ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 337 (เล่ม 35)

อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๓ ย่อมปรากฏ
เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตประกาศอนุตรธรรมจักร เมื่อนั้น
แสงสว่างอย่างยิ่ง หาประมาณมิได้ ย่อมปรากฏในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย แม้ในโลกันตริกนรกอันโล่งโถง ไม่มี
อะไรปิดบัง มืดมิดมองไม่เห็นอะไร ซึ่งแสงสว่างแห่งพระจันทร์และพระ
อาทิตย์ที่มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนั้นส่องไม่ถึง แต่แสงสว่างอย่างยิ่ง หา
ประมาณมิได้ ย่อมปรากฏแม้ในโลกันตริกนรกนั้น ล่วงเทวานุภาพของเทวดา
ทั้งหลาย แม้พวกสัตว์ที่เกิดในนรกนั้น ย่อมจำกันและกันได้ด้วยแสงสว่าง
นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า แม้สัตว์เหล่าอื่นผู้เกิดในที่นี้ก็มี (ไม่ใช่มีแต่เรา)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๔ ย่อมปรากฏ เพราะ
ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการนี้ ย่อม
ปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
จบปฐมอัจฉริยสูตรที่ ๗
อรรถกถาปฐมอัจฉริยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอัจฉริยสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปาตุภาวา คือเพราะปรากฏขึ้น. ในบทว่า กุจฺฉึ โอกฺกมตึ
นี้ ความว่า เป็นผู้ลงสู่ครรภ์แล้ว. ความจริง เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นลงแล้ว
แสงสว่างก็เป็นอย่างนั้น เมื่อกำลังหยั่งลง แสงสว่างก็เป็นอย่างนั้น. บทว่า

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 338 (เล่ม 35)

อปฺปมาโณ ได้แก่ มีประมาณเพิ่มขึ้น คือไพบูลย์กว้างขวาง. บทว่า อุฬาโร
เป็นไวพจน์ของบทว่า อปฺปมาโณ นั้นเอง ในบทว่า เทวานํ เทวานุ
ภาวํ นี้ ได้แก่ อานุภาพอันหาประมาณมิได้ของเหล่าเทวดา รัศมีของผ้าที่นุ่ง
แผ่ไปได้ตลอด ๑๒ โยชน์ ของสรีระก็อย่างนั้น ของวิมานก็อย่างนั้น อธิบายว่า
ล่วงเทวานุภาพแห่งเทวดานั้น. บทว่า โลกนฺตริกา ความว่า ที่ว่างใน
ระหว่างสามจักรวาล จะมีโลกันตริกนรกอยู่แห่งหนึ่ง เหมือนระหว่างล้อเกวียน
ทั้งสามล้อ ที่ถึงกันแล้วหรือตั้งจดติดกันและกัน ก็มีที่ว่างตรงกลาง. ก็โลกัน-
ตริกนรกนั้น ว่าโดยประมาณได้แปดพันโยชน์. บทว่า อฆา คือเปิดเป็นนิตย์.
บทว่า อสํวุตา คือไม่มีฐานที่ตั้งแม้ภายใต้. บทว่า อนฺธการา คือมืด.
บทว่า อนฺธการติมิสา ความว่า ประกอบด้วย ความมืด ทำให้เป็นเหมือน
ตาบอดเพราะห้ามการเกิดขึ้นแห่งจักษุวิญญาณ ได้ยินว่า จักษุวิญญาณไม่เกิด
ในโลกันตริกนรกนั้น. บทว่า เอวํมหิทฺธิกานํ ความว่า ได้ยินว่า ดวงจันทร์
และดวงอาทิตย์ปรากฏในทวีปทั้งสาม พร้อมคราวเดียวกัน จึงมีฤทธิ์มากอย่างนี้
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่าง กำจัดมืดได้เก้าแสนโยชน์ ในทิศแต่
ละทิศจึงมีอานุภาพมากอย่างนี้. บทว่า อาภา นานุโภนฺติ คือแสงสว่าง
ไม่พอ. ได้ยินว่า ดวงจันท์และดวงอาทิตย์เหล่านั้น โคจรไปท่ามกลาง
จักรวาลบรรพต ล่วงเลยจักรวาลบรรพตไปก็เป็นโลกันตริกนรก เพราะฉะนั้น
แสงสว่างแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เหล่านั้น จึงส่องไปไม่ถึงในที่นั้น.
บทว่า เยปิ ตตฺถ สตฺตา ความว่า สัตว์แม้เหล่าใดเกิดแล้วใน
โลกันตรมหานรกนั้น ถามว่า สัตว์เหล่านั้น ทำกรรมอะไร จึงเกิดในโลกัน-
ตริกนรกนั้น. ตอบว่า สัตว์ผู้ทำกรรมหนัก ทารุณต่อมารดาบิดาและความผิด
ร้ายแรงต่อสมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม และทำกรรมสาหัสอื่นมีฆ่าสัตว์ทุก ๆ วัน
เป็นต้น จึงไปเกิดดุจอภัยโจรและนาคโจรเป็นต้น ในตามพปัณณิทวีป (ลังกา)

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 339 (เล่ม 35)

สัตว์เหล่านั้นมีอัตภาพขนาด ๓ คาวุต มีเล็บยาวเหมือนค้างคาว เอาเล็บเกาะ
ห้อยอยู่ที่เชิงเขาจักรวาล คล้ายค้างคาวเกาะห้อยอยู่ที่ต้นไม้ฉะนั้น เมื่อมือ
เปะปะไปถูกกันและกันเข้า ต่างก็สำคัญว่าเราได้เหยื่อแล้ว ดังนี้ แล่นไล่
หมุนไปรอบ ๆ ก็พลัดตกไปในน้ำรองโลก คล้ายผลมะซางเมื่อถูกลมประหาร
อยู่ก็ขาดตกไปในน้ำ พอตกลงไปถึงก็เปื่อยย่อยไปในน้ำกรด ราวกะ
แป้งตกน้ำละลายไปฉะนั้น . บทว่า อญฺเญปิ กิร โภ สนฺติ สตฺตา
ความว่า สัตว์เหล่านั้นเห็นกันในวันนั้น จึงได้รู้ว่า ได้ยินว่า สัตว์เหล่าอื่น
มาเกิดในที่นี้ เพื่อเสวยทุกข์นี้ เหมือนเราทั้งหลายเสวยทุกข์ใหญ่อยู่ฉะนั้น.
แต่แสงสว่างนี้จะสว่างอยู่แม้เพียงดื่มยาคูอีกหนึ่งก็หามิได้ สว่างอยู่ชั่วเวลาที่สัตว์
หลับแล้วตื่นขึ้นอารมณ์แจ่มใสฉะนั้น . ส่วนพระทีฆภาณกาจารย์ กล่าวว่า
แสงสว่างนั้น ส่องเพียงพอสัตว์พูดว่านี้อะไร ก็หายไป คล้ายแสงสว่างฟ้าแลบ
ชั่วลัดนิ้วมือเท่านั้น.
จบอรรถกถาปฐมอัจฉริยสูตรที่ ๗
๘. ทุติยอัจฉริยสูตร
ว่าด้วยความอัศจรรย์ ๔ ในพระตถาคตเจ้า
[๑๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการ
ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔
ประการเป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีอาลัย (คือกามคุณ)
เป็นที่รื่นรมย์ ยินดีในอาลัย บันเทิงในอาลัย เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอัน
หาความอาลัยมิได้อยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 340 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๑ ย่อมปรากฏ เพราะ
ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีมานะ (ความถือตัว) เป็นที่รื่นรมย์
ยินดีในมานะ บันเทิงในนานะ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันเป็นเครื่อง
ปราบปรามมานะอยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๒ ย่อมปรากฏ เพราะ
ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีความไม่สงบเป็นที่รื่นรมย์ ยินดีแล้ว
ในความไม่สงบ บันเทิงในความไม่สงบ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันกระทำ
ความสงบอยู่. หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เลยมีข้อที่ ๓ ย่อมปรากฏ เพราะ
ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในอวิชชา เป็นผู้มืด ถูกอวิชชา
รัดรึงไว้ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอัน เป็นเครื่องปราบปรามอวิชชาอยู่ หมู่
สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๔ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระ
ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการนี้ ย่อมปรากฏ
เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
จบทุติยอัจฉริยสูตรที่ ๘

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 341 (เล่ม 35)

อรรถกถาทุติยอัจฉริยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอัจฉริยสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
เบญจกามคุณหรือวัฏฏะทั้งสิ้น ชื่อว่า อาลัย เพราะอรรถว่า
พึงถูกตัณหาและทิฏฐิยึดไว้. ชื่อว่า อารามะ เพราะเป็นที่ยินดี. อาลัยเป็นที่
ยินดีของหมู่สัตว์นี้ เหตุนั้น หมู่สัตว์นี้จึงชื่ออาลยารามะมีอาลัยเป็นที่ยินดี.ชื่อว่า
อาลยรตะเพราะยินดีแล้วในอาลัย. ชื่อว่าอาลยสัมมุทิตะ เพราะบันเทิงแล้วใน
อาลัย. บทว่า อนาลเย ธมฺเม ความว่า อริยธรรมอาศัยวิวัฏฏนิพพานที่ตรงกัน
ข้ามกับอาลัย. บทว่า สุสฺสุสติ คือเป็นผู้ใคร่จะฟัง. บทว่า โสตํ โอทหติ
แปลว่า เงี่ยโสต. บทว่า อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ ความว่า เข้าไปตั้งจิต
เพื่อจะรู้ทั่วถึงธรรม. บทว่า มาโน คือ ความสำคัญ หรือวัฏฏะทั้งสิ้นนั้นแล
ชื่อว่ามานะ เพราะอรรถว่าหมู่สัตว์พึงสำคัญ. บทว่า มานวินเย ธมฺเม คือ
ธรรมที่เป็นเครื่องกำจัดเสียซึ่งมานะ. ธรรมที่ตรงกันข้ามกับความสงบ ชื่อว่า
อนุปสมณะหรือวัฏฏะนั่นเอง ชื่อว่าอนุปสมะ เพราะอรรถว่าไม่สงบแล้ว. บทว่า
โอปสมิเก ได้แก่ ธรรมที่ทำความสงบคืออาศัยวิวัฏฏะคือนิพพาน. ชื่อว่า
อวิชชาคตะ เพราะไปคือประกอบด้วยอวิชชา. ชื่อว่าอันธภูตะ เพราะเป็น
ดุจคนตาบอด เพราะถูกกองมืดคืออวิชชาปกคลุมไว้. ชื่อว่าปรโยนัทธา เพราะ
หุ้มไว้รอบด้าน. ในบทว่า อวิชฺชาวินเย พระอรหัตเรียกว่าธรรมเป็นเครื่อง
กำจัดอวิชชา เมื่อธรรมที่อาศัยธรรมเป็นเครื่องกำจัดอวิชชานั้น อันพระตถาคต
แสดงอยู่. ในสูตรนี้ตรัสวัฏฏะไว้ ๔ ฐานะ ตรัสวิวัฏฏะไว้ ๔ ฐานะ ด้วย-
ประการฉะนี้.
จบอรรถกถาทุติยอัจฉริยสูตรที่ ๘

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 342 (เล่ม 35)

๙. ตติยอัจฉริยสูตร
ว่าด้วยความอัศจรรย์ ๔ ในพระอานนท์
[๑๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการนี้
ในพระอานนท์ ๔ ประการเป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุ-
บริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์ ภิกษุบริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยการเห็น
ถ้าอานนท์กล่าวธรรมในบริษัทนั้น ภิกษุบริษัทนั้น ย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยคำที่
กล่าวนั้น ภิกษุบริษัทนั้นเป็นผู้ไม่อิ่มเลย ถ้าอานนท์เป็นผู้นิ่ง.
ถ้าภิกษุณีบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์...
ถ้าอุบาสกบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์...
ถ้าอุบาสิกาบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์ อุบาสิกาบริษัทนั้นย่อมมีใจ
ยินดี แม้ด้วยการเห็น ถ้าอานนท์กล่าวธรรมในบริษัทนั้น อุบาสิกาบริษัทนั้น
ย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยคำที่กล่าวนั้น อุบาสิกาบริษัทนั้นเป็นผู้ไม่อิ่มเลย ถ้าอานนท์
เป็นผู้นิ่ง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการนี้แล ใน
พระอานนท์.
จบตติยอัจฉริยสูตรที่ ๙
อรรถกถาตติยอัจฉริยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในตติยอัจฉริยสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภิกฺขุปริสา อานนฺทํ ทสฺสนาย ความว่า ภิกษุเหล่าใด
ประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เข้าไปหาพระเถระ หรือภิกษุเหล่าใด
ได้ฟังคุณความดีของพระเถระว่า ได้ยินว่า ท่านพระอานนท์น่าเลื่อมใสรอบด้าน

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 343 (เล่ม 35)

งานน่าชม เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ผู้ทำหมู่ให้งามดังนี้ จึงพากันมา ทรง-
หมายถึงภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสว่า ภิกษุบริษัทไปเยี่ยมอานนท์ ดังนี้ . ในบท
ทุกบทก็นัยนี้. บทว่า อตฺตมนา ความว่า ภิกษุบริษัทนั้นมีใจชื่นชม คือ
มีจิตยินดีว่า การเห็นของเราสมกับการฟังมา. บทว่า ธมฺมํ ความว่า ท่าน
กล่าวธรรมต้อนรับเห็นปานนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย สบายดีหรือ พอยังชีพ
เป็นไปได้อยู่หรือ ท่านทั้งหลาย ยังทำกิจกรรมในโยนิโสมนสิการอยู่หรือ
ท่านยังบำเพ็ญอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตรอยู่หรือดังนี้. บรรดาบุคคลเหล่านั้น
ในภิกษุณีก็จะกล่าวปฏิสันถารต่างกันดังนี้ว่า น้องหญิงทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย
ยังสมาทานครุธรรม ๘ ประพฤติอยู่หรือดังนี้. ในอุบาสกทั้งหลาย ท่านจะไม่
ทำปฏิสันการอย่างนี้ ด้วยคำว่า อุบาสกมาดีแล้ว ท่านไม่ปวดศีรษะ หรือ
อวัยวะบ้างหรือ บุตรพี่น้องชายของท่านไม่มีโรคภัยหรือดังนี้ แต่ท่านจะทำ
ปฏิสันถารอย่างนี้ว่า อุบาสกเป็นอย่างไร จงรักษาสรณะ ๓ ศีล ๕ จงทำ
อุโบสถเดือนละ ๘ ครั้งไว้เถิด จงเลี้ยงดูมารดาบิดา จงบำรุงสมณพราหมณ์
ผู้ทรงธรรมเถิดดังนี้. แม้ในอุบาสิกาทั้งหลายก็นัยนี้แล.
จบอรรถกถาตติยอัจฉริยสูตรที่ ๙
๑๐. จตุตถอัจฉริยสูตร
ว่าด้วยความอัศจรรย์ ๔ ในพระเจ้าจักรพรรดิ
[๑๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการนี้
ในพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ประการเป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ถ้าขัตติยบริษัทเข้าไปเฝ้าเยี่ยมพระเจ้าจักรพรรดิ ขัตติยบริษัทนั้นย่อมมีพระทัย

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 344 (เล่ม 35)

ยินดีแม้ด้วยการเฝ้าเยี่ยมนั้น ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิดำรัสในที่ประชุมนั้น ขัตติย-
บริษัทนั้นย่อมมีพระทัยยินดี แม้ด้วยพระดำรัส ขัตติยบริษัทย่อมเป็นผู้ไม่อิ่มเลย
ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิทรงนิ่งเสีย.
ถ้าพราหมณ์บริษัทเข้าไปเฝ้าเยี่ยมพระเจ้าจักรพรรดิ...
ถ้าคฤหบดีบริษัทเข้าไปเฝ้าเยี่ยมพระเจ้าจักรพรรดิ...
ถ้าสมณบริษัทเข้าไปเยี่ยมพระเจ้าจักรพรรดิ สมณบริษัทนั้นย่อมมีใจ
ยินดีแม้ด้วยการเฝ้าเยี่ยมนั้น ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิดำรัสในที่ประชุมนั้น สมณ-
บริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยพระดำรัส สมณบริษัทนั้นย่อมเป็นผู้ไม่อิ่มเลย
ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิทรงนิ่งเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี
๔ ประการนี้แล ในพระเจ้าจักรพรรดิ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการ ใน
พระอานนท์ฉันนั้นเหมือนกันแล ๔ ประการเป็นไฉน คือ ถ้าภิกษุบริษัท
เข้าไปเพื่อเห็นอานนท์ ภิกษุบริษัทนั้น ย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยการเห็น ถ้าอานนท์
กล่าวธรรมในที่ประชุมนั้น ภิกษุบริษัทย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยคำที่กล่าว ภิกษุ
บริษัทย่อมเป็นผู้ไม่อิ่มเลย ถ้าอานนท์นิ่งอยู่.
ถ้าภิกษุณีบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์...
ถ้าอุบาสกบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์...
ถ้าอุบาสิกาบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์ อุบาสิกาบริษัทนั้นย่อมมีใจ
ยินดี ยินดีแม้ด้วยคำที่กล่าว อุบาสิกาบริษัทย่อมเป็นผู้ไม่อิ่มเลย ถ้าอานนท์
นิ่งอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการนี้ ใน
พระอานนท์ .
จบจตุตถอัจฉริยสูตรที่ ๑๐
จบภยวรรคที่ ๓

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 345 (เล่ม 35)

อรรถกถาจตุตถอัจฉริยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในจตุตถอัจฉริยสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ขตฺติยปริสา ได้แก่เหล่าขัตติยะ ที่อภิเษกและที่ยังไม่อภิเษก.
ได้ยินว่า ขัตติยะเหล่านั้น ได้ฟังคำกล่าวพระคุณของพระเจ้าจักรพรรดินั้นว่า
ธรรมดาว่าพระเจ้าจักรพรรดิ งามน่าเลื่อมใส เที่ยวไปทางอากาศได้ปกครอง
ราชสมบัติ ทรงธรรมเป็นธรรมราชาดังนี้ เมื่อเห็นสมกับที่ได้ฟังมาก็ชื่นชม.
บทว่า ภาสติ ความว่า พระเจ้าจักรพรรดิได้ทำปฏิสันถารว่า พ่อคุณแม่คุณ
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายยิ่งบำเพ็ญราชธรรม รักษาประเพณีอยู่หรือ. ส่วนใน
พราหมณ์ทั้งหลายก็จะทรงทำปฏิสันถารอย่างนี้ว่า ท่านอาจารย์ทั้งหลาย ท่าน-
ทั้งหลาย สอนมนต์อยู่หรือ ศิษย์ทั้งหลายยังเรียนมนต์อยู่หรือ ท่านย่อมได้
ทักขิณาบ้าง ผ้าบ้าง โคแดงบ้างหรือ. ในคฤหบดีทั้งหลาย จะทรงทำปฏิสันถาร
อย่างนี้ว่า พ่อเอ๋ย ท่าน ไม่ถูกเบียดเบียน ด้วยค่าปรับสินไหม หรือด้วยเครื่อง
จองจำจากราชกูลบ้างหรือ ฝนยังตกต้องตามฤดูกาลอยู่หรือ ข้าวกล้าทั้งหลายได้ผล
สมบูรณ์หรือ. ในสมณะทั้งหลาย จะทรงทำปฏิสันถารอย่างนี้ว่า อย่างไร ท่านผู้-
เจริญ บริขารของบรรพชิตหาได้ง่ายหรือ ขอท่านทั้งหลายอย่าละเลยสมณธรรม
นี้แล.
จบอรรถกถาจตุตถอัจฉริยสูตรที่ ๑๐
จบภยวรรควรรณนาที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมภยสูตร ๒. ทุติยภยสูตร ๓. ปฐมฌานสูตร ๔. ทุติย-
ฌานสูตร ๕. ปฐมเมตตาสูตร ๖. ทุติยเมตตาสูตร ๗. ปฐมอัจฉริยสูตร
๘. ทุติยอจัฉริยสูตร ๙. ตติยอัจฉริยสูตร ๑๐. จตุตถอัจฉริยสูตร และ
อรรถกถา.

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 346 (เล่ม 35)

ปุคคลวรรคที่ ๔
๑๐. สังโยชนสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก
[๑๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
๔ จำพวกเป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังละ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้
ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้.
อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละ
สังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้-
ได้ภพไม่ได้.
อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์
อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพ
ไม่ได้.
อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์
อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ สะสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลจำพวกไหน ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์
ไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ไค้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็น
ปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ คือ พระสกทาคามี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล
ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้
ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้.

346