ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 227 (เล่ม 35)

อปัณณกวรรควรรณนาที่ ๓
อรรถกถาปธานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปธานสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อปณฺณกปฏิปทํ คือข้อปฏิบัติไม่ผิด. บทว่า โยนิ จสฺส
อารทฺธา โหติ ความว่า ก็เหตุแห่งความสิ้นอาสวะของภิกษุนั้นเป็นอันบริบูรณ์
แล้ว. บทว่า อาสวานํ ขยาย ได้แก่ เพื่อพระอรหัต.
จบอรรถกถาปธานสูตรที่ ๑
๒. ทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุสิ้นอาสวะ ๔ ประการ
[๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
ชื่อว่า อปัณณกปฏิปทา และ เหตุแห่งความสิ้นอาสวะ ชื่อว่าเป็นอันภิกษุนั้น
ได้เริ่มแล้ว ธรรม ๔ ประการคืออะไร คือ เนกขัมมวิตก (ความตรึก
ในอันออกจากกาม) อพยาบาทวิตก (ความตรึกในอันไม่พยาบาท) อวิ-
หิงสาวิตก (ความตรึกในอันไม่เบียดเบียน) สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ชื่อว่า อปัณณกปฏิปทา และ
เหตุแห่งความสิ้นอาสวะ ชื่อว่าภิกษุนั้นได้เริ่มแล้ว.
จบทิฏฐิสูตรที่ ๒
ทิฏฐิสูตรที่ ๒ ง่ายทั้งนั้น.

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 228 (เล่ม 35)

๓. สัปปุริสสูตร
ว่าด้วยธรรม ๔ ประการของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ
[๗๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
พึงทราบว่าเป็นอสัตบุรุษ ธรรม ๔ ประการคืออะไร คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้ เรื่องใดเป็นข้อเสียหายของผู้อื่น แม้ไม่มีใครถาม
ก็เผยเรื่องนั้น จะกล่าวอะไรถึงถูกถาม มีใครซักถามเข้าก็เล่าเรื่องอันเป็นข้อ
เสียหายของผู้อื่นเสียอย่างพิสดารเต็มที่ ไม่ให้บกพร่อง ไม่หน่วงเหนี่ยวทีเดียว
นี่พึงทราบเถิดว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษ เรื่องใดเป็นเกียรติคุณของผู้อื่น แม้
ถูกถาม ก็ไม่เผยเรื่องนั้น จะกล่าวอะไรถึงไม่ถูกถาม ถูกซักถามจังหน้าเช้า
(ไม่มีทางหลีก) ก็เล่าเกียรติคุณของผู้อื่นอย่างอ้อมแอ้มไม่เต็มปาก อ้อมค้อม
หน่วงเหนี่ยว นี่พึงทราบเถิดว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษ เรื่องใดเป็นข้อเสียหายของตน แม้ถูกถาม
ก็ไม่เผยเรื่องนั้น จะกล่าวอะไรถึงไม่ถูกถาม ถูกซักถามจังหน้าเข้า ก็เล่าข้อ
เสียหายของตน อย่างอ้อมแอ้มไม่เต็มปาก อ้อมค้อม หน่วงเหนี่ยว นี่พึงทราบ
เถิดว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษ เรื่องใดเป็นเกียรติคุณของตน แม้ไม่มี
ใครถามก็เผยเรื่องนั้นขึ้นเอง จะกล่าวอะไรถึงมีคนถาม มีใครซักถามเข้าก็เล่า
เรื่องที่เป็นเกียรติคุณของตนอย่างพิสดารเต็มที่ไม่ให้บกพร่อง ไม่หน่วงเหนี่ยว
ทีเดียว นี่พึงทราบเถิดว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นอสัตบุรุษ

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 229 (เล่ม 35)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ พึง
ทราบว่าเป็นสัตบุรุษ ธรรม ๔ ประการ คือ
สัตบุรุษในโลกนี้ เรื่องใดเป็นข้อเสียหายของผู้อื่น แม้ถูกถามก็ไม่
เผยเรื่องนั้น จะกล่าวอะไรถึงไม่ถูกถาม ถูกซักถามจังหน้าเข้าก็เล่าเรื่องอัน
เป็นข้อเสียหายของผู้อื่นอย่างลัดไม่เต็มที่ นี่พึงทราบเถิดว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ
อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษ เรื่องใดเป็นเกียรติคุณของผู้อื่น แม้ไม่มี
ใครถามก็เผยเรื่องนั้น จะกล่าวอะไรถึงมีใครถาม มีใครซักถามเข้าก็เล่าเรื่อง
เกียรติคุณของผู้อื่นอย่างถี่ถ้วนเต็มที่ไม่มีหน่วงเหนี่ยว นี่พึงทราบเถิดว่า ผู้นี้
เป็นสัตบุรุษ
อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษ เรื่องใดเป็นข้อเสียหายของตน แม้ไม่มี
ใครถามก็เผยเรื่องนั้น จะกล่าวอะไรถึงมีใครถาม มีใครซักถามเข้าย่อมเล่า
เรื่องเสียหายของตนอย่างถี่ถ้วนเต็มที่ไม่มีหน่วงเหนี่ยว นี่พึงทราบเถิดว่า ผู้นี้
เป็นสัตบุรุษ
อีกประการหนึ่ง. สัตบุรุษ เรื่องใดเป็นเกียรติคุณของตน แม้มีใคร
ถามก็ไม่เผยเรื่องนั้น แต่เมื่อถูกซักถามจังหน้าเข้าก็เล่าเรื่องเกียรติคุณของตน
อย่างลัดไม่เต็มปาก นี่พึงทราบเถิดว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ
ภิกษุทั้งหลาย หญิงสาว ในคืนหรือวันที่เขารับตัวมาอยู่. (เป็นสะใภ้)
ย่อมมีความละอายกลัวเกรงมาก ทั้งในแม่ผัวทั้งในพ่อผัวทั้งในผัว โดยที่สุด
ในบ่าวและคนงานคนอาศัย ต่อมาพอคุ้นกันเข้า หญิงนั้นตะเพิดเอาแม่ผัวบ้าง
พ่อผัวบ้าง ผัวบ้างก็ได้ว่า ไป รู้จักอะไร ดังนี้ฉันใด ภิกษุบางรูปในพระ-
ธรรมวินัยนี้ ในคืนหรือวันที่ออกจากเรือนมาบวช ย่อมมีหิริโอตตัปปะมาก
ในภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุณีทั้งหลาย ในอุบาสกทั้งหลาย ในอุบาสิกาทั้งหลาย

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 230 (เล่ม 35)

โดยที่สุดในอารามิกะและสมณุทเทส ต่อมาพอคุ้นกันเข้า ภิกษุนั้นตะเพิดเอา
อาจารย์บ้าง อุปัชฌาย์บ้างก็ได้ว่า ไป รู้จักอะไร ดังนี้ฉันนั้นเหมือนกัน
เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกว่า เราทั้งหลายจักมีใจเสมอ
ด้วยสะใภ้ใหม่ ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล.
จบสัปปุริสสูตรที่ ๓
อรรถกถาสัปปุริสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสัปปุริสสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อวณฺโณ ได้แก่ มิใช่คุณ. บทว่า ปาตุกโรติ ได้แก่
บอกทำให้ปรากฏ. บทว่า ปญฺหาภินีโต ได้แก่ ถูกนำมาซักถาม. บทว่า
อหาเปตฺวา อลมฺเพตฺวา ได้แก่ ทำไม่ให้ลด ไม่ให้หย่อนทีเดียว. อนึ่ง
ในข้อนี้ อสัตบุรุษ ย่อมปกปิดความเสียหายของตน เพราะเป็นผู้ปรารถนา
ลามก สัตบุรุษ ย่อมปกปิดเกียรติคุณของตน เพราะเป็นผู้ละอาย. เพราะเหตุที่
อสัตบุรุษขาดหิริโอตัปปะ อยู่ร่วมกันก็ดูหมิ่น ส่วนสัตบุรุษประกอบด้วย
หิริโอตตัปปะ อยู่ร่วมกันก็ไม่ดูหมิ่น ฉะนั้น บัดนี้ เพื่อทรงแสดงสาธก
ความเป็นสัตบุรุษ เปรียบด้วยสะใภ้ใหม่ จึงตรัสว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว
วธุกา เป็นต้น . ในบทเหล่านั้น บทว่า วธุกา ได้แก่ สะใภ้. บทว่า
ติพฺพํ คือมาก. บทที่เหลือในสูตรนี้ ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสัปปุริสสูตรที่ ๓

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 231 (เล่ม 35)

๔. ปฐมอัคคสูตร
ว่าด้วยวัตถุเลิศ ๔ ประการ
[๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วัตถุอันเลิศ ๔ อย่างนี้ วัตถุอันเลิศ
๔ อย่างคืออะไร คือ ศีลเลิศ สมาธิเลิศ ปัญญาเลิศ วิมุตติเลิศ นี้แลวัตถุ
อันเลิศ ๔ อย่าง.
จบปฐมอัคคสูตรที่ ๔
อรรถกถาปฐมอัคคสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอัคคสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สีลคฺคํ คือ ศีลเลิศคือสูงสุด. ในบททั้งปวงก็นัยนี้.
จบอรรถกถาปฐมอัคคสูตรที่ ๔
๕. ทุติยอัคคสูตร
ว่าด้วยวัตถุเลิศ ๔ อย่าง
[๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วัตถุอันเลิศ ๔ อย่างนี้ วัตถุอันเลิศ
๔ อย่างคืออะไร คือ รูปเลิศ เวทนาเลิศ สัญญาเลิศ ภพเลิศ นี้แลวัตถุ
อันเลิศ ๔ อย่าง.
จบทุติยอัคคสูตรที่ ๕

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 232 (เล่ม 35)

อรรถกถาทุติยอัคคสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอัคคสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า รูปคฺคํ ความว่า บุคคลพิจารณารูปใดแล้ว ย่อมบรรลุพระ
อรหัต รูปนี้ชื่อว่า รูปอันเลิศ แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล. ส่วนในบทว่า ภวคฺคํ
นี้ บุคคลดำรงอยู่ในอัตภาพใด ย่อมบรรลุพระอรหัตในอัตภาพนั้น ชื่อว่า
ภพอันเลิศและ
จบอรรถกถาทุติยอัคคสูตรที่ ๕
๖. กุสินาราสูตร
ว่าด้วยความสงสัยในพระรัตนตรัย
[๗๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในระหว่างต้นสาละคู่
ตรงท่ามกลางวงโค้งแห่งแถวต้นสาละ ในป่าไม่สาละของคณะเจ้ามัลละ กรุง
กุสินารา คราวจะเสด็จปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย
ในที่นั้น ภิกษุทั้งหลายรับสนองพระพุทธดำรัสแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ความสงสัยหรือความเคลือบแคลงในพระพุทธเจ้าก็ดี ในพระธรรมก็ดี ใน
พระสงฆ์ก็ดี ในมรรคก็ดี ในปฏิปทาก็ดี จะพึงมีแก่ภิกษุสักรูปหนึ่ง ท่าน
ทั้งหลายจงถามเถิด อย่าต้องมีความเสียใจในภายหลังว่า พระศาสดาเสด็จอยู่
ต่อหน้าเรา เราไม่อาจกราบทูลถามในที่เฉพาะพระพักตร์ได้ ดังนี้เลย เมื่อ
ตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นก็นิ่งอยู่ ตรัสอย่างนั้นอีก ๒ ครั้ง ภิกษุทั้งหลาย

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 233 (เล่ม 35)

ก็คงนิ่งอยู่ จึงตรัสเตือนอีกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายไม่ถาม
เพราะความเคารพในพระศาสดาก็เป็นได้ แม้ภิกษุที่เป็นสหายก็จงบอกแก่สหาย
ต่อ ๆ ไปเถิด ตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายก็คงนิ่งอยู่
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์จึงกราบทูลว่า น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธ-
เจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าเลื่อมใสในหมู่ภิกษุนี้ว่า ความสงสัยหรือความเคลือบ
แคลงในพระพุทธเจ้าก็ดี ในพระธรรมก็ดี ในพระสงฆ์ก็ดี ในมรรคก็ดี ใน
ปฏิปทาก็ดี ไม่มีแก่ภิกษุแม้รูปเดียวในหมู่ภิกษุนี้.
พ. ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เธอกล่าวตามความเลื่อมใส ตถาคตหยั่งรู้
ทีเดียวในข้อนี้ว่า ความสงสัยหรือความเคลือบแคลงในพระพุทธเจ้าก็ดี ใน
พระธรรมก็ดี ในพระสงฆ์ก็ดี ในมรรคก็ดี ในปฏิปทาก็ดี ไม่มีแก่ภิกษุแม้
รูปเดียวในหมู่ภิกษุนี้ เพราะบรรดาภิกษุประมาณ ๕๐๐ นี้ ภิกษุผู้มีคุณธรรม
ที่สุดก็เป็นพระโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะได้
ตรัสรู้ในข้างหน้า.
จบกุสินาราสูตรที่ ๖
อรรถกถากุสินาราสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกุสินาราสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุปวตฺตเน ได้แก่ ในที่ท่ามกลางแถวต้นสาละที่อยู่ทิศ
ตะวันออก ยืนต้นเรียงเลี้ยวโค้งไปทางทิศเหนือ. บทว่า อนฺตเร ยมกสาลานํ
ได้แก่ ในระหว่างต้นสาละสองต้น. บทว่า กงฺขา ได้แก่ ความเคลือบแคลง.
บทว่า วิมติ คือ ไม่สามารถจะตัดสินได้. ความย่อในข้อนี้มีดังนี้ว่า ภิกษุรูปใด

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 234 (เล่ม 35)

พึงเกิดความสงสัยว่า พระพุทธเจ้าหรือมิใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมหรือมิใช่
พระธรรม พระสงฆ์หรือมิใช่พระสงฆ์ มรรคหรือมิใช่มรรค ปฏิปทาหรือ
มิใช่ปฏิปทา ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงถามเถิด เราจะบอก
ความข้อนั้น แก่ภิกษุรูปนั้น ดังนี้
บทว่า สตฺถุคารเวนปิ น ปุจฺเฉยฺยาถ ความว่า ถ้าพวกเธอไม่
ถามเพราะความเคารพในพระศาสดาอย่างนี้ว่า พวกเราบวชในสำนักของพระ-
ศาสดา แม้ปัจจัย ๔ เป็นของพระศาสดาของพวกเรา พวกเราเหล่านั้นไม่สงสัย
มาตลอดกาลเท่านี้แล้ว ก็ไม่ควรจะทำความสงสัยในวันนี้ ซึ่งเป็นปัจฉิมกาล.
ด้วยบทว่า สหายโกปิ ภิกฺขเว สหายกสฺส อาโรเจตุ ทรงแสดงว่า
บรรดาพวกเธอ ภิกษุใดเป็นเพื่อนเห็นเพื่อนคบของภิกษุใด ภิกษุนั้นจงบอก
แก่ภิกษุนั้น เราจักบอกแก่ภิกษุรูปหนึ่ง พวกเธอฟังคำของภิกษุนั้นแล้ว ก็จะ
พากันหายสงสัยไปสิ้น. บทว่า เอวํ ปสนฺโน ความว่า ข้าพระองค์เธออย่างนี้.
บทว่า ญาณเมว ความว่า ญาณที่ทำให้ประจักษ์ถึงภาวะที่ภิกษุไม่มีความสงสัย
มิใช่เพียงความเธอของตถาคตในข้อนี้. บทว่า อิเมสํ หิ อานนฺท ความว่า
บรรดาภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ ที่นั่งอยู่ภายในม่าน. บทว่า โย ปจฺฉิมโก
ความว่า ตรัสถึงพระอานนทเถระ ซึ่งเป็นภิกษุผู้มีคุณต่ำที่สุด.
จบอรรถกถากุสินาราสูตรที่ ๖

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 235 (เล่ม 35)

๗. อจินติตสูตร
ว่าด้วยอจินไตย ๔
[๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ อย่างนี้ไม่ควรคิด ผู้ที่คิด
ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า อจินไตย ๔ คือ
อะไรบ้าง คือ
๑. พุทธวิสัยแห่งพระพุทธทั้งหลาย เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิด
ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า
๒. ฌานวิสัยแห่งผู้ได้ฌาน เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิด ก็จะ
พึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำปากเปล่า
๓. วิบากแห่งกรรม เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วน
แห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า
๔. โลกจินดา (ความคิดในเรื่องของโลก) เป็นอจินไตยไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แล อจินไตย ๔ ไม่ควรคิด ผู้ที่คิด ก็จะพึง
มีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า.
จบอจินติตสูตรที่ ๗

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 236 (เล่ม 35)

อรรถกถาอจินติตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอจินติตสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อจินฺเตยฺยานิ ได้แก่ไม่ควรคิด. บทว่า น จินฺเตตพฺพานิ
ความว่า บุคคลไม่ควรคิด เพราะเป็นอจินไตยนั่นเอง. บทว่า ยานิ จินฺเตนฺโต
คือ คิดสิ่งที่ไม่มีเหตุเหล่าใด. บทว่า อุมฺมาทสฺส ได้แก่ ความเป็นคนบ้า.
บทว่า วิฆาตสฺส คือ เป็นทุกข์. บทว่า พุทฺธวิสโย แปลว่า วิสัยของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ความเป็นไปและอานุภาพของพระพุทธคุณมีพระ-
สัพพัญญุตญาณเป็นต้น. บทว่า ฌานวิสโย ได้แก่ ฌานวิสัยในอภิญญา.
บทว่า กมฺมวิปาโก ได้แก่ วิบากของกรรมมีกรรมที่จะพึงเสวยผลในปัจจุบัน
เป็นต้น. บทว่า โลกจินฺตา ความว่า โลกจินดา ความคิดเรื่องโลกเช่นว่า
ใครหนอสร้างดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ใครสร้างแผ่นดินใหญ่ ใครสร้าง
มหาสมุทร ใครสร้างสัตว์ให้เกิด ใครสร้างภูเขา ใครสร้างต้นมะม่วงต้นตาล
และต้นมะพร้าวเป็นต้น ดังนี้.
จบอรรถกถาจินติตสูตรที่ ๗
๘. ทักขิณาสูตร
ว่าด้วยทักขิณาวิสุทธิ ๔ ประการ
[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทักขิณาวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์แห่ง
ทักษิณา) ๔ ประการนี้ ทักขิณาวิสุทธิ ๔ ประการคืออะไร คือ ทักษิณา
บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกก็มี ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก
ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายกก็มี ทักษิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกก็มี
ทักษิณาบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหกก็มี

236