ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 207 (เล่ม 35)

ดูก่อนคฤหบดี สุข ๔ ประการนี้แล อันคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามควรจะ
ได้รับตามกาลตามสมัย
บุคคลผู้มีปัญญาดีรู้ว่าความไม่เป็น
หนี้เป็นสุข และระลึกรู้ว่าความมีทรัพย์ก็
เป็นสุข เมื่อได้จ่ายทรัพย์บริโภคก็รู้ว่าการ
จ่ายทรัพย์บริโภคเป็นสุข อนึ่ง ย่อมพิ-
จารณาเห็น (สุขที่ยิ่งหย่อนกว่ากัน) ด้วย
ปัญญา เมื่อพิจารณาดู ก็ทราบว่าสุข ๔
นี้เป็น ๒ ภาค สุขทั้ง ๓ ประการข้างต้น
นั้นไม่ถึงส่วนที่ ๑๖ แห่งสุขเกิดแต่
ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ.
จบอันนนาถสูตรที่ ๒
อรรถกถาอันนนาถสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอันนนาถสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อธิคมนียานิ คือ พึงถึง. บทว่า กามโภคินา คือ
ผู้บริโภควัตถุกาม และกิเลสกาม. บรรดาสุขมีอัตถิสุขเป็นต้น สุขที่เกิดขึ้นว่า
โภคทรัพย์มีอยู่ ชื่อว่าอัตถิสุข สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์. สุขที่เกิดขึ้นแก่บุคคล
ผู้ใช้จ่ายโภคทรัพย์ ชื่อว่าโภคสุข สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค. สุขที่เกิดขึ้น
ว่าเราไม่เป็นหนี้ ชื่อว่าอันณสุข สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้. สุขที่เกิดขึ้น
ว่าเราปราศจากโทษ ไม่เป็นโทษ ชื่อว่าอนวัชชสุข สุขเกิดแต่การประกอบการ
งานที่ไม่มีโทษ.

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 208 (เล่ม 35)

บทว่า ภุญฺชํ แปลว่า เมื่อบริโภค. บทว่า ปญฺญา วิปสฺสติ
แปลว่า ย่อมพิจารณาเห็นด้วยปัญญา. บทว่า อุโภ ภาเค แปลว่า สองส่วน
อธิบายว่า พิจารณาเห็นด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า ความสุขสามข้างต้น จัดเป็น
ส่วนหนึ่ง. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ไม่มีโทษ จัดเป็นส่วนหนึ่ง ชื่อว่า
รู้สองส่วน. บทว่า อนวชฺชสุขสฺเสตํ ความว่า สุขแม้สามอย่างนั้น ย่อม
ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งสุขที่เกิดแต่ประกอบการงานไม่มีโทษ ดังนี้.
จบอรรถกถาอันนนาถสูตรที่ ๒
๓. สพรหมสูตร
ว่าด้วยมารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร
[๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดา อันบุตรแห่งตระกูลทั้งหลาย
ใดบูชาอยู่ในเรือนของตน ตระกูลทั้งหลายนั้นชื่อว่ามีพรหม...มีบุรพาจารย์
... มีบุรพเทวดา...มีอาหุไนย ภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหม นี้เป็นคำเรียก
มารดาบิดาทั้งหลาย คำว่า บุรพาจารย์...บุรพเทวดา...อาหุไนย นี้ก็เป็น
คำเรียกมารดาบิดาทั้งหลาย ที่เรียกเช่นนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่ามารดาบิดา
ทั้งหลายเป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้ฟูมฟักเลี้ยงดู เป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร
ทั้งหลาย
มารดาบิดาทั้งหลาย ผู้เอ็นดูประชา
ชื่อว่าเป็นพรหม เป็นบุรพาจารย์ และเป็น
อาหุไนยของบุตรทั้งหลาย เพราะเหตุ
นั่นแหละ บุตรผู้มีปัญญาพึงนอบน้อม

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 209 (เล่ม 35)

สักการะท่าน ด้วยข้าว ด้วยน้ำ ด้วยผ้า
ด้วยเครื่องที่นอน ด้วยเครื่องอบ ด้วย
การสนานกาย และด้วยการล้างเท้า เพราะ
การบำรุงมารดาบิดานั้น ในโลกนี้บัณฑิต
ทั้งหลายก็สรรเสริญบุตรนั้น บุตรนั้นละ
โลกนี้ไปแล้ว ยังบันเทิงใจในสวรรค์.
จบสพรหมสูตรที่ ๓
สพรหมสูตรที่ ๓ พรรณนาไว้แล้วในติกนิบาต. เพียงบทว่า สุปุพฺพ-
เทวตานิ บทเดียวที่แปลกในสูตรนี้..
๔. นิรยสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
[๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
ย่อมอุบัติในนรก เหมือนถูกนำตัวไปเก็บไว้ฉะนั้น ธรรม ๔ ประการคืออะไร
คือ บุคคลเป็นผู้ทำปาณาติบาตโดยปกติ ทำอทินนาทานโดยปกติ ทำกาเม-
สุมิจฉาจารโดยปกติ พูดมุสาวาทโดยปกติ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบ
ด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมอุบัติในนรก เหมือนถูกนำตัวไปเก็บไว้ฉะนั้น
บัณฑิตทั้งหลายไม่สรรเสริญธรรม
๔ ประการ คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน
พูดมุสาวาท และประพฤติผิดในกาม.
จบนิรยสูตรที่ ๓

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 210 (เล่ม 35)

นิรยสูตรที่ ๔ ง่ายทุกบท.
๕. รูปสูตร
ว่าด้วยบุคคลเลื่อมใส ๔ จำพวก
[๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
บุคคล ๔ จำพวกคือใคร คือ
รูปปฺปมาโณ รูปปฺปสนฺโน บุคคลถือรูปเป็นประมาณ เลื่อมใสในรูป
โฆสปฺปมาโณ โฆสปฺปสนฺโน บุคคลถือเสียงกึกก้องเป็นประมาณเลื่อมใส
ในเสียงกึกก้อง
ลูขปฺปมาโณ ลูขปฺปสนฺโน บุคคลถือความเศร้าหมองเป็นประมาณ
เลื่อมใสในความเศร้าหมอง
ธมฺมปฺปมาโณ ธมฺมปฺปสนฺโน บุคคลถือธรรมเป็นประมาณ เลื่อมใสใน
ธรรม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคล ๔ จำพวกมีปรากฏอยู่ ในโลก.
บุคคลเหล่าใดถือรูปเป็นประมาณก็ดี
บุคคลเหล่าใดคล้อยไปตามเสียงกึกก้องก็ดี
บุคคลเหล่านั้น อยู่ในอำนาจความพอใจ
รักใคร่แล้ว ย่อมไม่รู้จักชนผู้นั้น.
คนโง่ย่อมไม่รู้ (คุณธรรม) ภายใน
ทั้งไม่เห็น (ข้อปฏิบัติ) ภายนอ (ของ
ชนผู้นั้น) ถูกรูปและเสียงปิดบัง (ปัญญา)

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 211 (เล่ม 35)

เสียจนรอบ คนโง่นั้นจึงถูกเสียงกึกก้อง
พัดพาไปได้.
บุคคลใดไม่รู้ภายใน แต่เห็นภาย-
นอก เห็นแต่ผล (คือลาภสักการที่ผู้นั้นได้)
ในภายนอก แม้บุคคลนั้นก็ยังจะถูกเสียง
กึกก้องพัดพาไปได้.
บุคคลใดทั้งรู้ภายในทั้งเห็นภายนอก
เห็นแจ้งไม่มีอะไรเป็นเครื่องปิดบัง บุคคล
นั้นย่อมไม่ถูกเสียงกึกก้องพัดพาไป.
จบรูปสูตรที่ ๕
อรรถกถารูปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในรูปสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บุคคลถือประมาณในรูปแล้วเลื่อมใส ชื่อรูปัปปมาณ. บทว่ารูปปฺป-
สนฺโน เป็นไวพจน์ความของบท รูปปฺปมาโณ นั้น. บุคคลถือประมาณ
ในเสียงกึกก้องแล้วเลื่อมใส ชื่อโฆสัปปมาณ. บุคคลถือประมาณในความ
ปรากฏของจีวรและบาตรแล้วเลื่อมใส ชื่อลูขัปปมาณ. บุคคลถือประมาณ
ในธรรมแล้ว เลื่อมใส ชื่อธัมมัปปมาณ. บทนอกจากนี้ เป็นไวพจน์ความ
ของบทเหล่านั้นนั่นแล เพราะแบ่งสรรพสัตว์ออกเป็นสามส่วน สองส่วน
ถือรูปเป็นประมาณ. ส่วนหนึ่ง ไม่ถือรูปเป็นประมาณ. เพราะแบ่งสรรพสัตว์
ออกเป็นห้าส่วน สี่ส่วน ถือเสียงกึกก้องเป็นประมาณ ส่วนหนึ่งไม่ถือเสียง

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 212 (เล่ม 35)

กึกก้องเป็นประมาณ. เพราะแบ่งสรรพสัตว์ออกเป็น ๑๐ ส่วน เก้าส่วน ถือ
ความปอนเป็นประมาณ ส่วนหนึ่งไม่ถือความปอนเป็นประมาณ. แต่เมื่อแบ่ง
สรรพสัตว์ออกเป็นแสนส่วน ส่วนเดียวเท่านั้น ถือธรรมเป็นประมาณ ที่เหลือ
พึงทราบว่า ไม่ถือธรรมเป็นประมาณ ดังนี้.
บทว่า รูเปน ปามึสุ ความว่า บุคคลเหล่าใดเห็นรูปแล้วเลื่อมใส
บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่าถือรูปเป็นประมาณ อธิบายว่า นับถือแล้ว. บทว่า
โฆเสน อนฺวคู ความว่า บุคคลเหล่าใดไหลไปตามเสียงกึกก้อง อธิบายว่า
บุคคลเหล่านั้นถือเสียงกึกก้องเป็นประมาณแล้วจึงเลื่อมใส. บทว่า ฉนฺทรา-
ควสูเปตา ได้แก่ ตกอยู่ในอำนาจความพอใจ และรักใคร่เสียแล้ว . บทว่า
อชฺฌตฺตญฺจ น ชานาติ ความว่า คนโง่ ย่อมไม่รู้จักคุณข้างในของเขา.
บทว่า พหิทฺธา จ น ปสฺสติ ความว่า ย่อมไม่เห็นข้อปฏิบัติข้างนอก
ของเขา. บทว่า สมนฺตาวรโณ ได้แก่ ถูกเสียงปิดบังเสียจนรอบ. อีก-
อย่างหนึ่ง ชื่อว่า สมันตาวรณะ เพราะเสียงกั้นไว้รอบ. บทว่า โฆเสน วุยฺหติ
ความว่า คนโง่นั้น จึงถูกเสียงกึกก้องชักนำไป หาใช่ถูกคุณนำไปไม่. บทว่า
อชฺฌตฺตญฺจ น ชานาติ พหิทฺธา จ วิปสฺสติ ความว่า บุคคลไม่รู้
คุณข้างใน แต่เห็นการปฏิบัติข้างนอกของเขา. บทว่า พหิทฺธา ผลทสฺสาวี
ความว่า เห็นผลสักการะข้างนอกที่บุคคลอื่นทำแก่เขา. บทว่า วินีวรณทสฺสาวี
ความว่า เห็นอย่างไม่มีอะไรปิดบัง. บทว่า น โส โฆเสน วุยฺหติ
ความว่า บุคคลนั้นจึงไม่ถูกเสียงกึกก้องชักนำไป.
จบอรรถกถารูปสูตรที่ ๕

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 213 (เล่ม 35)

๖. สราคสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก
[๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
บุคคล ๔ จำพวกคือใคร คือ
สราโค บุคคลมีราคะ
สโทโส บุคคลมีโทสะ
สโมโห บุคคลมีโมหะ
สมาโน บุคคลมีมาน
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก
บุคคลผู้กำหนัดเหล้าในอารมณ์ที่ชวน
กำหนัดทั้งหลาย เพลิดเพลินยินดีในปิยรูป
(สิ่งที่น่ารักใคร่) เป็นคนทราม ลูกโมหะ
ผูกไว้แล้ว ยิ่งเพิ่มเครื่องผูกพัน (อื่น ๆ)
ขึ้น.
คนเขลาทำอกุศลกรรมที่เกิดเพราะ
ราคะบ้าง เกิดเพราะโทสะบ้าง เกิดเพราะ
โมหะบ้าง อันเป็นกรรม มีความคับแค้น
มีผลเป็นทุกข์ คนเขลาเหล่านั้นเป็นคน
อันอวิชชาปิดบังแล้ว เป็นคนบอดมือ
ไม่มีจักษุ (คือปัญญา) ธรรม ๓ มีอยู่
อย่างใด เขาก็เป็นอยู่เหมือนอย่างนั้น ไม่
รู้สึกตัวว่าเป็นอย่างนั้นเสียด้วย.
จบสราคสูตรที่ ๖

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 214 (เล่ม 35)

อรรถกถาสราคสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสราคสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โมหชํ วาปิ อวิทฺทสุ ความว่า คนเขลาคือมิใช่บัณฑิต
ทำอกุศลกรรมที่เกิดเพราะโมหะบ้าง. บทว่า สวิฆาตํ คือเป็นไปกับทุกข์.
บทว่า ทุกฺขุทฺรยํ คือเพิ่มทุกข์ให้ต่อไป. บทว่า อจกฺขุกา คือเว้นจาก
ปัญญาจักษุ. บทว่า ยถา ธมฺมา ตถา สนฺตา ความว่า ธรรมมีราคะ
เป็นต้น ตั้งอยู่อย่างใด คนเขลาเหล่านั้น ก็มีสภาพเป็นอย่างนั้น . บทว่า น
ตสฺเสวนฺติ มญฺญเร ความว่า เขาย่อมไม่สำคัญ ย่อมไม่รู้สึกว่าเราเป็น
อย่างนั้น มีสภาพอย่างนั้นเสียด้วย. ทั้งในพระสูตรนี้ ทั้งในพระคาถา ตรัส
วัฏฏะอย่างเดียว.
จบอรรถกถาสราคสูตรที่ ๖
๗. อหิสูตร
ว่าด้วยแผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพระยางู
[๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ วิหารพระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี กรุงสาวัตถี ก็แลสมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง
ถูกงูกัดตายในกรุงสาวัตถี ลำดับนั้นแล ภิกษุหลายรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปถึงแล้ว ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งลงใน
ที่สมควรส่วนหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นนั่งในที่สมควรส่วนหนึ่งแล้ว กราบทูลพระ-

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 215 (เล่ม 35)

ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดทำกาละ
แล้วในกรุงสาวัตถี พระองค์ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้น ไม่ได้
แผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพระยางูทั้ง ๔ เป็นแน่ เพราะถ้าภิกษุนั้น พึงแผ่เมตตา
ถึงตระกูลพระยางูทั้ง ๔ ไซร้ ภิกษุนั้นก็ไม่พึงถูกงูกัดตายเลย ตระกูลพระยางู
ทั้ง ๔ คืออะไรบ้าง คือ ตระกูลพระยางูชื่อวิรูปักขะ ตระกูลพระยางูชื่อ
เอราปถะ ตระกูลพระยางูชื่อฉัพยาปุตตะ ตระกูลพระยางูชื่อกัณหา
โคตมกะ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น ไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพระยางูทั้ง ๔
นี้เป็นแน่ เพราะถ้าภิกษุนั้นพึงแผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพระยางูทั้ง ๔ นี้ไซร้
ภิกษุนั้น ก็ไม่พึงถูกงูกัดตายเลย ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาจิต
ไปถึงตระกูลพระยางูทั้ง ๔ นี้ เพื่อคุ้มตน เพื่อรักษาตน เพื่อป้องกันตน
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับงู
ตระกูลวิรูปักขะทั้งหลาย ความเป็นมิตร
ของเรา จงมีกับงูตระกูลเอราปถะทั้งหลาย
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับงูตระกูล
ฉัพยาปุตตะทั้งหลาย ความเป็นมิตรของ
เรา จงมีกับงูตระกูลกัณหาโคตมกะทั้งหลาย
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ไม่มี
เท้าทั้งหลาย ความเป็นมิตรของเรา จงมี
กับสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย ความเป็นมิตร
ของเรา จงมีกับสัตว์ ๔ เท้าทั้งหลาย
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์มีเท้า
มากทั้งหลาย ขอสัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียด-
เบียนเรา สัตว์ ๒ เท้าก็อย่าเบียดเบียนเรา

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 216 (เล่ม 35)

สัตว์ ๔ เท้าก็อย่าเบียดเบียนเรา สัตว์มีเท้า
มากก็อย่าเบียดเบียนเรา ขอสัตว์ทั้งปวง
ผู้มีลมหายใจทั้งสิ้น และผู้เกิดแล้วทั้งหมด
สิ้นเชิง จงประสบแต่ความเจริญทุกผู้เถิด
อย่าได้รับโทษลามกอะไร ๆ เลย.
พระพุทธเจ้าทรงพระคุณสุดที่จะประมาณ พระธรรมทรงพระคุณสุด
ที่จะประมาณ พระสงฆ์ทรงพระคุณสุดที่จะประมาณ สัตว์เสือกคลานทั้งหลาย
มีประมาณ คือ งู แมลงป่อง ตะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแก หนู การรักษาเรา
ได้ทำแล้ว การป้องกันเราได้ทำแล้ว ขอสัตว์ทั้งหลายจงหลีกไป ข้า ฯ
นอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า นอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์.
จบอหิสูตรที่ ๗
อรรถกถาอหิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอหิสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อิมานิ จตฺตาริ อหิราชกุลานิ นี้ ตรัสหมายถึงพิษที่ถูก
งูกัด พิษที่ถูกงูกัดเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พิษเหล่านั้นทั้งหมด อยู่ภายในตระกูล
พระยางูทั้ง ๔ เหล่านี้ . บทว่า อตฺตคุตฺติยา คือเพื่อคุ้มตน. บทว่า อตฺต-
รกฺขาย คือเพื่อรักษาตน. บทว่า อตฺตปริตฺตาย คือเพื่อป้องกันตน.
อธิบายว่า เราจึงอนุญาตปริตไว้ดังนี้.
บัดนี้ ภิกษุพึงทำปริตนั้นโดยวิธีใด เมื่อทรงแสดงวิธีนั้น จึงตรัสว่า
วิรูปกฺเขหิ เม เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า วิรูปกฺเขหิ ได้แก่มี

216