ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 277 (เล่ม 35)

บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน เป็น
อย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเองไม่ละเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ
สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน แต่ชักชวนผู้อื่นเพื่อละเว้น จากปาณาติบาต ฯลฯ สุรา
เมรยมัชชปมาทัฏฐาน อย่างนี้แล บุคคลปฏิบัติเพราะโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
บุคคลไม่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็น
อย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเองก็ไม่ละเว้นจากปาณาติบาติ ฯลฯ
สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน ทั้งไม่ชักชวนผู้อื่นเพื่อละเว้น จากปาณาติบาต ฯลฯ
สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน อย่างนี้แล บุคคลไม่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์
ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็นอย่างไร ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ทั้งเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน
ด้วยตนเอง ทั้งชักชวนผู้อื่นเพื่อละเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ สุราเมรยมัชช-
ปมาทัฏฐาน อย่างนี้แล บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อ
ประโยชน์ผู้อื่น
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ ในโลก.
จบสิกขาสูตรที่ ๙
สิกขาสูตรที่ ๙ ตรัสด้วยอำนาจแห่งเวร ๕
๑๐. โปตลิยสูตร
ว่าด้วยโปตลิยปริพาชก
[๑๐๐] ครั้งนั้น ปริพาชกชื่อโปตลิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ฯลฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า โปตลิยะ บุคคล จำพวกนี้ ฯลฯ

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 278 (เล่ม 35)

คือบุคคลจำพวกหนึ่งกล่าวติคนที่ควรติ ตามเรื่องที่จริงที่แท้ตามกาลอันควร
แต่ไม่กล่าวชมคนที่ควรชม ตามเรื่องที่จริงที่แท้ตามกาลอันควรจำพวก ๑
บุคคลจำพวกหนึ่งกล่าวชมคนที่ควรชม ตามเรื่องที่จริงที่แท้ตามกาลอันควร
แต่ไม่กล่าวที่คนที่ควรติ ตามเรื่องที่จริงที่แท้ตามกาลอันควรจำพวก ๑ บุคคล
จำพวกหนึ่ง ทั้งไม่กล่าวติคนที่ควรติ ทั้งไม่กล่าวชมคนที่ควรชม ตามเรื่อง
ที่จริงที่แท้ตามกาลอันควรจำพวก ๑ บุคคลจำพวกหนึ่งกล่าวติคนที่ควรติบ้าง
กล่าวชมคนที่ควรชมบ้าง ตามเรื่องที่จริงที่แท้ตามกาลอันควรจำพวก ๑ นี้แล
บุคคล จำพวก มีปรากฏอยู่ ในโลก โปตลิยะ บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้
บุคคลจำพวกไหนชอบใจท่านว่าดีกว่าประณีตกว่า
โปตลิยปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุคคล ๔ จำพวกนี้
ฯลฯ บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้ บุคคลจำพวกที่ทั้งไม่กล่าวติคนที่ควรติ
ทั้งไม่กล่าวชมคนที่ควรชม นี้ชอบใจข้าพระพุทธเจ้าว่าดีกว่าสูงกว่า
เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าอุเบกขา (ความวางเฉย) นั่นเป็นการดี
พ. ตรัสค้านว่า โปตลิยะ บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ บรรดาบุคคล
๔ จำพวกนี้ บุคคลจำพวกที่กล่าวติคนที่ควรติบ้าง กล่าวชมคนที่ควร
ชมบ้าง ตามเรื่องที่จริงที่แท้ตามกาลอันควร นี้ชอบใจเราว่าดีกว่า
ประณีตกว่า เพราะเหตุอะไร เพราะความเป็นผู้รู้จักกาลในสถานนั้น ๆ นั่น
เป็นการดี
โปตลิยปริพาชกกราบทูลเห็นด้วยตามพระพุทธดำรัส และประกาศ
คนเป็นอุบาสกว่า ข้าแต่พระโคคมผู้เจริญ บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ บรรดา
บุคคล ๔ จำพวกนี้ บุคคลจำพวกที่กล่าวติคนที่ควรติบ้าง กล่าวชมคนที่
ควรชมบ้าง ตามเรื่องที่จริงที่แท้ตามกาลอันควร นี้ชอบใจข้าพระพุทธเจ้าว่า
ดีกว่าประณีตกว่า นั่นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่า ความเป็นผู้รู้จักกาล
ในสถานนั้น ๆ นั่นเป็นการดี ดีจริง ๆ พระโคดมผู้เจริญ พระโคดมผู้เจริญ

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 279 (เล่ม 35)

ประกาศธรรมหลายปริยาย เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดเผยของที่ปิด บอกทาง
แก่คนหลงทางหรือส่องตะเกียงในเวลามืดให้คนมีตาดีได้เห็นรูปต่าง ๆ ฉะนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าขอถึงพระโคดมผู้เจริญกับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ
ขอพะระโคดมผู้เจริญทรงจำข้าพระพุทธเจ้าไว้ว่าเป็นอุบาสกถึงสรณะตลอดชีวิต
ตั้งแต่วันนี้ไป.
จบโปตลิยสูตรที่ ๑๐
จบอสุรวรรคที่ ๕
จบทุติยปัณณาสก์
อรรถกถาโปตลิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโปตลิยสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาเลน ความว่า ตามกาลอันควรอันเหมาะ. บทว่า ขมติ
คือชอบใจ บทว่า ยทิทํ ตตฺร ตตฺร กาลญฺญุตา ความว่า การรู้จัก
กาลในสถานที่นั้น ๆ ท่านแสดงว่า การรู้กาลนั้น ๆ แล้วกล่าวติคนที่ควรติ
และกล่าวชมคนที่ควรชม เป็นปกติของบัณฑิตทั้งหลาย.
จบอรรถกถาโปตลิยสูตรที่ ๑๐
จบอสุวรรควรรณนาที่ ๕
จบทุติยปัณณาสก์
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อสุรสูตร ๒. ปฐมสมาธิสูตร ๓. ทุติยสมาธิสูตร ๔. ตติย-
สมาธิสูตร ๕. ฉวาลาตสูตร ๖. ราคสูตร ๗. นิสันติสูตร ๘. อัตตหิต-
สูตร ๙. สิกขาสูตร ๑๐. โปตลิยสูตร และอรรถกถา.

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 280 (เล่ม 35)

ตติยปัณณาสก์
วลาหกวรรคที่ ๑
๑๐. ปฐมวลาหกสูตร
ว่าด้วยบุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔
[๑๐๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น
ทูลรับดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์
นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหก (คือเมฆฝน) ๔ ประเภทนี้ วลาหก ๔
ประเภทคืออะไร คือ
คชฺชิตา โน วสฺสิตา วลาหกคำราม แต่ไม่ตก
วสฺสิตา โน คชฺชิตา วลาหกตก แต่ไม่คำราม
เนว คชฺชิตา โน วสฺสิตา วลาหกไม่คำราม ไม่ตก
คชฺชิตา จ วสฺสิตา จ วลาหกทั้งคำราม ทั้งตก
นี้แล วลาหก ๔ ประเภท
ฉันเดียวกันนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวก
นี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวก คืออะไร คือ
บุคคลดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ตก ๑ บุคคลดุจวลาหกตก แต่ไม่คำราม ๑
บุคคลดุจวลาหกไม่คำราม ไม่ตก ๑ บุคคลดุจวลาหกทั้งคำรามทั้งตก ๑

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 281 (เล่ม 35)

ก็บุคคลดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ตกเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้เป็นคนชอบพูด แต่ไม่ทำ อย่างนี้แล บุคคลดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ตก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำราม แต่ไม่ตกนั้นฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามี
อุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจวลาหกตก แต่ไม่คำราม เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้เป็นคนชอบทำ ไม่ชอบพูด อย่างนี้แล บุคคลดุจวลาหก แต่ไม่คำราม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกตก แต่ไม่คำราม นั้นฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามี
อุปนาฉันนั้น
บุคคลดุจวลาหกไม่คำราม ไม่ตก เป็นอย่างไร ? บุคคลบางตนใน
โลกนี้เป็นคนไม่พูด ไม่ทำเสียเลย อย่างนี้แล บุคคลดุจวลาหกไม่คำราม
ไม่ตก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกไม่คำราม ไม่ตก นั้นฉันใด เรากล่าวบุคคล
นี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจวลาหกทั้งคำรามทั้งตก เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้เป็นคนชอบพูดด้วยชอบทำด้วย อย่างนี้แล บุคคลดุจวลาหกทั้งคำราม
ทั้งตก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำรามด้วย ตกด้วยนั้นฉันใด เรากล่าว
บุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวก มี
ปรากฏอยู่ในโลก.
จบปฐมวลาหกสูตรที่ ๑

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 282 (เล่ม 35)

ตติยปัณณาสก์
วลาหกวรรควรรณนาที่ ๑
อรรถกถาปฐมวลาหกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมวลาหกสูตรที่ ๑ แห่งตติยปัณณาสก์ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วลาหกา คือ เมฆ. บทว่า ภาสิตา โหติ โน กตฺตา
ความว่า บุคุคลบางคนพูดอย่างเดียวว่า เราจักทำสิ่งนี้ ๆ แต่ไม่ทำ. บทว่า
กตฺตา โหติ โน ภาสิตา ความว่า บุคคลบางคนไม่พูด แต่ทำด้วยคิดว่า
ควรที่เราจะทำสิ่งนี้ ๆ ดังนี้. พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงอย่างนี้
จบอรรถกถาปฐมวลาหกสูตรที่ ๑
๒. ทุติยวลาหกสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก
[๑๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหก ๔ ประเภทนี้ ฯลฯ คือ
คชฺชิตา โน วสฺสิตา วลาหกคำราม แต่ไม่ตก
วสฺสิตา โน คชฺชิตา วลาหกตก แต่ไม่คำราม
เนว คชฺชิตา โน วสฺสิตา วลาหกไม่คำราม ไม่ตก
คชฺชิตา จ วสฺสิตา จ วลาหกทั้งคำราม ทั้งไม่ตก
นี้แล วลาหก ๔ ประเภท

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 283 (เล่ม 35)

ฉันเดียวกันนั่นแล บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่
ฯลฯ คือบุคคลดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ตก ๑ บุคคลดุจวลาหกตก แต่ไม่คำราม ๑
บุคคลดุจวลาหกไม่คำราม ไม่ตก ๑ บุคคลดุจวลาหกทั้งคำราม ทั้งตก ๑
บุคคลดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ตก เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติ-
วุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ แต่เขาไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี่ทุกขนิโรธ นีทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล
บุคคลดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ตก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำราม
แต่ไม่ตกนั้นฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ว่านีอุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจวลาหกตก แต่ไม่คำราม เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้หาได้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ ไม่เลย แต่เขารู้ตาม
ความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคล
ดุจวลาหกตก แต่ไม่คำราม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกตกแต่ไม่คำรามนั้น
ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจวลาหกไม่คำราม ไม่ตก เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้ ไม่ได้เรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ ทั้งไม่รู้ตามความเป็นจริง
ว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ ที่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลดุจวลาหก
ไม่คำราม ไม่ตก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกไม่คำราม ไม่ตกนั้นฉันใด
เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจวลาหกทั้งคำราม ทั้งตก เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้ ได้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ ทั้งรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลดุจวลาหกทั้งคำราม

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 284 (เล่ม 35)

ทั้งตก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำรามด้วยตกด้วยนั้นฉันใด เรากล่าว
บุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวก มี
ปรากฏอยู่ในโลก.
จบทุติยวลาหกสูตรที่ ๒
ทุติยวลาหกสูตรที่ ๒ มีความง่ายทั้งนั้น.
๓. กุมภสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก
[๑๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หม้อ ๔ ประเภทนี้ หม้อ ๔ ประเภท
เป็นไฉน คือ
ตุจฺโฉ ปิหิโต หม้อเปล่า ปิด
ปูโร วิวโฏ หม้อเต็ม เปิด
ตุจฺโฉ วิวโฏ หม้อเปล่า เปิด
ปูโร ปิหิโต หม้อเต็ม ปิด
นี้แล หม้อ ๔ ประเภท
ฉันเดียวกันนั่นแล บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ ฯลฯ
คือ บุคคลดุจหม้อเปล่า ปิด ๑ บุคคลดุจหม้อเต็ม เปิด ๑ บุคคลดุจหม้อเปล่า
เปิด ๑ บุคคลดุจหม้อเต็ม ปิด ๑
บุคคลดุจหม้อเปล่า ปิด เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ (มี
กิริยาอาการ) ก้าว ถอย แล เหลียว คู้ เหยียด ทรงสังฆาฏิและบาตรจีวร

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 285 (เล่ม 35)

เป็นที่น่าเลื่อมใส แต่บุคคลนั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่
ทุกขหิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลดุจหม้อเปล่าปิด ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย หม้อเปล่า เขาปิดไว้นั้นฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจหม้อเต็ม เปิด เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ (มี
กิริยาอาการ) ก้าว ถอย แล เหลียว คู้ เหยียด ทรงสังฆาฏิและบาตรจีวรไม่
เป็นที่น่าเลื่อมใส แต่บุคคลนั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกข์
นิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลดุจหม้อเต็ม เปิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หม้อเต็ม เขาเปิดไว้นั้นฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจหม้อเปล่า เปิด เป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ (มี
กิริยาอาการ) ก้าว ถอย แล เหลียว คู้ เหยียด ทรงสังฆาฏิและบาตรจีวร
ไม่เป็นที่น่าเลื่อมใส ทั้งไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนิโรธ-
คามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลดุจหม้อเปล่าเปิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หม้อเปล่าเขาเปิดไว้นั้นฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจหม้อเต็ม ปิด เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ (มี
กิริยาอาการ) ก้าว ถอย แล เหลียว คู้ เหยียด ทรงสังฆาฏิและบาตรจีวร
เป็นที่น่าเลื่อมใส ทั้งรู้ตามความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลดุจหม้อเต็ม ปิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หม้อเต็ม
ทั้งเขาปิดไว้นั้นฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวก มีปรากฏ
อยู่ในโลก.
จบกุมภสูตรที่ ๓

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 286 (เล่ม 35)

อรรถกถากุมภสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกุมภสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กุมฺภา คือหม้อ. บทว่า ตุจฺโฉ ปิหิโต ได้แก่หม้อเปล่า
ปิดปาก. บทว่า ปูโร วิวโฏ ได้แก่ หม้อเต็มน้ำ เปิดปาก. แม้ในสองบท
ที่เหลือ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถากุมภสูตรที่ ๓
๔. อุทกรหทสูตร
ว่าด้วยบุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ จำพวก
[๑๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำ ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน
คือ ห้วงน้ำตื้นเงาลึกอย่าง ๑ ห้วงน้ำลึกเงาตื้นอย่าง ๑ ห้วงน้ำตื้นเงาตื้น
อย่าง ๑ ห้วงน้ำลึกเงาลึกอย่าง ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำ ๔ อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔
จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจห้วงน้ำตื้นเงา
ลึกจำพวก ๑ บุคคลดุจห้วงน้ำลึกเงาตื้นจำพวก ๑ บุคคลดุจห้วงน้ำตื้นเงาตื้น
จำพวก ๑ บุคคลดุจห้วงน้ำลึกเงาลึกจำพวก ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำตื้นเงาลึกอย่างไร การก้าว
การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิบาตร
และจีวร ของบุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนน่าเลื่อมใส แต่เขาไม่ทราบชัด
ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลเป็นดุจห้วงน้ำตื้นเงาลึก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ห้วงน้ำตื้นเงาลึก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.

286