ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 357 (เล่ม 35)

อรรถกถานิกกัฏฐสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในนิกกัฏฐสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า นิกฺกฏฺฐกาโย แปลว่า มีกายออกไป. บทว่า อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต
แปลว่า มีจิตไม่ออก. ท่านอธิบายว่า คนมีกายเท่านั้นออกจากบ้าน แม้อยู่ใน
ป่า ก็ยังเอาจิตเข้าบ้านอยู่นั่นเอง. เนื้อความในบททุกบท พึงทราบโดยนัยนี้.
จบอรรถกถานิกกัฏฐสูตรที่ ๘
๙. ธัมมกถิกสูตร
ว่าด้วยธรรมกถึก ๔ จำพวก
[๑๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึก ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวก
เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ กล่าวธรรมน้อย
และไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งบริษัทก็เป็นผู้ไม่ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่
ประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ ย่อมถึงการนับว่า เป็นธรรมกถึกสำหรับ
บริษัทเห็นปานนั้น ๑ อนึ่ง ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวธรรมน้อย
และประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งบริษัทก็เป็นผู้ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประ-
โยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ ย่อมถึงการนับว่า เป็นธรรมกถึกสำหรับบริษัท
เป็นปานนั้น ๑ อนึ่ง ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวธรรมมาก แต่
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งบริษัทก็เป็นผู้ไม่ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่
ประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ ย่อมถึงการนับว่า เป็นธรรมกถึกสำหรับ
บริษัทเห็นปานนั้น ๑ อนึ่ง ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวธรรมมาก
และประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งบริษัทก็เป็นผู้ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่
ประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ ย่อมถึงการนับว่า เป็นธรรมกถึกสำหรับ
บริษัทเห็นปานนั้น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึก ๔ จำพวกนี้แล.
จบธัมมกถิกสูตรที่ ๙

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 358 (เล่ม 35)

อรรถกถาธัมมกถิกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในธัมมกถิกสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อสหิตํ คือ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์. บทว่า น กุสลา
โหติ คือ เป็นผู้ฉลาด. บทว่า สหิตาสหิตสฺส ความว่า ต่อสิ่งที่
ประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์. เนื้อความในบท
ทั้งปวงพึงทราบอย่างนี้.
จบอรรถกถาธัมมกถิกสูตรที่ ๙
๑๐. วาทีสูตร
ว่าด้วยนักพูด ๔ จำพวก
[๑๔๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นักพูด ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน ?
นักพูดย่อมจำนนโดยอรรถ แต่ไม่จำนนโดยพยัญชนะก็มี นักพูดจำนนโดย
พยัญชนะแต่ไม่จำนนโดยอรรถก็มี นักพูดจำนนทั้งโดยอรรถทั้งโดยพยัญชนะ
ก็มี นักพูดไม่จำนนทั้งโดยอรรถทั้งโดยพยัญชนะก็มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นักพูด ๔ จำพวกนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุผู้ประกอบด้วยปฏิสัม-
ภิทา ๔ พึงถึงความจำนนโดยอรรถหรือโดยพยัญชนะ นี้ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่
โอกาส.
จบวาทีสูตรที่ ๑๐
จบปุคคลวรรคที่ ๔

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 359 (เล่ม 35)

อรรถกถาวาทีสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวาทีสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อตฺถโต ปริยาทานํ คจฺฉติ ความว่า นักพูดถูกถามถึง
คำอรรถก็ยอมจำนนสิ้นท่าไม่สามารถจะตอบโต้. บทว่า โน พฺยญฺชนโต
ความว่า แต่พยัญชนะของเขายังไปได้ ก็ไม่ยอมจำนน. ในบททุกบทก็นัยนี้แล.
จบอรรถกถาวาทีสูตรที่ ๑๐
จบปุคคลวรรควรรณนาที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สังโยชนสูตร ๒. ปฏิภาณสูตร ๓. อุคฆฏิตัญญุสูตร ๔. อุฏ-
ฐานสูตร ๕. สาวัชชสูตร ๖. ปฐมสีลสูตร ๗. ทุติยสีลสูตร ๘. นิกกัฏฐ-
สูตร ๙. ธัมมกถิกสูตร ๑๐. วาทีสูตร และอรรถกถา.

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 360 (เล่ม 35)

อาภาวรรคที่ ๕
๑. อาภาสูตร
ว่าด้วยแสงสว่าง ๔
[๑๔๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ นี้ ฯลฯ คือ
จนฺทาภา แสงสว่างแห่งดวงจันทร์
สุริยาภา แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์
อคฺคาภา แสงสว่างแห่งไฟ
ปญฺญาภา แสงสว่างแห่งปัญญา
นี้แล แสงสว่าง ๔ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาแสงสว่าง ๔ นี้ แสงสว่าง
แห่งปัญญาเป็นเลิศ.
จบอาภาสูตรที่ ๑
อาภาวรรควรรณนาที่ ๕
อรรถกถาอาภาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอาภาสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
ดวงจันทร์นั้นแล ชื่อว่าจันทาภา ด้วยอำนาจส่องรัศมี. แม้ในบท
ที่เหลือก็นัยนี้แล.

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 361 (เล่ม 35)

แม้ในสูตรที่สองเป็นต้น ดวงจันทร์ ชื่อว่าจันทาภา ด้วยอำนาจ
ส่องแสง. ดวงจันทร์ ชื่อว่าจันทาโลก ด้วยอำนาจส่องสว่าง. ดวงจันทร์
ชื่อว่าจันโทภาส ด้วยอำนาจเปล่งแสง. ดวงจันทร์ ชื่อว่าจันทัปปัชโชต ด้วย
อำนาจส่องโชติช่วง. เนื้อความในบททั้งปวงพึงทราบอย่างนี้.
จบอรรถกถาอาภาสูตรที่ ๑
๒. ปภาสูตร
ว่าด้วยแสง ๔ ประการ
[๑๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสง ๔ นี้ ฯลฯ คือ
จนฺทปฺปภา แสงดวงจันทร์
สุริยปฺปภา แสงดวงอาทิตย์
อคฺคิปฺปภา แสงไฟ
ปญฺญาปภา แสงปัญญา
นี้แล แสง ๔ ประการ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาแสง ๔ นี้ แสงปัญญา
เป็นเลิศ.
จบปภาสูตรที่ ๒

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 362 (เล่ม 35)

๓. อาโลกสูตร
ว่าด้วยความสว่าง ๔
[๑๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสว่าง ๔ นี้ ฯลฯ คือ
จนฺทาโลโก ความสว่างแห่งดวงจันทร์
สุริยาโลโก ความสว่างแห่งดวงอาทิตย์
อคฺคาโลโก ความสว่างแห่งไฟ
ปญฺญาโลโก ความสว่างแห่งปัญญา
นี้แล ความสว่าง ๔ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาความสว่าง ๔ นี้
ความสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ.
จบอาโลกสูตรที่ ๓
๔. โอภาสสูตร
ว่าด้วยโอภาส ๔
[๑๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โอภาส ๔ นี้ ฯลฯ คือ
จนฺโทภาโส โอภาสแห่งดวงจันทร์
สุริโยภาโส โอภาสแห่งดวงอาทิตย์
อคฺคภาโส โอภาสแห่งไฟ
ปญฺโญภาโส โอภาสแห่งปัญญา
นี้แล โอภาส ๔ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาโอภาส ๔ นี้ โอภาสแห่งปัญญา
เป็นเลิศ.
จบโอภาสสูตรที่ ๔

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 363 (เล่ม 35)

๕. ปัชโชตสูตร
ว่าด้วยความโพลง ๔
[๑๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความโพลง ๔ นี้ ฯลฯ คือ
จนฺทปฺปชฺโชโต ความโพลงแห่งดวงจันทร์
สุริยปฺปชฺโชโต ความโพลงแห่งดวงอาทิตย์
อคฺคิปฺปชฺโชโต ความโพลงแห่งไฟ
ปญฺญาปชฺโชโต ความโพลงแห่งปัญญา
นี้แล ความโพลง ๔ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาความโพลง ๔ นี้
ความโพลงแห่งปัญญาเป็นเลิศ.
จบปัชโชตสูตรที่ ๕
๖. ปฐมกาลสูตร
ว่าด้วยกาล ๔
[๑๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ นี้ ฯลฯ คือ
กาเลน ธมฺมสฺสวนํ การฟังธรรมตามกาล
กาเลน ธมฺมสากจฺฉา การสนทนาธรรมตามกาล
กาเลน สมโถ การทำสมถะตามกาล
กาเลน วิปสฺสนา การทำวิปัสสนาตามกาล
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล กาล ๔.
จบปฐมกาลสูตรที่ ๖

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 364 (เล่ม 35)

อรรถกถาปฐมกาลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมกาลสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาลา คือกาลที่เหมาะที่ควร. บทว่า กาเลน ธมฺมสฺสวนํ
ได้แก่ การฟังธรรมในเวลาที่เหมาะที่ควร. บทว่า ธมฺมสากจฺฉา ความว่า
การสนทนาที่เป็นไปด้วยอำนาจการถามและการตอบปัญหา.
จบอรรถกถาปฐมกาลสูตรที่ ๖
๗. ทุติยกาลสูตร
ว่าด้วยกาล ๔
[๑๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ นี้ อันบุคคลบำเพ็ญโดยชอบ
เปลี่ยนแปลงโดยชอบอยู่ ย่อมจะยังบุคคลให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับ กาล
๔ คืออะไร คือ ฟังธรรมตามกาล ๑ สนทนาธรรมตามกาล ๑ ทำ
สมถะตามกาล ๑ ทำวิปัสสนาตามกาล ๑ นี้แลกาล ๔ บุคคลบำเพ็ญ
โดยชอบ เปลี่ยนแปลงโดยชอบอยู่ ย่อมจะยังบุคคลให้ถึงความสิ้นอาสวะโดย
ลำดับ
ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหนาตกบนภูเขา น้ำไหลไป
ตามที่ลุ่ม ยังซอกเขาและลำรางทางน้ำให้เต็ม ซอกเขาและลำรางทางน้ำเต็ม
แล้ว ย่อมยังหนองให้เต็ม หนองเต็มแล้ว ย่อมยังบึงให้เต็ม บึงเต็มแล้ว
ย่อมยังคลองให้เต็ม คลองเต็มแล้ว ย่อมยังแม่น้ำให้เต็ม แม่น้ำเต็มแล้ว
ย่อมยังทะเลให้เต็ม ฉันใด กาล ๔ นี้ เมื่อบุคคลบำเพ็ญโดยชอบ เปลี่ยนแปลง
โดยชอบอยู่ ย่อมยังบุคคลให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับฉันนั้นแล.
จบทุติยกาลสูตรที่ ๗

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 365 (เล่ม 35)

อรรถกถาทุติยกาลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยกาลสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาลา นั่นเป็นชื่อแห่งกุศลธรรมที่เป็นไปด้วยอำนาจการฟัง
ธรรมเป็นต้นในกาลนั้น ๆ กาลเหล่านั้น จักแจ่มชัด และจักเป็นไป. บทว่า
อาสวานํ ขยํ ได้แก่ พระอรหัต.
จบอรรถกถาทุติยกาลสูตรที่ ๗
๘. ปฐมจริตสูตร
ว่าด้วยวจีทุจริต ๔
[๑๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วจีทุจริต ๔ นี้ ฯลฯ คือ
มุสาวาโท พูดเท็จ
ปิสุณา วาจา พูดส่อเสียด
ผรุสา วาจา พูดคำหยาบ
สมฺผปฺปลาโป พูดเหลวไหล
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล วจีทุจริต ๔.
จบปฐมจริตสูตรที่ ๘
ปฐมจริตสูตรที่ ๘ ง่ายทั้งนั้น.

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 366 (เล่ม 35)

๙. ทุติยจริตสูตร
ว่าด้วยวจีสุจริต ๔
[๑๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วจีสุจริต ๔ นี้ ฯลฯ คือ
สจฺจวาจา พูดจริง
อปิสุณวาจา ไม่พูดส่อเสียด
สณฺหวาจา พูดสุภาพ
มนฺตาภาสา พูดด้วยปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล วจีสุจริต ๔.
จบทุติยจริตสูตรที่ ๙
อรรถกถาทุติยจริตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยจริตสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สณฺหวาจา ได้แก่ วาจาอ่อนโยน. บทว่า มนฺตาภาสา
ได้แก่ เรื่องที่กำหนดด้วยปัญญา ที่เรียกว่ามันตาแล้ว จึงกล่าว.
จบอรรถกถาทุติยจริตสูตรที่ ๙

366