ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 217 (เล่ม 35)

เมตตาจิตกับงูตระกูลวิรูปักขะ. แม้ในตระกูลงูที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า
อปาทเกหิ ได้แก่ มีเมตตาจิตกับสัตว์ไม่มีเท้าทั้งหลาย. แม้ในสัตว์ที่เหลือ
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน . บทว่า สพฺเพ สตฺตา ความว่า ก่อนแต่นี้ ภิกษุกล่าว
เมตตาเจาะจงด้วยฐานะประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ จึงเริ่มคำนี้ เพื่อกล่าวเมตตา
ไม่เจาะจง. ในบทเหล่านั้น คำว่า สัตว์ ปาณะ ภูต เหล่านี้
ทั้งหมดเป็นคำกล่าวถึงบุคคลเท่านั้น. บทว่า ภทฺรานิ ปสฺสนฺตุ ความว่า
จงเห็นแต่อารมณ์ที่เจริญใจเถิด. บทว่า มา กญฺจิ ปาปนาคมา ความว่า
สัตว์อะไร ๆ อย่าประสบสิ่งอันเป็นบาปลามกเลย. ในบทว่า อปฺปมาโณ
พุทฺโธ นี้พึงทราบพุทธคุณว่า พุทฺโธ แท้จริง พุทธคุณเหล่านั้น
ชื่อว่า สุดที่จะประมาณได้. แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้แล. บทว่า ปมาณ-
วนฺตานิ ได้แก่ ประกอบแล้วด้วยประมาณแห่งพระคุณ. บทว่า อุณฺณานาภี
ได้เเก่ แมลงมุมมีขนที่ท้อง. บทว่า สรพู ได้แก่ ตุ๊กแกในเรือน. บทว่า กตา
เม รกฺขา กตา เม ปริตฺตา ความว่า การรักษา และการป้องกัน ข้าพเจ้า
ได้ทำแล้ว แก่ชนประมาณเท่านี้. บทว่า ปฏิกฺกมนฺตุ ภูตานิ ความว่า
สัตว์ทั้งหลายแม้ทั้งหมด อันข้าพเจ้าทำการป้องกันแล้ว จงหลีกไปเสีย อธิบาย
ว่า อย่าเบียดเบียนข้าพเจ้าเลย ดังนี้.
จบอรรถกถาอหิสูตรที่ ๗

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 218 (เล่ม 35)

๘. เทวทัตตสูตร
ว่าด้วยเรื่องพระเทวทัต
[๖๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ
พระนครราชคฤห์ เมื่อพระเทวทัตหลีกไปแล้วไม่ช้า ก็ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย
ในที่นั้นมา มีพระพุทธดำรัสถึงพระเทวทัตว่า ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะ
และความสรรเสริญเกิดมีแก่เทวทัต เพื่อทำลายล้างตน ลาภสักการะและความ
สรรเสริญเกิดมีแก่เทวทัต เพื่อความพินาศของตนเอง เปรียบเหมือนต้นกล้วย
ออกผลมากสำหรับฆ่าตัวเอง ออกผลมาก็เพื่อความพินาศของตัวเองฉันใด
ลาภสักการะและความสรรเสริญเกิดมีแก่เทวทัตก็เพื่อทำลายล้างตน ลาภสักการะ
และความสรรเสริญเกิดมีแก่เทวทัตก็เพื่อความพินาศ (ของตัวเอง) ฉันนั้น
เหมือนกัน เปรียบเหมือนต้นไผ่ออกขุยมาก็สำหรับฆ่าตัวเอง ออกขุยมาก็เพื่อ
ความพินาศของตัวเองฉันใด...ต้นอ้อออกขุยมาก็สำหรับฆ่าตัวเอง ออกขุยมา
ก็เพื่อความพินาศของตัวเองฉันใด... แม่ม้าอัสดรตั้งครรภ์ก็สำหรับฆ่าตัวเอง
ตั้งครรภ์ก็เพื่อความพินาศ (ของตัวเอง) ฉันใด ลาภสักการะและความสรรเสริญ
เกิดมีแก่เทวทัตก็เพื่อทำลายล้างตน ลาภสักการะและความสรรเสริญเกิดมีแก่
เทวทัตแก่เพื่อความพินาศ (ของตัวเอง) ฉันนั้นเหมือนกัน
ผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ฆ่าต้น
ไผ่ ขุยอ้อฆ่าต้นอ้อ ลูกม้าอัสดรฆ่าแม่น้ำ
อัสดรฉันใด สักการะก็ทำลายล้างคนชั่ว
เสียฉันนั้น.
จบเทวทัตตสูตรที่ ๘

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 219 (เล่ม 35)

อรรถกถาเทวทัตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเทวทัตตสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อจิรปกฺกนฺเต เทวทตฺเต ความว่า เมื่อเทวทัตทำสังฆเภท
แล้ว หลีกไปไม่นาน. บทว่า ปราภวาย ได้แก่ เพื่อความเสื่อม เพื่อความ
พินาศ. บทว่า อสฺสตรี ความว่า ม้าอัสดร เกิดในท้องของแม่ฬา. บทว่า
อตฺตวธาย คพฺภํ คณฺหาติ ความว่า คนทั้งหลายผสมแม่ฬานั้นกับพ่อม้า
แม่ม้าอัสดรนั้น ตั้งท้องแล้ว เมื่อถึงเวลาก็ออกลูกไม่ได้ ยืนเอาเท้าทั้ง ๒
ตะกุยแผ่นดิน เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงผูกเท้าทั้ง ๔ ของมันไว้ที่หลัก ๔ หลัก
ผ่าท้องนำลูกออก มันจึงตาย ณ ที่นั้นเอง ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสถึงแม่ม้าอัสดรนั้น.
จบอรรถกถาเทวทัตตสูตรที่ ๘
๙. ปธานสูตร
ว่าด้วยความเพียร ๔
[๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปธาน (ความเพียร) ๔ ประการนี้
ปธาน ๔ คืออะไรบ้าง คือ สังวรปธาน (เพียรระวัง) ปหานปธาน
(เพียรละ) ภาวนาปธาน (เพียรบำเพ็ญ) อนุรักขนาปธาน (เพียรตาม
รักษาไว้)
ก็สังวรปธานเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้
เกิด พยายาม ทำความเพียร ประคองจิต ตั้งใจไว้ เพื่อยังอกุศลบาปธรรมที่
ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังวรปขาน.

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 220 (เล่ม 35)

ปหานปธานเป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้
เกิด พยายาม ทำความเพียร ประคองจิต ตั้งใจไว้ เพื่อละอกุศลบาปธรรม
ที่เกิดแล้ว นี้เรียกว่า ปหานปธาน.
ภาวนาปธานเป็นไฉน. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้
เกิด พยายาม ทำความเพียร ประคองจิต ตั้งใจไว้ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยัง
ไม่เกิดให้เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ภาวนาปธาน.
อนุรักขนาปธานเป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะ
ให้เกิด พยายาม ทำความเพียร ประคองจิต ตั้งใจไว้ เพื่อให้กุศลธรรมที่
เกิดแล้วคงอยู่ ไม่เลือนหายไป ให้ภิยโยภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่ นี้เรียกว่า
อนุรักขนาปธาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แล ปธาน ๔ ประการ
เพียรระวัง ๑ เพียรละ ๑ เพียรบำเพ็ญ
๑ เพียรตามรักษาไว้ ๑ ปธาน ๔ ประการ
นี้ พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์
ทรงแสดงไว้ เป็นเครื่องให้ภิกษุผู้มีความ
เพียร ในพระศาสนานี้บรรลุถึงความสิ้น
ทุกข์.
จบปธานสูตรที่ ๙

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 221 (เล่ม 35)

อรรถกถาปธานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปธานสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
ความเพียร เพื่อระวังกิเลส คือ เพื่อปิดทางเข้าของกิเลสชื่อสังวรปธาน
(เพียรระวัง) เพียรเพื่อละชื่อปหานปธาน (เพียรละ) เพียรเพื่อเจริญกุศลธรรม
ชื่อภาวนาปธาน (เพียรบำเพ็ญ) เพียรเพื่อตามรักษากุศลธรรมเหล่านั้น ชื่อ
อนุรักขนาปธาน (เพียรตามรักษาไว้).
จบอรรถกถาปธานสูตรที่ ๙
๑๐. ธัมมิกสูตร
ว่าด้วยพระราชาประพฤติไม่เป็นธรรมและเป็นธรรม
[๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด พระราชาทั้งหลายประพฤติ
ไม่เป็นธรรม ในสมัยนั้น แม้ข้าราชการทั้งหลาย ก็พลอยประพฤติไม่เป็นธรรม
เมื่อข้าราชการประพฤติไม่เป็นธรรม พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายก็ประพฤติ
ไม่เป็นธรรมบ้าง เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายประพฤติไม่เป็นธรรม
ชาวบ้านชาวเมืองก็ประพฤติไม่เป็นธรรมไปตามกัน ครั้นชาวบ้านชาวเมือง
ประพฤติไม่เป็นธรรม ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ก็โคจรไม่สม่ำเสมอ ครั้น
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ โคจรไม่สม่ำเสมอ ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินไม่เที่ยงตรง
ครั้นดาวนักษัตรทั้งหลายเดินไม่เที่ยงตรง คืนและวันก็เคลื่อนไป ครั้นคืนและ
วันเคลื่อนไป เดือนและปักษ์ก็คลาดไป ครั้นเดือนและปักษ์คลาดไป ฤดูและ
ปีก็เคลื่อนไป ครั้นฤดูและปีเคลื่อนไป ลมก็พัดผันแปรไป ครั้นลมพัด

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 222 (เล่ม 35)

ผันแปรไป ลนนอกทางก็พัดผิดทาง ครั้นลมนอกทางพัดผิดทาง เทวดา
ทั้งหลายก็ปั่นป่วน ครั้นเทวดาทั้งหลายปั่นป่วน ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ครั้น
ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์
ทั้งหลายบริโภคข้าวที่สุกไม่ดี ย่อมอายุสั้น ผิวพรรณก็ไม่งาม กำลังก็ลดถอย
และมีอาพาธมาก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลา ในสมัยใด พระราชาทั้งหลายประพฤติเป็นธรรม
ในสมัยนั้น แม้ข้าราชการทั้งหลายก็ประพฤติเป็นธรรมไปด้วย เนื้อข้าราชการ
ทั้งหลายประพฤติเป็นธรรม พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายก็ประพฤติเป็นธรรม
บ้าง เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายประพฤติเป็นธรรม ชาวบ้านชาวเมือง
ก็ประพฤติเป็นธรรมไปตามกัน ครั้นชาวบ้านชาวเมืองประพฤติเป็นธรรม
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็โดยจรสม่ำเสมอ ครั้นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรสม่ำเสมอ
ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินสม่ำเสมอ ครั้นดาวนักษัตรทั้งหลายเดินสม่ำเสมอ
คืนและวันก็ตรง ครั้นคืนและวันตรง เดือนและปักษ์ก็ตรง ครั้นเดือนและ
ปักษ์ตรง ฤดูและปีก็สม่ำเสมอ ครั้นฤดูและปีสม่ำเสมอ ลมก็พัดเป็นปกติ
ครั้นลมพัดเป็นปกติ ลมในทางก็พัดไปถูกทาง ครั้นลมในทางพัดไปถูกทาง
เทวดาทั้งหลายก็ไม่ปั่นป่วน ครันเทวดาทั้งหลายไม่ปั่นป่วน ฝนก็ตกตาม
ฤดูกาล ครั้นฝนตกดามฤดูกาล ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกได้ที่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มนุษย์ทั้งหลายได้บริโภคข้าวที่สุกได้ที่ ย่อมมีอายุยืน ผิวพรรณงาม มีกำลัง
และมีอาพาธน้อย
เมื่อฝูงโคข้ามฟากอยู่ ถ้าโคโจกตัว
นำฝูงไปคด โคนอกนั้นไปคดตามกัน
ในหมู่มนุษย์เหมือนกัน ถ้าท่านผู้ได้รับ
สมมติให้เป็นใหญ่ ประพฤติไม่เป็นธรรม

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 223 (เล่ม 35)

ไซร้ ประชาชนนอกนี้ ก็จะประพฤติไม่
เป็นธรรมด้วย ถ้าพระราชาไม่ตั้งอยู่ใน
ธรรม รัฐทั้งปวงก็ยากเข็ญ.
เนื้อฝูงโคข้ามฟากอยู่ ถ้าโคโจกตัว
นำฝูงไปตรง โคนอกนั้นก็ไปตรงตามกัน
ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ถ้าท่านผู้ได้รับ
สมมติให้เป็นใหญ่ ประพฤติเป็นธรรมไซร้
ประชาชนนอกนี้ ย่อมประพฤติเป็นธรรม
ด้วย ถ้าพระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม รัฐ
ทั้งปวงก็อยู่เป็นสุข.
จบธัมมิกสูตรที่ ๑๐
จบปัตตกัมมวรรคที่ ๒
อรรถกถาธัมมิกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในธัมมิกสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อธมฺมิกา โหนฺติ ความว่า พระราชาทั้งหลายประพฤติ
ไม่เป็นธรรมโดยไม่เก็บส่วย ๑๐ ส่วน และไม่ลงโทษ ตามสมควรแก่ความผิด
ซึ่งพระราชาเก่าก่อนทรงตั้งไว้แล้ว เก็บส่วยเกินพิกัด และลงโทษเกินกำหนด

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 224 (เล่ม 35)

บทว่า ราชยุตฺตา ได้แก่ พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ทำราชการอยู่ในชนบทของ
พระราชา. บทว่า พฺราหฺมณคหปติกา ได้แก่ พราหมณ์และคฤหบดี
ทั้งหลายผู้อยู่ภายในเมือง. บทว่า เนคมชานปทา ได้แก่ ชาวนิคม และ
ชาวชนบท. บทว่า วิสมํ ความว่า ลมก็ผันแปรไป ไม่ถูกตามฤดู. บทว่า
วิสมา ความว่า ลมพัดไม่สม่ำเสมอ พัดแรงเกินไปบ้าง พัดอ่อนเกินไปบ้าง.
บทว่า อปญฺชสา ได้แก่ ลมนอกทาง พัดออกนอกทางไป. บทว่า เทวดา
ปริกุปฺปิตา ภวนฺติ ความว่า ด้วยว่าเมื่อลมนอกทางพัดไม่สม่ำเสมอ ต้นไม้
ทั้งหลายก็หัก วิมานก็พังทะลาย เพราะฉะนั้น พวกเทวดาก็ปั่นป่วน. เทวดา
เหล่านั้นจึงไม่ยอมให้ฝนตกตามฤดูกาล. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ฝนก็ไม่ตก
ตามฤดูกาล. บทว่า วิสมปากีนิ สสฺสานิ ภวนฺติ ความว่า ข้าวกล้า
ทั้งหลายก็สุกไม่เสมอกันอย่างนี้คือ ในที่แห่งหนึ่งตั้งท้อง ในที่แห่งหนึ่ง
เกิดน้ำนม แต่ที่แห่งหนึ่งแก่ ดังนี้.
บทว่า สมํ นกฺขตฺตานิ ตารกรูปานิ ปริวตฺตนฺติ ความว่า
ดาวนักษัตรทั้งหลายย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอเหมือนวันเพ็ญนั้น ได้นักษัตร
นั้น ๆในเดือนนั้นอย่างนี้ว่า วันเพ็ญเดือน ๑๒ ได้นักษัตรในเดือน ๑๒ เท่านั้น
วันเพ็ญเดือนอ้าย ได้นักษัตรในเดือนอ้ายเท่านั้นฉะนั้น. บทว่า สมํ วาตา
วายนฺติ ความว่า ลมทั้งหลายมิใช่พัดไม่สม่ำเสมอพัดในฤดูกาลเท่านั้น ย่อม
พัดในฤดูอันเหมาะแก่ชนบทเหล่านั้น ๆ อย่างนี้ คือ ลมเหนือพัด ๖ เดือน
ลมใต้พัด ๖ เดือน. บทว่า สมา ความว่า ลมพัดต่ำเสมอ ไม่แรงเกินไป
ไม่อ่อนเกินไป. บทว่า ปญฺชสา ได้แก่ ลมที่พัดในทาง ย่อมพัดตามทาง
นั่นเอง หาใช่พัดโดยมิใช่ทางไม่.

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 225 (เล่ม 35)

บทว่า ชิมฺหํ คจฺฉติ แปลว่า เดินไปคด คือ ย่อมถือเอาแต่ที่
มิใช่ท่า. บทว่า เนตฺเต ชิมฺหํ คเต สติ ได้แก่ โคชื่อว่าเนตตา เพราะ
นำไป. อธิบายว่า เมื่อโคตัวนำเดินไปคด ถือเอาแต่ที่มิใช่ท่า โคแม้นอกนี้
ย่อมถือเอาแต่ที่มิใช่ท่าตามกัน ไป. ปาฐะว่า เนนฺเต ดังนี้ก็มี. บทว่า ทุกฺขํ
เสติ แปลว่า ย่อมนอนเป็นทุกข์ อธิบายว่า ประสบทุกข์แล้ว.
จบอรรถกาธัมมิกสูตรที่ ๑๐
จบปัตตกัมวรรควรรณนาที่ ๒
พระสูตรปนกับคาถา จบบริบูรณ์
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปัตตกัมมสูตร ๒. อันนนาถสูตร ๓. สพรหมสูตร ๔. นิรย-
สูตร ๕. รูปสูตร ๖. สราคสูตร ๗. อหิสูตร ๘. เทวทัตตสูตร ๙.
ปธานสูตร ๑๐. ธัมมิกสูตร และอรรถกถา.

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 226 (เล่ม 35)

อปัณณกวรรคที่ ๓
๑๐. ปธานสูตร
ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุสิ้นอาสวะ ๔ ประการ
[๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
ชื่อว่า อปัณณกปฏิปทา (ข้อปฏิบัติไม่ผิด) และ เหตุแห่งความสิ้นอาสวะ
ชื่อว่าภิกษุนั้นได้เริ่มแล้ว ธรรม ๔ ประการคืออะไร คือภิกษุในพระธรรม-
วินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ๑ เป็นพหูสูต ๑ เป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว
๑ เป็นผู้มีปัญญา ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ชื่อว่า
อปัณณกปฏิปทา และ เหตุแห่งความสิ้นอาสวะ ชื่อว่าภิกษุนั้นได้เริ่มแล้ว.
จบปธานสูตรที่ ๑

226