ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 367 (เล่ม 35)

๑๐. สารสูตร
ว่าด้วยสาระ ๔ ประการ
[๑๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาระ ๔ นี้ ฯลฯ คือ สีลสาระ
สมาธิสาระ ปัญญาสาระ วิมุตติสาระ นี้แล สาระ ๔ ประการ.
จบสารสูตรที่ ๑๐
จบอาภาวรรคที่ ๕
จบตติยปัณณาสก์
อรรถกถาสารสูตร
สารสูตรที่ ๑๐ บทว่า สีลสาโร คือศีลที่ให้ถึงสาระ. แม้ในบทที่เหลือ
ก็นัยนี้แล.
จบอรรถกถาสารสูตรที่ ๑๐
จบอาภาวรรควรรณนาที่ ๕
จบตติยปัณณาสก์
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ลาภาสูตร ๒. ปภาสูตร ๓. อาโลกสูตร ๔.โอภาสสูตร
๕. ปัชโชตสูตร ๖. ปฐมกาลสูตร ๗. ทุติยกาลสูตร ๘. ปฐมจริตสูตร
๙. ทุติยจริตสูตร ๑๐. สารสูตร และอรรถกถา.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 368 (เล่ม 35)

จตุตถปัณณาสก์
อินทริยวรรคที่ ๑
๑. อินทริยสูตร
ว่าด้วยอินทรีย์ ๔ ประการ
[๑๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๔ ประการนี้ ฯลฯ คือ
สทฺธินฺทฺริยํ อินทรีย์คือศรัทธา
วิริยินฺทฺริยํ อินทรีย์คือวิริยะ
สมาธินฺทฺริยํ อินทรีย์คือสมาธิ
ปญฺญินฺทฺริยํ อินทรีย์คือปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล อินทรีย์ ๔.
จบอินทริยสูตรที่ ๑
จตุตถปัณณาสก์
อินทริยวรรควรรณนาที่ ๑
อรรถกถาอินทริยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอินทริยสูตรที่ ๑ แห่งปัณณาสก์ที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า สัทธินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในสัทธาธุระ. แม้
ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล.
จบอรรถกถาอินทริยสูตรที่ ๑

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 369 (เล่ม 35)

๒. ปฐมพลสูตร
ว่าด้วยพละ ๔
[๑๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๔ นี้ ฯลฯ คือ
สทฺธาพลํ พละคือศรัทธา
วิริยพลํ พละคือวิริยะ
สมาธิพลํ พละคือสมาธิ
ปญฺญาพลํ พละคือปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล พละ ๔.
จบปฐมพลสูตรที่ ๒
ปฐมพลสูตรที่ ๒ ชื่อว่า สัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวใน
อัสสัทธิยะ (ความไม่เชื่อ). เเม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล.
๓. ทุติยพลสูตร
ว่าด้วยพละ ๔
[๑๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๔ นี้ ฯลฯ คือ
ปญฺญาพลํ พละคือปัญญา
วิริยพลํ พละคือวิริยะ
อนวชฺชพลํ พละคือกรรมอันไม่มีโทษ
สงฺคาหกพลํ พละคือการสงเคราะห์คนที่ควร
สงเคราะห์
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล พละ ๔.
จบทุติยพลสูตรที่ ๓

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 370 (เล่ม 35)

อรรถกถาทุติยพลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยพลสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนวชฺชพลํ คือ พละคือกรรมที่ไม่มีโทษ. บทว่า สงฺคา-
หกพลํ ได้แก่ พละคือการสงเคราะห์คนที่ควรสงเคราะห์.
จบอรรถกถาทุติยพลสูตรที่ ๓
๔. ตติยพลสูตร
ว่าด้วยพละ ๔
[๑๕๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๔ นี้ ฯลฯ คือ
สติพลํ พละคือสติ
สมาธิพลํ พละคือสมาธิ
อนวชฺชพลํ พละคือกรรมไม่มีโทษ
สงฺคาหกพลํ พละคือการสงเคราะห์คนที่ควร
สงเคราะห์
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล พละ ๔.
จบตติยพลสูตรที่ ๔
ตติยพลสูตรที่ ๔ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 371 (เล่ม 35)

๕. จตุตถพลสูตร
ว่าด้วยพละ ๔
[๑๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๔ นี้ ฯลฯ คือ
ปฏิสงฺขานพลํ พละคือการพิจารณา
ภาวนาพลํ พละคือการทำกุศล
อนวชฺชพลํ พละคือกรรมไม่มีโทษ
สงฺคาหกพลํ พละคือการสงเคราะห์คนที่ควร
สงเคราะห์
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล พละ ๔.
จบจตุตถพลสูตรที่ ๕
จตุตถพลสูตรที่ ๕ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
๖. กัปปสูตร
ว่าด้วยอสงไขย ๔ แห่งกัป
[๑๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสงไขย (คือระยะกาลที่นานนับไม่ได้)
แห่งกัป ๔ นี้ อสงไขย ๔ เป็นไฉน คือ
๑. สังวัฏกัป คือระยะกาลเมื่อกัปเสื่อม ยากที่จะนับว่าเท่านั้นปี
เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี หรือเท่านั้นแสนปี

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 372 (เล่ม 35)

๒. สังกัฏฏัฏฐายีกัป คือระยะกาลเมื่อกัปอยู่ในระหว่างพินาศ ก็ยาก
ที่จะนับว่าเท่านั้นปี เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี หรือเท่านั้นแสนปี
๓. วิวัฏกัป คือระยะกาลเมื่อกัปกลับเจริญ ก็ยากที่จะนับว่าเท่านั้น ปี
เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี หรือเท่านั้นแสนปี
๔. วิวัฏฏัฏฐายีกัป คือระยะกาลเมื่อกัปอยู่ในระหว่างเจริญ ก็ยากที่
จะนับว่าเท่านั้นปี เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี หรือเท่านั้นแสนปี
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล อสงไขย ๔ แห่งกัป.
จบกัปปสูตรที่ ๖
อรรถกถากัปปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกัปปสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า สํวฏฺโฏ นี้ ความเสื่อม ๓ คือ ความเสื่อมด้วยน้ำ ๑
ความเสื่อมด้วยไฟ ๑ ความเสื่อมด้วยลม ๑. เขตความเสื่อมมี ๓ คือ
อาภัสสรพรหม สุภกิณหพรหม เวหัปผลพรหม. ในคราวที่กัปเสื่อม
ด้วยไฟ ไฟย่อมไหม้ภายใต้แต่อาภัสสรพรหม. ในคราวที่เสื่อมด้วยน้ำ น้ำย่อม
ละลายแต่ภายใต้สุภกิณหพรหม. ในคราวทรามเสื่อมด้วยลม ลมย่อมทำลายภายใต้
แต่เวหัปผลพรหม. แต่เมื่อกล่าวโดยพิสดาร พุทธเขตแห่งหนึ่งย่อมพินาศ
ได้ทุกเมื่อ. นี้เป็นความสังเขปในที่นี้. ส่วนเรื่องพิสดาร ผู้ศึกษาพึงทราบได้
โดยนัยอันกล่าวไว้แล้ว ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
จบอรรถกถากัปปสูตรที่ ๖

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 373 (เล่ม 35)

๗. โรคสูตร
ว่าด้วยโรค ๒ อย่าง
[๑๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โรค ๒ อย่างนี้ โรค ๒ อย่างเป็นไฉน
คือ โรคกาย ๑ โรคใจ ๑ ปรากฏอยู่ว่าสัตว์ทั้งหลายผู้ยืนยันว่าไม่มีโรค
ทางกายตลอดเวลา ๑ ปีก็มี ยืนยันว่าไม่มีโรคทางกายตลอดเวลา ๒ ปีก็มี
๓ ปีก็มี ๔ ปีก็มี ๕ ปีก็มี ๑๐ ปีก็มี ๒๐ ปีก็มี ๓๐ ปีก็มี ๔๐ ปีก็มี ๕๐ ปีก็มี
๑๐๐ ปีก็มี ยิ่งกว่า ๑๐๐ ปีก็มี แต่ว่าผู้ที่จะยืนยันว่าไม่มีโรคทางใจแม้เพียง
เวลาครู่เดียวนั้นหาได้ยากในโลก เว้นแต่พระขีณาสพ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โรคของบรรพชิต ๔ อย่างนี้ โรคของบรรพชิต
๔ อย่างเป็นไฉน คือ
๑. ภิกษุเป็นผู้มักมาก มีความร้อนใจอยู่เสมอ ไม่สันโดษด้วยจีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยทามมีตามได้
๒. ภิกษุนั้นเมื่อเป็นผู้มักมาก มีความร้อนใจอยู่เสมอ ไม่สันโดษ
ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยตามมีตามได้แล้ว ย่อมตั้งความ
ปรารถนาลามก เพื่อจะได้ความยกย่องเพื่อจะได้ลาภสักการะและความสรรเสริญ
๓. ภิกษุนั้นวิ่งเต้นขวนขวายพยายาม เพื่อจะได้ความยกย่องเพื่อจะ
ได้ลาภสักการะและความสรรเสริญ
๔. ภิกษุนั้น เข้าสู่ตระกูลเพื่อให้เขานับถือ นั่งอยู่ (ในตระกูล) เพื่อ
ให้เขานับถือ กล่าวธรรม (ในตระกูล) เพื่อให้เขานับถือ กลั้นอุจจาระ
ปัสสาวะอยู่ (ในตระกูล) ก็เพื่อให้เขานับถือ
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล โรคของบรรพชิต ๔ อย่าง.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 374 (เล่ม 35)

เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจัก
ไม่เป็นผู้มักมาก มีความร้อนใจ ไม่สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
คิลานปัจจัยตามมีตามได้ จักไม่ตั้งความปรารถนาลามกเพื่อจะได้ความยกย่อง
เพื่อจะได้ลาภสักการะและความสรรเสริญ จักไม่วิ่งเต้นขวนขวายพยายามเพื่อ
ให้ได้ความยกย่อง เพื่อให้ได้ลาภสักการะและความสรรเสริญ จักเป็นผู้อดทน
ต่อ หนาว ร้อน หิว ระหาย ต่อสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และ
สัตว์เสือกคลานทั้งหลาย ต่อถ้อยคำอันหยาบคายร้ายแรงต่าง ๆ เป็นผู้อดกลั้น
ต่อเวทนาที่เกิดในกาย อันเป็นทุกข์กล้าแข็งเผ็ดร้อนขมขึ้น ไม่เจริญใจพอจะ
ปล้นชีวิตเสียได้ ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล.
จบโรคสูตรที่ ๗
อรรถกถาโรคสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโรคสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วิฆาตวา ได้แก่ ประกอบด้วยความร้อนใจคือทุกข์ มีความ
มักมากเป็นปัจจัย. บทว่า อสนฺตุฏโฐ ได้แก่ เป็นผู้ไม่สันโดษ ด้วยสันโดษ
๓ ในปัจจัย ๔. บทว่า อนวญฺญปฏิลาภาย ได้แก่ เพื่อได้ความยกย่อง
จากผู้อื่น. บทว่า ลาภสกฺการสิโลกปฏิลาภาย ได้แก่ เพื่อได้ลาภสักการะ
อันได้แก่ปัจจัย ๔ ที่เขาจัดไว้เป็นอย่างดี และความสรรเสริญ อันได้แก่การ
กล่าวยกย่อง. บทว่า สงฺขาย กุลานิ อุปสงฺกมติ ได้แก่ เข้าไปสู่ตระกูล
เพื่อรู้ว่า ชนเหล่านี้รู้จักเราไหม. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถาโรคสูตรที่ ๗

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 375 (เล่ม 35)

๘. ปริหานิสูตร
ว่าด้วยพิจารณาเห็นธรรม ๔
[๑๕๘] พระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายมา ฯลฯ แสดงธรรมว่า
อาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม พิจารณาเห็น
ธรรม ๔ ประการมีอยู่ในตน ผู้นั้นพึงสันนิษฐานได้ว่าตนเสื่อมจากกุศลธรรม
ทั้งหลาย เพราะการที่มีธรรม ๔ ประการอยู่ในคนนั่น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่าเป็นความเสื่อม ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ความมีราคะ
หนาแน่น ๑ ความมีโทสะหนาแน่น ๑ ความมีโมหะหนาแน่น ๑
ไม่มีปัญญาจักษุก้าวไปในฐานะและอฐานะอันลึก ๑ ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็น
ภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม พิจารณาเห็นธรรม ๔ ประการนี้มีอยู่ในตน พึง
สันนิษฐานได้ว่าตนเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะการที่มีธรรม ๔ ประการ
นี้อยู่ในตนนั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นความเสื่อม
อาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม พิจารณา
เห็นธรรม ๔ ประการนี้มีอยู่ในตน พึงสันนิษฐานได้ว่าคนไม่เสื่อมจากกุศล-
ธรรมทั้งหลาย เพราะการที่มีธรรม ๔ ประการนั้นอยู่ในตนนั่น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ความ
มีราคะเบาบาง ๑ ความมีโทสะเบาบาง ๑ ความมีโมหะเบาบาง ๑
มีปัญญาจักษุก้าวไปในฐานะและอฐานะอันลึก ๑ ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ
ก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม พิจารณาเห็นธรรม ๔ ประการที่มีอยู่ในตน พึงสัน-
นิษฐานได้ว่าตนไม่เสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะการที่มีธรรม ๔ ประการ
นี้อยู่ในตนนั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม.
จบปริหานิสูตรที่ ๘

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 376 (เล่ม 35)

อรรถกถาปริหานิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปริหานิสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า คมฺภีเรสุ ได้แก่ ลึกโดยอรรถ. บทว่า ฐานาฐาเนสุ
ได้แก่ ในเหตุและมิใช่เหตุ. บทว่า น กมติ ได้แก่ ไม่นำไปคือไม่เป็นไป.
ในบทว่า ปญฺญาจกฺขุํ นี้ แม้ปัญญาเกิดจากการเรียน การสอบถามก็ควร
แม้ปัญญาเกิดจากการพิจารณา การแท้งตลอดก็ควร.
จบอรรถกถาปริหานิสูตรที่ ๘
๙. ภิกขุนีสูตร
ว่าด้วยภิกษุณีส่งบุรุษไปหาพระอานนท์
[๑๕๙] สมัยหนึ่ง พระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม กรุงโกสัมพี
ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่งเรียกบุรุษผู้หนึ่งมาสั่งว่า มานีแน่ะท่าน ขอท่านจงไป
หาพระผู้เป็นเจ้าอานนท์ ไปถึงแล้วจงกราบเท้าพระผู้เป็นเจ้าอานนท์ตามคำ
ของข้าพเจ้าว่า ภิกษุณีชื่อนี้อาพาธเสวยทุกขเวทนาเป็นไข้หนัก เธอกราบเท้า
พระผู้เป็นเจ้าอานนท์ ดังนี้แล้วจงกราบเรียนว่า สาธุ ขอพระผู้เป็นเจ้าอานนท์
จงได้กรุณาไปเยี่ยมภิกษุณีนั้น ณ สำนักภิกษุณีด้วยเถิด
บุรุษนั้นรับคำแล้ว ไปหาพระอานนท์ ไปถึง อภิวาทแล้วนั่งลง
ข้างหนึ่ง จึงกราบเรียนตามที่ภิกษุณีนั้นสั่งมา พระอานนท์รับโดยดุษณีภาพ
ครั้งนั้น เวลาเช้า พระอานนท์ครองสบงแล้วถือบาตรและจีวรไป
สำนักภิกษุณี ภิกษุณีรูปนั้นเห็นท่านแต่ไกล (แสร้ง) นอนคลุมโปงอยู่บนเตียง

376