวิตเสียได้ นี้เรียกว่า ปฏิบัติอดทน
ปฏิบัติข่มใจเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยตาแล้ว
ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ถูกต้องโผฏฐัพพะ
ด้วยกายแล้ว รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ฯลฯ ถึงความสำรวมในอินทรีย์คือตา
หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่า ปฏิบัติข่มใจ
ปฏิบัติรำงับเป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ไม่รับเอากาม-
วิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก อกุศลบาปธรรมที่เกิด ๆ ขึ้นไว้ ฯลฯ ทำให้
ไม่มีในภายหลังอีก นี้เรียกว่า ปฏิบัติรำงับ.

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 396 (เล่ม 35)

ภิกษุทั้งหลาย นี้แลปฏิปทา ๔.
จบทุติยขมสูตรที่ ๕
ทุติยขมสูตรที่ ๕ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
๖. อุภยสูตร
ว่าด้วยปฏิปทา ๔
[๑๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ นี้ ปฏิปทา ๔ เป็นไฉน คือ
ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า
ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว
สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า
สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว
ในปฏิปทา ๔ นั้น ปฏิปทาที่ลำบากทั้งรู้ได้ช้า จัดว่าเลวทั้งสองสถาน
คือเลวทั้งโดยที่ลำบาก ทั้งโดยที่ช้า ปฏิปทาที่ลำบากแต่รู้ได้เร็ว จัดว่าเลว
โดยที่ลำบาก ปฏิปทาที่สะดวกแต่รู้ได้ช้า จัดว่าเลวโดยที่ช้า ปฏิปทาที่สะดวก
ทั้งรู้ได้เร็ว จัดว่าดีทั้งสองสถาน คือ ดีทั้งโดยที่สะดวก ทั้งโดยที่เร็ว.
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลปฏิปทา ๔.
จบอุภยสูตรที่ ๖
อุภยสูตรที่ ๖ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

396