ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 287 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาตื้นอย่างไร การก้าว
ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส
แต่เขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกข-
นิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาตื้น ดูก่อนภิกษุ-
ทั้งหลาย ห้วงน้ำลึกเงาตื้นแม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำตื้นเงาตื้นอย่างไร การก้าว
ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวรของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส
ทั้งเขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจห่วงน้ำตื้นเงาตื้น ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำตื้นเงาตื้นแม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาลึกอย่างไร การก้าว
ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนน่าเลื่อมใส
ทั้งเขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกข -
นิโรธคานินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำลึกเงาลึก ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ห้วงน้ำลึกเงาลึกแม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ จำพวกนี้แล มี
ปรากฏอยู่ในโลก.
จบอุทกรหทสูตรที่ ๔
อรรถกถาอุทกรหทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุทกรหทสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า อุตฺตาโน คมฺภีโรภาโส เป็นต้น ความว่า ห้วงน้ำดำ
มีสีเจือด้วยน้ำใบไม้เก่า ๆ ชื่อว่ามีเงาลึก. ห้วงน้ำมีสีใสสะอาดดังแก้วมณี
ชื่อว่ามีเงาตื้น.
จบอรรถกถาอุทกหทสูตรที่ ๔

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 288 (เล่ม 35)

๕. อัมพสูตร
ว่าด้วยบุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวก
[๑๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มะม่วง ๔ อย่าง ๔ อย่างเป็นไฉน
คือ มะม่วงดิบผิวสุกอย่าง ๑ มะม่วงสุกผิวดิบอย่าง ๑ มะม่วงดิบผิวดิบอย่าง ๑
มะม่วงสุกผิวสุกอย่าง ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มะม่วง อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔
จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจมะม่วงดิบผิว
สุกจำพวก ๑ บุคคลดุจมะม่วงสุกผิวดิบจำพวก ๑ บุคคลดุจมะม่วงดิบผิวดิบ
อย่าง ๑ บุคคลดุจมะม่วงสุกผิวสุกจำพวก ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวสุกอย่างไร การก้าว
การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิบาตรและ
จีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนน่าเลื่อมใส แต่เขาไม่ทราบชัดตาม
ความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกข์สมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวสุก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มะม่วงดิบ
ผิวสุก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุกผิวดิบอย่างไร การก้าว
ฯลฯ การทรงสังฆาฎิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส
แต่เขาทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกข-
นิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุกผิวดิบ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย มะม่วงสุกผิวดิบ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวดิบอย่างไร การก้าว
ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวรของบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่น่าเลื่อมใส
ทั้งเขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 289 (เล่ม 35)

นี้ทุกขนิโรธคานินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจมะม่วงดิบผิวดิบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มะม่วงดิบผิวดิบ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุกผิวสุกอย่างไร การก้าว
ฯลฯ การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ น่าเลื่อมใส
ทั้งเขาทราบชัดตานความเป็นจริงว่า นี้ทุก  นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกข-
นิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจมะม่วงสุกผิวสุก ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย มะม่วงสุกผิวสุก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวกนี้แล มี
ปรากฏอยู่ในโลกนี้.
จบอัมพสูตรที่ ๕
อรรถกถาอัมพสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอัมพสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อามํ ปกฺกวณฺณี ความว่า เมื่อตรวจดู เป็นมะม่วงดิบ
แต่ปรากฏเหมือนสุก. บททั้งปวงพึงเห็นอย่างนี้.
จบอรรถกถาอัมพสูตรที่ ๕

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 290 (เล่ม 35)

๗. มูสิกาสูตร
ว่าด้วยบุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก
[๑๐๖] * [๑๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนู ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวก
เป็นไฉน คือ หนูขุดรูแต่ไม่อยู่จำพวก ๑ หนูอยู่แต่ไม่ขุดรูจำพวก ๑ หนูไม่ขุดรู
ไม่อยู่จำพวก ๑ หนูขุดรูด้วยอยู่ด้วยจำพวก ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนู ๔ จำพวกนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก
นี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจหนูขุดรูแต่ไม่อยู่
จำพวก ๑ บุคคลดุจหนูอยู่แต่ไม่ขุดรูจำพวก ๑. บุคคลดุจหนูไม่ขุดรูไม่อยู่
จำพวก ๑ บุคคลดุจหนูขุดรูด้วยอยู่ด้วยจำพวก ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูขุดรูแต่ไม่อยู่อย่างไร บุคคล
บางคนในโลกนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะไวยากรณ์ คาถา อุทาน
อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ แต่เขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล
บุคคลเป็นดุจหนูขุดรูแต่ไม่อยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนูขุดรูแต่ไม่อยู่ แม้
ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูอยู่แต่ไม่ขุดรูอย่างไร บุคคล
บางคนในโลกนี้ ไม่เล่าเรียนธรรม คือ สุตะ ฯลฯ เวทัลละ แต่เขาทราบชัด
ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจหนูอยู่แต่ไม่ขุดรู
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนูอยู่แต่ไม่ขุดรู แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
* สูตรนี้ปรากฏว่าขาดหายไป ในอรรถกถาแก้สูตรที่ ๕ (คือเรื่องมะม่วง) แล้วกล่าวว่า สูตร
ทั้ง ๖ เนื้อความตื้น แล้วก็แก้สูตรที่ ๗ (คือเรื่องหนู) ต่อไป ท่านผู้ชำระพระบาลีฉบับนี้ทำ
เชิงอรรถบอกไว้ว่า สูตรที่ ๖ นี้ แม้ในพระไตรปิฎกฉบับประเทศอื่น ๆ ก็ปรากฏว่าขาดหาย
ไปเหมือนกัน

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 291 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูไม่ขุดรูไม่อยู่อย่างไร บุคคล
บางคนในโลกนี้ ไม่เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ เขาไม่ทราบชัด
ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจหนูไม่ขุดรูไม่อยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนูไม่ขุดรูไม่อยู่ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบ
ฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจหนูขุดรูด้วยอยู่ด้วยอย่างไร บุคคล
บางคนในโลกนี้ เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ ทั้งทราบชัด
ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจหนูขุดรูด้วยอยู่ด้วย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หนูขุดรูด้วยอยู่ด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏ
อยู่ในโลก.
จบมูสิกาสูตรที่ ๗
อรรถกถามูสิกาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมุสิกาสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
ที่อยู่เรียกว่า รู หนูจำพวกใด ย่อมขุดรู แต่ไม่อยู่ในรูนั้น หนูจำพวกนั้น
เรียกกันว่า ขุดรู แต่ไม่อยู่. บาลีว่า ขนฺตา ดังนี้ก็มี. บททั้งปวงพึงทราบ
โดยนัยนี้.
จบอรรถกถามูสิกาสูตรที่ ๗

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 292 (เล่ม 35)

๘. พลิพัททสูตร
ว่าด้วยบุคคลเปรียบด้วยโคพลิพัท ๔ จำพวก
[๑๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัท ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวก
เป็นไฉน คือ โคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นจำพวก ๑ โคพลิพัท
ข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงคนจำพวก ๑ โคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตนด้วย
ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑ โคพลิพัทไม่ข่มเหงโคฝูงตนด้วย ไม่ข่มเหงโค
ฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัท ๔ จำพวกนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยโคพลิพัท
๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจโคพลิพัท
ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นจำพวก ๑ บุคคลดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูง
อื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงตนจำพวก ๑ บุคคลดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตนด้วย ข่ม
เหงโคฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑ บุคคลดุจโคพลิพัทไม่ข่มเหงโคฝูงตนด้วย ไม่ข่มเหง
โคฝูงอื่นด้วยจำพวก ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่ม
เหงโคฝูงอื่นอย่างไรบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ยังบริษัทของตนให้หวาดเสียว
ไม่ยังบริษัทของบุคคลคนอื่นให้หวาดเสียว อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจโคพลิ-
พัทข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัท
ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่น แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่ม
เหงโคฝูงตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังบริษัทอื่นให้หวาดเสียว ไม่ยัง
บริษัทของตนให้หวาดเสียว อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทข่มเหงโค
ฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงตน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัทข่มเหงโคฝูงอื่น

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 293 (เล่ม 35)

ไม่ข่มเหงโคฝูงตน แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจโคพลิพัท ข่มเหงโคฝูงตนด้วย
ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังบริษัทของตนและ
บริษัทของบุคคลอื่นให้หวาดเสียว อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจโคพลิพัท ข่ม
เหงโคฝูงตนด้วย ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัท
ข่มเหงโคฝูงตนด้วย ข่มเหงโคฝูงอื่นด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบ
ฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทไม่ข่มเหงโคฝูงตน ไม่
ข่มเหงโคฝูงอื่นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ยังบริษัทของตนและบริษัท
ของบุคคลอื่นให้หวาดเสียว อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจโคพลิพัทไม่ข่มเหง
โคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โคพลิพัทไม่ข่มเหงโค
ฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่น แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยโคพลิพัท ๔ จำพวกนี้แล มี
ปรากฏอยู่ในโลก.
จบพลิพัททสูตรที่ ๘
อรรถกถาพลิพัททสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในพลิพัททสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
โคพลิพัทใด ย่อมย่ำยีฝูงโคของตน ไม่ย่ำยีฝูงโคของฝูงอื่น โคพลิพัท
นี้ชื่อว่า ดุแต่ในโคฝูงของตน ไม่ดุในโคฝูงอื่น. บททั้งปวงพึงทราบอย่างนี้.
บทว่า อุพฺเพเชตา โหติ ได้แก่ กระทบ คือ เสียดแทงทำให้เกิดความ
หวาดหวั่น.
จบอรรถกถาพลิพัททสูตรที่ ๘

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 294 (เล่ม 35)

๙. รุกขสูตร
ว่าด้วยบุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวก
[๑๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ ๔ ชนิดนี้ ๔ ชนิดเป็นไฉน
คือ ต้นไม้กะพี้มีไม้กะพี้เป็นบริวารชนิด ๑ ต้นไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวาร
ชนิด ๑ ต้นไม้แก่นมีไม้กะพี้เป็นบริวารชนิด ๑ ต้นไม้แก่นมีไม้แก่นเป็น
บริวารชนิด ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ ๔ ชนิดนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ ๔
จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจไม้กะพี้มีไม้
กะพี้เป็นบริวารจำพวก ๑ บุคคลดุจไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวารจำพวก ๑
บุคคลดุจไม้แก่นมีไม้กะพี้เป็นบริวารจำพวก ๑ บุคคลดุจไม้แก่นมีไม้แก่นเป็น
บริวารจำพวก ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจไม้กะพี้มีไม้กะพี้เป็นบริวารอย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม แม้บริษัทของเขาก็เป็นคน
ทุศีล มีบาปธรรม อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจไม้กะพี้มีไม้กะพี้เป็นบริวาร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้กะพี้มีไม้กะพี้เป็นบริวาร แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคล
นี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็บุคคลเป็นดุจไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวารอย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม แต่บริษัทของเขาเป็นคนมีศีล
มีกัลยาณธรรม อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวาร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวาร แม้ฉันใด เรากล่าว
บุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจไม้แก่นมีไม้กะพี้เป็นบริวารอย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่บริวารของเขาเป็นคน
ทุศีล มีบาปธรรม อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจไม้แก่นมีไม้กะพี้เป็นบริวาร

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 295 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้แก่นมีไม้กะพี้เป็นบริวาร แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคล
นี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวารอย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้บริษัทของเขาก็เป็นคน
มีศีล มีกัลยาณธรรม อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวาร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวาร แม้ฉันใด เรากล่าว
บุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวกนี้แล มี
ปรากฏอยู่ในโลก.
จบรุกขสูตรที่ ๙
อรรถกถารุกขสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในรุกขสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เผคฺคุ เผคฺคุปริวาโร ความว่า ต้นไม้กะพี้ไม่มีแก่นมีต้นไม้
กะพี้ด้วยกันห้อมล้อม. บทว่า สารปริวาโร ความว่า ต้นไม้มีแก่นมีไม้
ตะเคียนเป็นต้นห้อมล้อม. ในบททั้งปวงก็นัยนี้.
จบอรรถกถารุกขสูตรที่ ๙
๑๐. อาสิวิสสูตร
ว่าด้วยบุคคลเปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวก
[๑๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสรพิษ ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวก เป็นไฉน
คือ อสรพิษมีพิษแล่นพิษไม่ร้ายจำพวก ๑ อสรพิษมีพิษร้ายพิษไม่แล่น
จำพวก ๑ อสรพิษมีพิษแล่นด้วยพิษร้ายด้วยจำพวก ๑ อสรพิษมีพิษไม่แล่นพิษ
ไม่ร้ายจำพวก ๑

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 296 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสรพิษ ๔ จำพวกนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยอสรพิษ
จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจอสรพิษมีพิษ
แล่นพิษไม่ร้ายจำพวก ๔ บุคคลดุจอสรพิษมีพิษร้ายพิษไม่แล่นจำพวก ๑ บุคคล
ดุจอสรพิษมีพิษแล่นด้วยพิษร้ายด้วยจำพวก ๑ บุคคลดุจอสรพิษมีพิษไม่แล่น
พิษไม่ร้ายจำพวก ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษแล่นพิษไม่ร้าย
อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนือง ๆ แต่ความโกรธของเขานั้น
ไม่นอนเนื่องอยู่นาน อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจอสรพิษ มีพิษแล่นพิษไม่
ร้าย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสรพิษมีพิษแล่นพิษไม่ร้าย แม้ฉันใด เรากล่าว
บุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษร้ายพิษไม่แล่นอย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่โกรธเนือง ๆ ทีเดียว แต่ความโกรธของเขานั้นนอน
เนืองอยู่นาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษ
ร้ายพิษไม่แล่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสรพิษมีพิษร้ายพิษไม่แล่น แม้ฉันใด
เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษแล่นด้วยมีพิษร้าย
ด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนือง ๆ และความโกรธของเขา
นั้นนอนเนื่องอยู่นาน อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษแล่นด้วยพิษ
ร้าย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสรพิษมีพิษแล่นด้วยพิษร้ายด้วย แม้ฉันใด เรา
กล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจอสรพิษมีพิษไม่แล่นพิษไม่ร้าย
อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็ไม่

296