ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 257 (เล่ม 35)

สามารถแห่งวิบากของกรรมที่ทำแล้วในกาลก่อนอย่างเดียว แม้เว้นจากเหตุ
เหล่านี้. ในบทว่า จตุนฺนํ ฌานานํ นี้ท่านประสงค์กิริยาฌานเท่านั้น ทั้ง
ของพระขีณาสพทั้งของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. บทที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปุตตสูตรที่ ๗
๘. สังโยชนสูตร
ว่าด้วยสมณะ ๔ จำพวก
[๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ คือ
สมณมจโล สมณะผู้ไม่หวั่นไหว
สมณปุณฺฑรีโก สมณะบุณฑริก
สมณปทุโม สมณะปทุม
สมเณสุ สมณสุขุมาโล สมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ
บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ เป็นพระโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง-
แท้ที่จะได้ตรัสรู้ในข้างหน้า อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ เพราะราคะโทสะโมหะเบาบาง เป็นพระสกทาคามี มาสู่
โลกนี้อีกคราวเดียว จักทำที่สุดทุกข์ได้ อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะบุณฑริก
บุคคลเป็นสมณะปทุมเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะ
สิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกที่เกิดนั้น มีอันไม่
กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะปทุม

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 258 (เล่ม 35)

บุคคลเป็นสมณะสุขุมาลในหมู่สมณะเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรม
วินัยนี้ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย การทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง สำเร็จอยู่ในปัจจุบันนี่ อย่างนี้แล
บุคคลเป็นสมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบสังโยชนสูตรที่ ๘
อรรถกถาสังโยชนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชนสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
พระโสดาบัน เรียกว่า สมณะผู้ไม่หวั่นไหว เพราะท่านได้ศรัทธา
ตั้งมั่นแล้วในพระศาสนา. พระสกทาคามี เรียกว่า สมณะดังบัวขาว ดุจบัวขาว
เกิดในสระมีใบไม่มาก เพราะท่านเป็นผู้มีคุณยังไม่มากนัก. พระอนาคามี
เรียกว่า สมณะดังบัวหลวง ดุจบัวหลวงมีร้อยใบเกิดในสระ เพราะท่านมีคุณ
มากกว่านั้น. พระขีณาสพผู้ถึงความอ่อนโยน เรียกว่า สมณะสุขุมาล เพราะ
กิเลสที่ทำความกระด้างท่านถอนได้แล้วโดยประการทั้งปวง.
จบอรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๘
๙. ทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยสมณะ ๔ จำพวก
[๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ คือ
สมณมจโล สมณะผู้ไม่หวั่นไหว

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 259 (เล่ม 35)

สมณปุณฺฑรีโก สมณะบุณฑริก
สมณปทุโม สมณะปทุม
สมเณสุ สมณสุขุมาโล สมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ
ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัย
นี้เป็นผู้มีความเห็นชอบ มีความดำริชอบ มีวาจาชอบ มีการงานชอบ มี
อาชีพชอบ มีความพยายามชอบ มีสติชอบ มีสมาธิชอบ อย่างนี้แล บุคคล
เป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกเป็นอย่างไร ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีความเห็นชอบ ฯลฯ มีสมาธิชอบ มีญาณชอบ มีวิมุตติชอบ แต่ไม่
ได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วย (นาม) กาย อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะบุณฑริก
บุคคลเป็นสมณะปทุมเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มี
ความเห็นชอบ ฯลฯ มีวิมุตติชอบ ทั้งได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วย (นาม) กายด้วย
อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะปทุม
บุคคลเป็นสมณะสุขุมาลในหมู่สมณะเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระ-
ธรรมวินัยนี้ บริโภคจีวร โดยมากมีผู้วิงวอน (ให้บริโภค) ที่บริโภคโดย
ไม่มีผุ้วิงวอน (ให้บริโภค) มีน้อย ฯลฯ อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะ
สุขุมาลในหมู่สมณะ
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวกมีปรากฏอยู่ในโลก.
จบทิฏฐิสูตรที่ ๙

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 260 (เล่ม 35)

อรรถกถาทิฏฐิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทิฏฐิสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
ด้วยบทเป็นต้นว่า สมฺมาทิฏฺฐิโก ทรงหมายถึงพระเสขะ ๗ จำพวก
เหมือนในสูตรแรก ด้วยอำนาจมรรคมีองค์ ๘. วาระที่สอง ตรัสพระ-
ขีณาสพสุกขวิปัสสกผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วน พร้อมด้วยอรหัตผลญาณ และ
อรหัตผลวิมุตติ ด้วยอำนาจแห่งมรรคมีองค์ ๑๐ หรือด้วยอำนาจแห่งมรรค
มีองค์ ๘. ในวาระที่สาม ตรัสพระขีณาสพผู้เป็นอุภโตภาควิมุต. วาระที่สี่
ตรัสถึงพระตถาคต และพระขีณาสพเช่นกับพระตถาคตอย่างนี้. ดังนั้น
พระสูตรนี้ ตรัสด้วยอำนาจบุคคลที่กล่าวในสูตรแรก แต่ในพระสูตรนี้ต่างกัน
เพียงเทศนาเท่านั้น.
อรรถกถาทิฏฐิสูตรที่ ๙
๑๐. ขันธสูตร
ว่าด้วยสมณะ ๔ จำพวก
[๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ คือ
สมณมจโล สมณะผู้ไม่หวั่นไหว
สมณปุณฺฑรีโก สมณะบุณฑริก
สมณปทุโม สมณะปทุม
สมเณสุ สมณสุขุมาโล สมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 261 (เล่ม 35)

ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัย
นี้เป็นพระเสขะ ยังไม่สำเร็จมโนรถ ยังปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะอย่าง
ยอดเยี่ยมอยู่ อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกเป็นอย่างไร ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็น
ผู้เล็งเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมดับไปในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่าอย่างนี้รูป
อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ความดับไปแห่งรูป อย่างนี้เวทนา. . .
สัญญา...สังขาร. . .วิญญาณ ฯลฯ อย่างนี้ ความดับไปแห่งเวทนา. . .สัญญา
. . . สังขาร. . .วิญญาณ แต่ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วย (นาม) กาย อย่างนี้แล
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริก
บุคคลเป็นสมณะปทุมเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้
เล็งเห็นความเกิดขึ้นและความดับไปในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า อย่างนี้รูป ฯลฯ
อย่างนี้ความดับไปแห่งเวทนา. . .สัญญา. . .สังขาร. . .วิญญาณ ทั้งได้ถูกต้อง
วิโมกข์ ๘ ด้วย (นาม) กายด้วย อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะปทุม
บุคคลเป็นสมณะสุขุมาลในหมู่สมณะเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระ-
ธรรมวินัยนี้ บริโภคจีวร โดยมากมีผู้วิงวอน (ให้บริโภค) ที่บริโภคโดยไม่มี
ผู้วิงวอน (ให้บริโภค) มีน้อย ฯลฯ อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะสุขุมาล
ในหมู่สมณะ
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบขันธสูตรที่ ๑๐
จบมจลวรรคที่ ๔

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 262 (เล่ม 35)

อรรถกถาขันธสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในขันธสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
วาระที่ ๑ ตรัสพระเสขบุคคล ผู้ยังไม่เริ่มความเพียรเพื่อพระอรหัต
ยังดำรงอยู่ด้วยความประมาท. วาระที่ ๒ ตรัสพระเสขบุคคล ผู้ยังไม่ได้ฌาน
แต่เริ่มวิปัสสนาอยู่ด้วยความไม่ประมาท. วาระที่ ๓ ตรัสพระเสขบุคคล ผู้เริ่ม
วิปัสสนาอยู่ด้วยความไม่ประมาท ได้วิโมกข์ ๘. วาระที่ ๔ ตรัสพระขีณาสพ
ผู้เป็นสุขุมาลเป็นอย่างยิ่งแล.
จบอรรถกถาขันธสูตรที่ ๑๐
จบมจลวรรควรรณนาที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปาณาติปาตสูตร ๒. มุสาสูตร ๓. วัณณสูตร ๔. โกธสูตร
๕. ตมสูตร ๖. โอณตสูตร ๗. ปุตตสูตร ๘. สังโยชนสูตร ๙. ทิฏฐิสูตร
๑๐. ขันธสูตร และอรรถกถา.

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 263 (เล่ม 35)

อสุรวรรคที่ ๕
๑. อสุรสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก
[๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล จำพวกนี้ ฯลฯ คือ
อสุโร อสุรปริวาโร คนอสูร มีอสูรเป็นบริวาร
อสุโร เทวปริวาโร คนอสูร มีเทวดาเป็นบริวาร
เทโว อสุรปริวาโร คนเทวดา มีอสูรเป็นบริวาร
เทโว เทวปริวาโร คนเทวดา มีเทวดาเป็นบริวาร
ก็บุคคลเป็นอสูร มีอสูรเป็นบริวารเป็นอย่างไร บุคคลบางคน
ในโลกนี้เป็นคนทุศีลมีธรรมอันลามก แม้บริษัทของเขาก็เป็นคนทุศีล มีธรรม
อันลามกเหมือนกัน อย่างนี้แล บุคคลเป็นอสูร มีอสูรเป็นบริวาร
บุคคลเป็นอสูร มีเทวดาเป็นบริวารเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคน
ในโลกนี้เป็นคนทุศีลมีธรรมสันลามก แต่บริษัทของเขาเป็นคนมีศีล มีธรรม
อันงาม อย่างนี้แล บุคคลเป็นอสูร มีเทวดาเป็นบริวาร
บุคคลเป็นเทวดา มีอสูรเป็นบริวารเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคน
ในโลกนี้เป็นคนมีศีลมีธรรมอันงาม แต่บริษัทของเขาเป็นคนทุศีล มีธรรม
อันลามก อย่างนี้แล บุคคลเป็นเทวดา มีอสูรเป็นบริวาร
บุคคลเป็นเทวดา มีเทวดาเป็นบริวารเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคน
ในโลกนี้เป็นคนมีศีลมีธรรมอันงาม แม้บริษัทของเขาก็เป็นคนมีศีล มีธรรม
อันงามด้วย อย่างนี้แล บุคคลเป็นเทวดา มีเทวดาเป็นบริวาร
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบอสุรสูตรที่ ๑

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 264 (เล่ม 35)

อสุรวรรควรรณนาที่ ๕
อรรถกถาอสุรสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอสุรสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อสุโร ได้แก่คนน่าเกลียด เช่นเดียวกับอสูร. บทว่า เทโว
ได้แก่ คนงามโดยคุณ กับที่ทำให้เกิดความผ่องใส เช่นเดียวกับเทวดา.
จบอรรถกถาอสุรสูตรที่ ๑
๒. ปฐมสมาธิสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก ที่ ๑
[๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ คือบุคคล
บางคนในโลกนี้เป็นผู้ได้ความสงบใจในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญาและธัมม-
วิปัสสนาพวก ๑ บางคนได้อธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา แต่ไม่ได้ความสงบใจ
ในภายในพวก ๑ บางคนไม่ได้ทั้งความสงบใจในภายใน ทั้งไม่ได้อธิปัญญาและ
ธัมมวิปัสสนาพวก ๑ บางคนได้ทั้งความสงบใจในภายใน ทั้งอธิปัญญาและธัมม-
วิปัสสนาพวก ๑ ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบปฐมสมาธิสูตรที่ ๒

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 265 (เล่ม 35)

อรรถกถาปฐมสมาธิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมสมาธิสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อชฺฌตฺตํ เจโตสมถสฺส ได้แก่ อัปปนาจิตตสมาธิในภายใน
ของตน. บทว่า อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ความว่า วิปัสสนาญาณที่
กำหนดสังขารเป็นอารมณ์. ที่แท้วิปัสสนาญาณนั้น นับว่าเป็นอธิปัญญา และ
เป็นวิปัสสนาในธรรมทั้งหลายกล่าวคือปัญจขันธ์ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า
อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา.
จบอรรถกถาปฐมสมาธิสูตรที่ ๒
๓. ทุติยสมาธิสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก ที่ ๒
[๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ ฯลฯ คือบุคคล
บางคนในโลกนี้เป็นผู้ได้ความสงบใจในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญาและธัมม-
วิปัสสนา ฯลฯ บางคนได้ทั้งความสงบใจในภายใน ทั้งอธิปัญญาและธัมม-
วิปัสสนา
ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลใดที่ได้ความสงบใจในภายใน แต่
ไม่ได้อธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา บุคคลนั้นควรตั้งอยู่ในความสงบใจในภายใน
แล้วทำการประกอบความเพียรในอธิปัญญาและธัมมวิปัสสนาต่อไป บุคคลนั้น
ก็ย่อมจะได้ทั้งความสงบใจในภายใน ทั้งอธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา

265
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 266 (เล่ม 35)

บุคคลใดที่ได้อธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา แต่ไม่ได้ความสงบใจใน
ภายใน บุคคลนั้นควรตั้งอยู่ในอธิปัญญาและธัมมวิปัสสนาแล้วทำการประกอบ
ความเพียรในความสงบใจในภายใน ต่อไป บุคคลนั้นก็ย่อมจะได้ทั้งอธิปัญญา
และธัมมวิปัสสนา ทั้งความสงบใจในภายใน
บุคคลใดที่ไม่ได้ทั้งความสงบใจในภายใน ทั้งอธิปัญญาและธัมม-
วิปัสสนา บุคคลนั้นควรกระทำฉันทะ พยายาม อุตสาหะ พากเพียรอย่าง
แข็งขัน ไม่ท้อถอย และทำสติสัมปชัญญะอันยิ่ง เพื่อให้ได้กุศลธรรมทั้ง ๒
นั้นจงได้ เปรียบเหมือนคนที่ไฟไหม้ผ้าก็ดี ไหม้ศีรษะก็ดี พึงกระทำฉันทะ
พยายาม อุตสาหะ พากเพียร ไม่เฉื่อยเฉย และตั้งสติสัมปชัญญะอันยิ่ง
เพื่อจะดับเสียซึ่งผ้าหรือศีรษะ (ที่ไหม้อยู่นั้น) ฉันใด บุคคลนั้นก็ควรกระทำ
ฉันทะ พยายาม อุตสาหะ พากเพียร อย่างแข็งขัน ไม่ท้อถอย และทำสติ
สัมปชัญญะอันยิ่ง เพื่อให้ได้กุศลธรรมทั้ง ๒ นั้นจงได้ฉันนั้น ต่อไป บุคคล
นั้นก็ย่อมจะได้ทั้งความสงบใจในภายใน ทั้งอธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา
บุคคลใดที่ได้ทั้งความสงบใจในภายในทั้งอธิปัญญาและธัมมวิปัสสนา
บุคคลนั้นควรตั้งอยู่ในกุศลธรรมทั้ง ๒ นั้น แล้วทำการประกอบความเพียร
เพื่อความสิ้นอาสวะยิ่งขึ้นไป
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก.
จบทุติยสมาธิสูตรที่ ๓
อรรถกถาทุติยสมาธิสูตร
พึงทราบ วินิจฉัยในทุติยสมาธิสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โยโค กรณีโย ความว่า พึงทำความประกอบขวนขวาย.
บทว่า ฉนฺโท คือกัตตุกัมยตาฉันทะ ความพอใจใคร่จะทำ. บทว่า วายาโม

266