ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 267 (เล่ม 35)

คือความเพียร. บทว่า อุสฺสาโห คือความเพียรยิ่งกว่าวายามะนั้น บทว่า
อุสฺโสฬฺหี ความว่า ความเพียรมาก เสมือนยกเกวียนที่ติดหล่ม. บทว่า
อปฺปฏิวานี ได้แก่ ไม่ถอยกลับ.
จบอรรถกถาทุติยสมาธิสูตรที่ ๓
๔. ตติยสมาธิสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก ที่ ๓
[๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ คือบุคคล
บางคนในโลกนี้เป็นผู้ได้ความสงบใจในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญาและ
ธัมมวิปัสสนา ฯลฯ บางคนได้ทั้งความสงบใจในภายใน ทั้งอธิปัญญาและ
ธัมมวิปัสสนา
ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลใดที่ได้ความสงบใจในภายใน แต่
ไม่ได้อธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา บุคคลนั้นควรเข้าไปหาบุคคลผู้ได้อธิปัญญา
และธัมมวิปัสสนาแล้วได้ถามว่า สังขารทั้งหลาย จะพึงเห็นอย่างไร จะพึง
กำหนดอย่างไร จะพึงเห็นแจ้งอย่างไร บุคคลผู้ได้อธิปัญญาและธัมม-
วิปัสสนา ย่อมจะกล่าวแก้แก่บุคคลนั้นตามที่ตนเห็นตามที่ตนรู้ว่า สังขาร
ทั้งหลายพึงเห็นอย่างนี้ พึงกำหนดเอาอย่างนี้ พึงเห็นแจ้งอย่างนี้ ต่อไป
บุคคลนั้น ก็ย่อมจะได้ทั้งความสงบใจในภายใน ทั้งอธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา
บุคคลใดที่ได้อธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา แต่ไม่ได้ความสงบใจใน
ภายใน บุคคลนั้นควรเข้าไปหาบุคคลผู้ได้ความสงบใจในภายใน แล้วได้ถาม
ว่าจิตจะพึงดำรงไว้อย่างไร พึงน้อมไปอย่างไร พึงทำให้เป็นอารมณ์เดียวอย่างไร

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 268 (เล่ม 35)

พึงทำให้เป็นสมาธิอย่างไร บุคคลผู้ได้ความสงบใจภายใน ย่อมจะกล่าวแก้
แก่บุคคลนั้นตามที่คนเห็นตามที่ตนรู้ว่า จิตพึงดำรงไว้อย่างนี้ พึงน้อมไปอย่างนี้
พึงทำให้เป็นอารมณ์เดียวอย่างนี้ พึงทำให้เป็นสมาธิอย่างนี้ ต่อไป บุคคลนั้น
ก็ย่อมจะได้ทั้งอธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา ทั้งความสงบใจในภายใน
บุคคลใดที่ไม่ได้ทั้งความสงบใจในภายใน ทั้งอธิปัญญาและธัมม-
วิปัสสนา บุคคลนั้นควรเข้าไปหาบุคคลผู้ได้ธรรมทั้ง ๒ อย่างนั้น แล้วไต่ถาม
ว่าจิตจะพึงดำรงไว้อย่างไร พึงน้อมไปอย่างไร พึงทำให้เป็นอารมณ์เดียว
อย่างไร พึงทำให้เป็นสมาธิอย่างไร สังขารทั้งหลายจะพึงเห็นอย่างไร พึง
กำหนดเอาอย่างไร พึงเห็นแจ้งอย่างไร บุคคลผู้ได้ธรรมทั้ง ๒ อย่างนั้น
ย่อมจะกล่าวแก้แก่บุคคลนั้นตามที่ตนเห็นตามที่ตนรู้ว่า จิตพึงดำรงไว้อย่างนี้
พึงน้อมไปอย่างนี้ พึงทำให้เป็นอารมณ์เดียวอย่างนี้ พึงทำให้เป็นสมาธิอย่างนี้
สังขารทั้งหลายพึงเห็นอย่างนี้ พึงกำหนดอย่างนี้ พึงเห็นแจ้งอย่างนี้ ต่อไป
บุคคลนั้น ก็ย่อมจะได้ความสงบใจภายในทั้งอธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา
บุคคลใดที่ได้ทั้งความสงบใจภายใน ทั้งอธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา
บุคคลนั้นควรตั้งอยู่ในกุศลธรรมทั้ง ๒ นั้น แล้วทำการประกอบความเพียร
เพื่อความสิ้นอาสวะยิ่งขึ้นไป
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบตติยสมาธิสูตรที่ ๔

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 269 (เล่ม 35)

อรรถกถาตติยสมาธิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในตติยสมาธิสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า เอวํ โข อาวุโส สงฺขารา ทฏฺฐพฺพา เป็นต้น
พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมดาว่าสังขารทั้งหลาย
พึงพิจารณาโดยความเป็นของไม่เทียง พึงกำหนดโดยความไม่เที่ยง พึงเห็น
แจ้งโดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตาก็อย่างนั้น
ดังนี้. แม้ในบทว่า เอวํ โข อาวุโส จิตฺตํ สณฺฐเปตพฺพํ เป็นต้น
พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย จิตจะพึงดำรงอยู่ได้ด้วย
อำนาจปฐมฌาน พึงน้อมใจไปด้วยอำนาจปฐมฌาน พึงทำอารมณ์ให้เป็นหนึ่งด้วย
อำนาจปฐมฌาน พึงให้เป็นสมาธิด้วยปฐมฌาน จิตจะพึงดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจ
ทุติยฌานเป็นต้น ก็อย่างนั้นดังนี้. ในพระสูตร ๓ สูตรเหล่านี้ ตรัสสมถะ
และวิปัสสนาเป็นโลกิยะและโลกุตระอย่างเดียว.
จบอรรถกถาตติยสมาธิสูตรที่ ๔
๕. ฉวาลาตสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก ที่ ๔
[๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ คือบุคคล
ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นพวก ๑ บุคคลปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนพวก ๑ บุคคลปฏิบัติเพื่อ

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 270 (เล่ม 35)

ประโยชน์ตน แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นพวก ๑ บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อ
ประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นพวก ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดุ้นฟืนเผาศพ ที่ไฟไหม้ปลาย ๒ ข้าง ตรงกลาง
ก็เปื้อนคูถ ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ที่จะใช้เป็นเครื่องไม้ในบ้านในป่า ฉันใด
เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนี้ว่า
มีอุปมาฉันนั้น
ในบุคคล ๒ พวก (ข้างต้น) บุคคล (ที่ ๒) ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์
ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ดีกว่าประณีตกว่า
ในบุคคล ๓ พวก (ข้างต้น) บุคคล (ที่ ๓) ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ดีกว่าประณีตกว่า
ในบุคคลทั้ง ๔ พวก บุคคล (ที่ ๔) ผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน
ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นประธาน เป็นผู้
อุดม เป็นผู้สูงสุด
เปรียบเหมือนน้ำนมโค นมส้มดีกว่าน้ำนม เนยข้น ดีกว่านมส้ม
เนยใส ดีกว่าเนยข้น ยอดเนยใส (สัปปิมัณฑะ) ดีกว่า เนยใส ทั้งหมดนั้น
ยอดเนยใส (สัปปิมัณฑะ) นับว่าเป็นเลิศฉันใด ในบุคคลทั้ง ๔ จำพวก
บุคคลจำพวกที่ ผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
เป็นเลิศ เป็นประธาน เป็นผู้อุดม เป็นผู้สูงสุด ฉันนั้นเหมือนกัน
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบฉวาลาตสูตรที่ ๕

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 271 (เล่ม 35)

อรรถกถาฉวาลาตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในฉวาลาตสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ฉวาลาตํ ได้แก่ ดุ้นฟืนเผาศพในป่าช้า. บทว่า มชฺเฌ
คูถคตํ ได้แก่ ตรงกลางก็เปื้อนคูถ. บทว่า เนว คาเม กฏฐตฺถํ ผรติ
ความว่า ไม่สำเร็จประโยชน์ที่จะใช้เป็นเครื่องไม่ในบ้าน เพราะไม่ควรนำ
เข้าไปเพื่อประโยชน์แก่ทัพสัมภาระมี อกไก่ ไม้กลอนหลังคา เสา และบันได
เป็นต้น ไม่สำเร็จประโยชน์ที่จะใช้เป็นเครื่องไม้ในป่า เพราะไม่ควรนำเข้าไป
ทำขาค้ำกระท่อมในนา หรือขาเตียง เมื่อจับที่ปลายทั้งสองก็ย่อมไหม้มือ
เมื่อจับที่ตรงกลาง ก็เปื้อนคูถ. บทว่า ตถูปมํ ความว่า บุคคลนั้นก็
เหมาะสมกัน. บทว่า อภิกฺกนฺตตโร คือดีกว่า. บทว่า ปณีตตโร คือ
สูงุสุดกว่า. บทว่า ควา ขีรํ ได้แก่ น้ำมันแต่แม่โค. ในบทว่า ขีรมฺหา
ทธิ เป็นต้น ความว่า แต่ละอย่างเป็นของเลิศกว่าก่อน ๆ. ส่วนสัปปิมัณฑะ
หัวเนยใสเป็นยอดเยี่ยมในน้ำมันเป็นต้นเหล่านั้น แม้ทั้งปวง. ในบทว่า อคฺโค
เป็นต้น พึงทราบว่าเป็นผู้เลิศประเสริฐเป็นประมุขสูงสุดและล้ำเลิศ ด้วยคุณ
ทั้งหลาย. บุคคลผู้ทุศีลตรัสเปรียบด้วยดุ้นฟืนเผาศพ แต่พึงทราบว่าตรัสบุคคล
ผู้มีสุตะน้อย ผู้ละเลยการงานเปรียบด้วยโคดังนี้.
จบอรรถกถาฉวาลาตสูตรที่ ๕

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 272 (เล่ม 35)

๖. ราคสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวกที่ ๕
[๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ คือบุคคล
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นพวก ๑ บุคคลปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนพวก ๑ บุคคลไม่ปฏิบัติทั้งเพื่อ
ประโยชน์ตนทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นพวก ๑ บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์คน
ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นพวก ๑
ก็บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็น
อย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ
ด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ อย่างนี้แล
บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน เป็น
อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ
ด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นกำจัดราคะ โทสะ โมหะ อย่างนี้แล บุคคลปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
บุคคลไม่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็น
อย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ
ด้วยตนเอง ทั้งไม่ชักชวนผู้อื่นเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ อย่างนี้แล
บุคคลไม่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็น
อย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะด้วย
ตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะด้วย อย่างนี้แล บุคคล
ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบราคสูตรที่ ๖

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 273 (เล่ม 35)

บททั้งปวงในราคสูตรที่ ๖ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
๗. นิสันติสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก ที่ ๖
[๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ คือ บุคคล
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑ บุคคลปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนจำพวก ๑ บุคคลไม่ปฏิบัติ
ทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑ บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อ
ประโยชน์ตนทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑
ก็แลบุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้รู้ได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย
ทั้งเป็นผู้มีอุปนิสัย ทรงจำธรรมที่ฟังแล้วไว้ได้ เป็นผู้ไตร่ตรองเนื้อความ
แห่งธรรมที่ทรงจำไว้ เป็นผู้รู้อรรถทั่วถึงแล้ว รู้ธรรมทั่วถึงแล้วปฏิบัติธรรม
สมควรแก่ธรรม แต่ไม่เป็นผู้มีวาจาไพเราะ ไม่เป็นผู้มีถ้อยคำอ่อนหวาน
ไม่ประกอบด้วยถ้อยคำของชาวเมือง ถ้อยคำที่สละสลวย ไม่มีโทษ ทำให้รู้
เนื้อความง่าย และไม่แสดง (ธรรม) ให้เพื่อนพรหมจารีเห็นชัด ให้สมาทาน
ให้อาจหาญร่าเริง อย่างนี้แล บุคคลเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน เป็น
อย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่เป็นผู้รู้ได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้ง
ไม่เป็นผู้มีอุปนิสัยทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว ไม่เป็นผู้ไตร่ตรองเนื้อความแห่ง
ธรรมที่ทรงจำไว้ได้ และหารู้อรรถรู้ธรรมทั่วถึงแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 274 (เล่ม 35)

ธรรมไม่ แต่เป็นผู้มีวาจาไพเราะ มีถ้อยคำอ่อนหวาน ประกอบด้วยถ้อยคำ
ของชาวเมือง ถ้อยคำที่สละสลวย ไม่มีโทษ ทำให้รู้เนื้อความง่ายและแสดง
(ธรรม) ให้เพื่อนพรหมจารีเห็นชัด ให้สมาทาน ให้อาจหาญร่าเริง อย่างนี้แล
บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
บุคคลไม่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็น
อย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่เป็นผู้รู้ได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้ง
ไม่เป็นผู้มีอุปนิสัยทรงจำธรรมที่ฟังแล้ว ไม่เป็นผู้ไตร่ตรองเนื้อความแห่งธรรม
ที่ทรงจำไว้ได้ และหารู้อรรถรู้ธรรมทั่วถึงแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่
ซ้ำไม่เป็นผู้มีวาจาไพเราะ ไม่เป็นผู้มีถ้อยคำอ่อนหวานไม่ประกอบด้วย
ถ้อยคำของชาวเมือง ถ้อยคำที่สละสลวย หาโทษมิได้ ทำให้รู้เนื้อความง่าย
และไม่แสดง (ธรรม) ให้เพื่อนพรหมจารีเห็นชัด ให้สมาทาน ให้อาจหาญ
ร่าเริง อย่างนี้แล บุคคลไม่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อ
ประโยชน์ผู้อื่น
บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็นอย่างไร?
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้รู้ได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งเป็นผู้มีอุปนิสัย
ทรงจำธรรมที่ฟังแล้วไว้ได้ เป็นผู้ไตร่ตรองเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้
แล้ว เป็นผู้รู้อรรถทั่วถึงแล้ว รู้ธรรมทั่วถึงแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
เป็นผู้มีวาจาไพเราะ มีถ้อยคำอ่อนหวาน ประกอบด้วยถ้อยคำของชาวเมือง
ถ้อยคำสละสลวย ปราศจากโทษ ทำให้รู้เนื้อความง่าย และเป็นผู้แสดง
(ธรรม) ให้เพื่อนพรหมจารีเห็นชัด ให้สมาทาน ให้อาจหาญร่าเริงด้วย
อย่างนี้แล บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบนิสันติสูตรที่ ๗

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 275 (เล่ม 35)

อรรถกถานิสันติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในนิสันติสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ขิปฺปนิสนฺติ ความว่า บุคคลตั้งใจฟังสามารถรู้ได้เร็ว.
บทว่า ธตานญฺจ ธมฺมานํ ความว่า ธรรมที่เป็นบาลีแบบอย่าง ทรงจำ
ได้คล่องแคล่ว. บทว่า อตฺถุปปริกฺขิ ความว่า เป็นผู้ไตร่ตรองเนื้อความ
บทว่า อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ความว่า รู้ถึงอรรถกถาและบาลี.
บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน โหติ ความว่า เป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทา
อันเป็นส่วนเบื้องต้น พร้อมทั้งศีล. เป็นธรรมอันสมควรแก่โลกุตรธรรม ๙.
บทว่า โน จ กลฺยาณวาโจ โหติ ความว่า แต่เป็นคนพูดไม่ดี. บทว่า
น กลฺยาณวากฺกรโณ ความว่า เป็นคนมีเสียงไม่ไพเราะ. โน อักษร
ควรประกอบกับบทว่า โปริยา เป็นต้น . ความว่า ไม่เป็นผู้ประกอบด้วยวาจา
ซึ่งสามารถชี้แจงให้เขาเข้าใจเนื้อความด้วยบทและพยัญชนะอันมิได้อยู่ในคอ
เต็มด้วยคุณ ไม่ตะกุกตะกัก ไม่มีโทษ. ในบททั้งปวง ก็พึงทราบเนื้อความ
โดยอุบายนี้.
จบอรรถกถานิสันติสูตรที่ ๗
๘. อัตตหิตสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก ที่ ๗
[๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล จำพวกนี้ ฯลฯ คือ บุคคล
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑ บุคคลปฏิบัติ

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 276 (เล่ม 35)

เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนจำพวก ๑ บุคคลไม่ปฏิบัติ
ทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑ บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อ
ประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบอัตตหิตสูตรที่ ๘
อัตตหิตสูตรที่ ๘ ตรัสด้วยอำนาจอัธยาศัยแห่งบุคคลบ้าง ด้วยความ
งามแห่งเทศนาญาณของพระทศพลบ้าง.
๙. สิกขาสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวกที่ ๘
[๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ คือ บุคคล
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑ บุคคลปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนจำพวก ๑ บุคคลไม่ปฏิบัติ
ทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑ บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อ
ประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑
ก็บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็น
อย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ละเว้นจากปาณาติบาตด้วยตนเอง แต่
ไม่ชักชวนผู้อื่น เพื่อละเว้นจากปาณาติบาต เป็นผู้ละเว้นจากอทินนาทาน
กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวน
ผู้อื่นเพื่อละเว้นจากอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรยมัชช-
ปมาทัฏฐาน อย่างนี้แล บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน แต่ไม่ปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ผู้อื่น

276