ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 237 (เล่ม 35)

ก็ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกเป็นอย่างไร ?
ทายกเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม อย่างนี้
ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก
ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่างไร ?
ทายกเป็นผู้ทุศีลมีบาปกรรม ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม อย่างนี้ทักษิณา
บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก
ทักษิณาไม่บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร ?
ทายกเป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม ปฏิคาหกเล่าก็เป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม อย่างนี้
ทักษิณาบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหก
ทักษิณาบริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร ?
ทายกเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม แม้ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมอย่างนี้
ทักษิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหก
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล ทักษิณาวิสุทธิ ๔.
จบทักขิณาสูตรที่ ๘
อรรถกถาทักขิณาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทักขิณาสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทกฺขิณาวิสุทฺธิโย ได้แก่ เหตุทั้งหลายแห่งความบริสุทธิ์
ของทักษิณา คือ ทาน. บทว่า ทายกโต วิสุชฺฌติ ความว่า ย่อมบริสุทธิ์
โดยความมีผลมาก. บทว่า กฺลยาณธมฺโม คือ เป็นผู้มีธรรมอันสะอาด.
บทว่า ปาปธมฺโม คือ เป็นผู้มีธรรมลามก. ในบทว่า ทายกโต วิสุชฺฌติ
นี้ ควรกล่าวถึงเวสสันดรมหาราช. ได้ยินว่า เวสสันดรมหาราชนั้น ให้ทารก

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 238 (เล่ม 35)

แก่พราหมณ์ชื่อชูชก ท่านหาปฐพีให้ไหวแล้ว. ในบทว่า ปฏิคฺคาหกโต
วิสุชฺฌติ นี้ ควรกล่าวถึงชาวประมง ผู้อยู่ที่ประตูปากแน่น้ำกัลยาณี. ได้ยินว่า
ชาวประมงนั้น ได้ถวายบิณฑบาตสามครั้งแก่พระทีฆสุมนเถระ นอนบทเตียง
มรณะกล่าวว่า บิณฑบาตที่ได้ถวายแก่พระเป็นเจ้าทีฆสุมนเถระยกเราขึ้นได้.
ในบทว่า เนว ทายกโต นี้ ควรกล่าวถึงนายพรานผู้อยู่บ้านวัฒมานะ ได้ยินว่า
นายพรานนั้นเมื่อทำบุญอุทิศเพื่อคนที่ตายแล้ว จึงได้ให้แก่ปฏิคาหกผู้ทุศีล
คนเดียวสามครั้ง. ในครั้งที่สาม อมนุษย์ (ผู้ตายไปเกิดเป็นเปรต) ร้องว่า
ปฏิคคาหกทุศีลปล้นเราดังนี้. ทักษิณาถึงผู้ตายนั้นในเวลาที่ทักษิณาอันเขา
ถวายแก่ภิกษุผู้มีศีลรูปหนึ่งแล้ว. ในบทว่า ทายกโต เจว ปฏิคฺคา-
หกโต จ วิสุชฺฌติ นี้ บัณฑิตควรกล่าวอสทิสทานแล.
จบอรรถกถาทักขิณาสูตรที่ ๘
๙. วิณิชชสูตร
ว่าด้วยการค้าขาย
[๗๙] ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ
ได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้การค้าขาย
อย่างเดียวกัน พ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน ...บางคนประกอบแล้วได้
กำไรไม่เท่าที่ประสงค์ ...บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์ ...
บางคนประกอบแล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์
พ. ตรัสตอบว่า ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้เข้าไปหา
สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 239 (เล่ม 35)

บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ไม่ให้ปัจจัยนั้น (แก่สมณพราหมณ์นั้น)
บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใด
การค้าขายอันนั้นย่อมขาดทุน
ส่วนบุคคลบางคน เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะ
หรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้ปัจจัย
นั้นไม่เท่าที่ (สมณพราหมณ์นั้น ) ประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้น
มาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายนั้นย่อมได้กำไรไม่
เท่าที่ประสงค์
ส่วนบุคคลบางคน เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะ
หรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้
ปัจจัยนั้นตามที่ (สมณพราหมณ์นั้น ) ประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพ
นั้นมาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายอันนั้นย่อมได้
กำไรตามที่ประสงค์.
ส่วนบุคคลบางคน เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะ
หรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้ปัจจัย
นั้นยิ่งกว่าที่ (สมณพราหมณ์นั้น) ประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้น
มาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายอันนั้นย่อมได้กำไร
ยิ่งกว่าที่ประสงค์
ดูก่อนสารีบุตร นี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้การค้าขายอันเดียวกัน
พ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน ...บางคนประกอบแล้วไม่ได้กำไรเท่าที่
ประสงค์ ...บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์ ... บางคนประกอบ
แล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์.
จบวณิชชสูตรที่ ๙

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 240 (เล่ม 35)

อรรถกถาวณิชชสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวณิชชสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตาทิสาว ความว่า การค้าขายเช่นเดียวกันนั้น คือ คล้าย
กันนั้น. บทว่า เฉทคามินี โหติ คือขาดทุน. อธิบายว่า ผลกำไรที่
ปรารถนาสูญเสียหมด. บทว่า น ยถาธิปฺปายา โหติ ความว่า ได้ผลกำไร
ไม่เท่าที่มุ่งหมาย. บทว่า ปราธิปฺปายา โหติ ความว่า ได้ผลกำไรเกิน
คือ เกินกว่าที่ตนประสงค์. ในบทว่า สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา นี้
พึงทราบว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์เพราะมีบาปสงบแล้ว มีบาปอันลอยแล้ว.
บทว่า วท ภนฺเต ปจฺจเยน ความว่า ย่อมปวารณา คือนิมนต์อย่างนี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านพึงขอปัจจัย ๔ อย่างมีจีวรเป็นต้นได้. บทว่า เยน
ปวาเรติ ความว่า เขาย่อมปวารณากำหนดไว้ด้วยปัจจัยใด. บทว่า ตํ น
เทติ ความว่า เขาไม่ถวายปัจจัยนั้นทุกประการ. บทว่า ตํ น ยถาธิปฺปายํ
เทติ ความว่า เขาย่อมไม่สามารถจะถวายปัจจัยนั้นตามที่สมณพราหมณ์นั้น
ประสงค์ คือ ถวายลดน้อยลง. บทว่า ยถาธิปฺปายํ เทติ ความว่า
สมณพราหมณ์นั้น ย่อมปรารถนาปัจจัยเท่าใด เขาก็ถวายปัจจัยเท่านั้น. บทว่า
ปราธิปฺปายํ เทติ ความว่า เขาปวารณาปัจจัยไว้น้อยแต่ถวายมากกว่า.
จบอรรถกถาวณิชชสูตรที่ ๙

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 241 (เล่ม 35)

๑๐. กัมโมชสูตร
ว่าด้วยมาตุคาม
[๘๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ โฆสิตาราม
กรุงโกสัมพี ครั้งนั้นท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ ได้ทูล
ถามว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย พระพุทธเจ้าข้า มาตุคามจึงไม่นั่งใน
สภา ไม่ประกอบการงานใหญ่ ไม่ได้ไปนอกเมือง
พ. ตรัสตอบว่า อานนท์ มาตุคามเป็นผู้มักโกรธ มาตุคามเป็นผู้
มักริษยา มาตุคามเป็นผู้มักตระหนี่ มาตุคามเป็นผู้ทรามปัญญา อานนท์
นี้แล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้มาตุคามไม่นั่งในสภา ไม่ประกอบการงานใหญ่
ไม่ได้ไปนอกเมือง.
จบกัมโมชสูตรที่ ๑๐
จบอปัณณกวรรคที่ ๓
อรรถกถากัมโมชสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกัมโมชสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เนว สภายํ นิสีทติ ความว่า มาตุคามย่อมไม่นั่งในสภา-
วินิจฉัย เพื่อทำการวินิจฉัย. บทว่า น กมฺมนฺตํ ปโยเชติ ความว่า ไม่
ประกอบการงานใหญ่มีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น . บทว่า น กมฺโพชํ
คจฺฉติ ความว่า ไม่ไปสู่แคว้นกัมโพชเพื่อรวบรวมโภคทรัพย์. ก็คำนั้น

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 242 (เล่ม 35)

เป็นเพียงหัวข้อเท่านั้น. อธิบายว่า ไม่ไปภายนอกแว่นแคว้นแห่งใดแห่งหนึ่ง.
ในบทเป็นต้นว่า โกธโน ความว่า มาตุคามถูกความโกรธกลุ้มรุมแล้ว ชื่อว่า
ไม่รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เพราะความโกรธ. ชื่อว่า ไม่อดทนสมบัติ
คนอื่น เพราะมักริษยา. ชื่อว่า ไม่สามารถจะให้ทรัพย์ไปทำกิจที่ควรทำได้
เพราะมักตระหนี่. ชื่อว่า ไม่สามารถจะจัดทำกิจที่ควรทำได้ เพราะไม่มีปัญญา.
เพราะฉะนั้น มาตุคาม จึงไม่ทำการนั่งในสภาเป็นต้นเหล่านี้แล.
จบอรรถกถากัมโมชสูตรที่ ๑๐
จบอปัณณกวรรควรรณนาที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปธานสูตร ๒. ทิฏฐิสูตร ๓. สัปปุริสสูตร ๔. ปฐมอัคคสูตร
๕. ทุติยอัคคสูตร ๖. กุสินาราสูตร ๗. อจินติตสูตร ๘. ทักขิณาสูตร
๙. วณิชชสูตร ๑๐. กัมโมชสูตร และอรรถกถา.

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 243 (เล่ม 35)

มจลวรรคที่ ๔
๑. ปาณาติปาตสูตร
ว่าด้วยธรรมให้เกิดในนรก - สวรรค์
[๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
ย่อมอุบัติในนรก เหมือนถูกนำตัวไปโยนทิ้งฉะนั้น ธรรม ๔ ประการคืออะไร
คือ บุคคลเป็นผู้ทำปาณาติบาตโดยปกติ ทำอทินนาทานโดยปกติ ทำกาเม-
สุมิจฉาจารโดยปกติ พูดมุสาวาทโดยปกติ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
นี้แล ย่อมอุบัติในนรก เหมือนถูกนำตัวไปโยนทิ้งฉะนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมอุบัติ
ในสวรรค์ เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐานไว้ฉะนั้น ธรรม ๔ ประการคือ
อะไร คือ บุคคลเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต เป็นผู้เว้นจากอทินนาทาน เป็น
ผู้เว้น จากกาเมสุมิจฉาจาร เป็นผู้เว้นจากมุสาวาท บุคคลประกอบด้วยธรรม
๔ ประการนี้แล ย่อมอุบัติในสวรรค์ เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐานไว้
ฉะนั้น.
จบปาณาติปาตสูตรที่ ๑
สูตรที่ ๑ - ๔ แห่งวรรคที่ ๔ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 244 (เล่ม 35)

๒. มุสาสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้เกิดในนรก - สวรรค์
[๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ ธรรม ประการคืออะไร คือบุคคลเป็นผู้พูดมุสาวาท
โดยปกติ พูดส่อเสียดโดยปกติ พูดคำหยาบโดยปกติ พูดสำรากโดยปกติ
บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อม
อุบัติในสวรรค์ ฯลฯ ธรรม ๔ ประการคืออะไร คือบุคคลเป็นผู้เว้นจาก
มุสาวาท เป็นผู้เว้นจากพูดส่อเสียด เป็นผู้เว้นจากพูดคำหยาบ เป็นผู้เว้นจาก
พูดสำราก บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมอุบัติในสวรรค์
เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐานไว้ฉะนั้น.
จบมุสาสูตรที่ ๒
๓. วัณณสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้เกิดในนรก - สวรรค์
[๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ ธรรม ๔ ประการคืออะไร คือ บุคคลไม่ใคร่ครวญ
ไม่สอบสวนแล้ว ชมคนที่ควรติ ๑ ติคนที่ควรชม ๑ ปลูกความเลื่อมใสใน
ฐานะอันไม่ควรเลื่อมใส ๑ แสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะอันควรเลื่อมใส ๑
บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 245 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ประการ ย่อมอุบัติ
ในสวรรค์ ฯลฯ ธรรม ประการคืออะไร คือบุคคลใคร่ครวญสอบสวนแล้ว
ติคนที่ควรติ ๑ ชมคนที่ควรชม ๑ แสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะอันไม่ควร
เลื่อมใส ๑ ปลูกความเลื่อมใสในฐานะอันควรเลื่อมใส ๑ บุคคลประกอบด้วย
ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมอุบัติในสวรรค์ เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐาน
ไว้ฉะนั้น.
จบวัณณสูตรที่ ๓
๔. โกธสูตร
ว่าด้วยธรรมทำให้เกิดในนรก - สวรรค์
[๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ ธรรม ๔ ประการคืออะไร คือบุคคลเป็นผู้หนักใน
ความโกรธ ไม่หนักในพระสัทธรรม ๑ เป็นผู้หนักในความลบหลู่ท่าน ไม่
หนักให้พระสัทธรรม ๑ เป็นผู้หนักในลาภ ไม่หนักในพระสัทธรรม ๑ เป็น
ผู้หนักในสักการะ ไม่หนักในพระสัทธรรม ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔
ประการนี้แล ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อม
อุบัติในสวรรค์ ฯลฯ ธรรม ๔ ประการคืออะไร คือ บุคคลเป็นผู้หนักใน
พระสัทธรรม ไม่หนักในความโกรธ ๑ เป็นหนักในพระสัทธรรม ไม่หนัก
ในความลบหลู่ท่าน ๑ เป็นผู้หนักในพระสัทธรรม ไม่หนักในลาภ ๑ เป็นผู้
หนักในพระสัทธรรม ไม่หนักในสักการะ ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔
ประการนี้แล ย่อมอุบัติในสวรรค์ เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐานไว้ฉะนั้น.
จบโกธสูตรที่ ๔

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 246 (เล่ม 35)

๕. ตมสูตร
ว่าด้วยบุคคลในโลก ๔ จำพวก
[๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
บุคคล ๔ จำพวกคือใคร คือ
ตโม ตมปรายโน บุคคลมืดมาแล้ว มีมืดไปภายหน้า
ตโม โชติปรายโน บุคคลมืดมาแล้ว มีสว่างไปภายหน้า
โชติ ตมปรายโน บุคคลสว่างมาแล้ว มีมืดไปภายหน้า
โชติ โชติปรายโน บุคคลสว่างมาแล้ว มีสว่างไปภายหน้า
ก็บุคคลมืดมาแล้ว มีมืดไปภายหน้าเป็นไฉน ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้ เกิดในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาลก็ดี ตระกูลช่างสานก็ดี ตระกูล
พรานก็ดี ตระกูลช่างหนังก็ดี ตระกูลคนรับจ้างเทขยะก็ดี ทั้งยากจนขัดสน
ข้าวน้ำของกิน เป็นอยู่อย่างแร้นแค้น หาอาหารและเครื่องนุ่งห่มได้โดย
ฝืดเคือง ซ้ำเป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ เตี้ยแคระ มากไปด้วยโรค ตาบอดบ้าง
เป็นง่อยบ้าง กระจอกบ้าง เปลี้ยบ้าง ไม่ใคร่ได้ ข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน
ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และเครื่องประทีป บุคคลนั้น
ยังประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ
แล้ว กายแตกตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก อย่างนี้แล บุคคล
มืดมาแล้ว มีมืดไปภายหน้า
บุคคลมืดแล้ว มีสว่างไปภายหน้าเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้
เกิดในตระกูลต่ำ คือตระกูลจัณฑาลก็ดี ฯลฯ ที่นอน ที่อยู่ และเครื่องประทีป
บุคคลนั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา

246