ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 177 (เล่ม 35)

สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ความว่า
ย่อมไม่งาม ด้วยความงามโดยคุณ ไม่สุกใสด้วยความสุกใสโดยคุณ ย่อมไม่
ไพโรจน์ด้วยความไพโรจน์โดยคุณ. บทว่า สุราเมรยปานา อปฺปฏิวิรตา
ความว่า ไม่เว้นจากการดื่มสุรา ๕ อย่าง และเมรัย ๔ อย่าง.
บทว่า อวิชฺชานิวุตา ความว่า เป็นคนถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว คือ
ปกปิดไว้แล้ว. บทว่า ปิยรูปาภินนฺทิโน ความว่า เพลิดเพลิน ยินดี ปิยรูป
(สิ่งที่รัก) สิ่งเป็นที่ยินดี. บทว่า สาทิยนฺติ คือ ย่อมรับ. บทว่า อวิทฺทสุ
คือ อันธพาล. บทว่า สเนตฺติกา ความว่า นำไปด้วยเชือกคือตัณหา.
บทว่า กฏสึ คือ อัตภาพ. บทว่า โฆรํ คือ ร้าย. ทั้งในพระสูตรนี้ทั้งใน
คาถา ตรัสแต่วัฏฏะอย่างเดียว.
จบอรรถกถาอุปกิเลสสูตรที่ ๑๐
จบโรหิตัสสวรรควรรณนาที่ ๕
จบปฐมปัณณาสก์
รวมพระสูตรในวรรคนี้ คือ
๑. สมาธิสูตร ๒. ปัญหาสูตร ๓. ปฐมโกธสูตร ๔. ทุติยโกธ-
สูตร ๕. ปฐมโรหิตัสสสูตร ๖. ทุติยโรหิตัสสสูตร ๗. สุวิทูรสูตร ๘.
วิสาขสูตร ๙. วิปัลลาสสูตร ๑๐. อุปกิเลสสูตร และอรรถกถา

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 178 (เล่ม 35)

ทุติยปัณณาสก์
ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑
๑. ปฐมปุญญาภิสันทสูตร
ว่าด้วยท่อธารบุญกุศล ๔ ประการ
[๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (บุญญาภิสันท์) ท่อธารบุญ (กุสลา-
ภิสันท์) ท่อธารกุศล ๔ ประการนี้ นำมาซึ่งความสุข ให้ซึ่งผลอันดีเลิศ มี
ความสุขเป็นวิบาก เป็นทางสวรรค์ เป็นไปเพื่อผลที่ปรารถนาที่รักใคร่ ที่
ชอบใจ เพื่อประโยชน์ เพื่อสุข ท่อธารบุญกุศล ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ
ภิกษุบริโภคจีวรของทายกใด เจ้าเจโตสมาธิอันเป็นธรรมหาประมาณ
มิได้ ท่อธารบุญกุศลของทายกนั้นย่อมนับประมาณมิได้ นำนาซึ่งความสุข
ให้ซึ่งผลอันดีเลิศ มีความสุขเป็นวิบาก เป็นทางสวรรค์ เป็นไปเพื่อผลที่
ปรารถนาที่รักใคร่ที่ชอบใจ เพื่อประโยชน์ เพื่อสุข
ภิกษุบริโภคบิณฑบาต. .. เสนาสนะ... คิลานปัจจัยของทายกใด เข้า
เจโตสมาธิอันเป็นธรรมหาประมาณมิได้ ท่อธารบุญกุศลของทายกนั้น ย่อม
นับประมาณมิได้ นำมาซึ่งความสุข ฯลฯ
นี้แล ท่อธารบุญ ท่อธารกุศล ๔ ประการ นำมาซึ่งความสุข ฯลฯ
ก็แลการที่จะนับประมาณบุญของอริยสาวก ผู้ประกอบพร้อมด้วยท่อ-
ธารบุญกุศลนี้ว่า ท่อธารบุญกุศลประมาณเท่านี้ ๆ นำมาซึ่งความสุข ฯลฯ
ดังนี้มิใช่ง่าย อันที่แท้ท่อธารบุญกุศลนั้นนับว่าเป็นอสงไขย (ไม่สิ้นสุดด้วย
การนับ) เป็นอัประไมย (นับประมาณไม่ได้) เป็นมหาบุญขันธ์ (กองบุญใหญ่)

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 179 (เล่ม 35)

ทีเดียว เปรียบเหมือนจะนับประมาณน้ำในมหาสมุทร ว่ามีน้ำอยู่เท่านี้อาฬหก
เท่านี้ร้อยอาฬหก เท่านี้พันอาฬหก หรือเท่านี้แสนอาฬหก ดังนี้มิใช่ง่าย
อันที่แท้น้ำในมหาสมุทรนั้นนับว่าเป็นอสงไขย เป็นอัประไมย เป็นมหาอุทก-
ขันธ์ (ห้วงน้ำใหญ่) ทีเดียวฉันใด การที่จะนับประมาณบุญของอริยสาวกผู้
ประกอบพร้อมด้วยท่อธารบุญกุศล ๔ ประการนี้ว่า ท่อธารบุญกุศลเท่านี้ ๆ
นำมาซึ่ง ความสุข ให้ซึ่งผลอันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นทางสวรรค์ เป็นไป
เพื่อผลที่ปรารถนา ที่รักใคร่ ที่ชอบใจ เพื่อประโยชน์ เพื่อสุข ดังนี้มิใช่ง่าย
อันที่แท้ท่อธารบุญกุศลนั้นนับว่าเป็นอสงไขย เป็นอัประไมย เป็นมหาบุญ-
ขันธ์ทีเดียว ฉันนั้นนั่นแล
แม่น้ำมากหลาก อันเป็นที่ฝูงปลา
อาศัยอยู่ ย่อมไหลไปสู่ทะเล อันเป็นที่รับ
น้ำใหญ่ เป็นที่ขังน้ำใหญ่ สุดที่จะประมาณ
เป็นที่ประกอบด้วยสิ่งที่น่ากลัวมา เป็นที่
กำเนิดแห่งรตนะต่าง ๆ ฉันใด ท่อธารบุญ
ย่อมหลั่งไปสู่บัณฑิต ผู้ให้ข้าว น้ำ และ
ให้ผ้า ให้เครื่องที่นอน ที่นั่ง และเครื่อง
ปูลาดเป็นทาน ดุจแม่น้ำทั้งหลายไหลไปสู่
ทะเลฉะนั้น.
จบปฐมปุญญาภิสันทสูตรที่ ๑

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 180 (เล่ม 35)

ทุติยปัณณาสก์
ปุญญาภิสันทวรรควรรณนาที่ ๑
อรรถกถาปฐมปุญญาภิสันทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปุญญาภิสันทสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปุญฺญาภิสนฺทา ได้แก่ ความหลั่งไหลมาแห่งบุญ อธิบายว่า
ความเกิดขึ้นแห่งบุญ. บทว่า กุสลาภิสนฺทา นั่นเป็นไวพจน์ของบทว่า
ปุญฺญาภิสนฺทา นั้นเอง. ชื่อสุขัสสาหาร ก็เพราะว่าความหลั่งไหลมาแห่ง
บุญเหล่านี้นั้น นำซึ่งความสุขมาให้. ชื่อโสวัคคิกา เพราะว่า ให้อารมณ์มีรูป
เป็นต้นด้วยดี. ชื่อสุขวิปากาเพราะบุญเหล่านั้นมีความสุขเป็นวิบาก. ชื่อสัคค-
สังวัตตนิกา เพราะเป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์.
บทว่า จีวรํ ปริภุญฺชมาโน ความว่า ภิกษุได้ผ้าเพื่อทำจีวร
เพราะเข็มและด้ายเป็นต้นไม่มี จึงเก็บ ไว้เองบ้าง ทำเองบ้าง ให้คนอื่นทำบ้าง
ห่มเองบ้าง ซึ่งผ้านั้น ในเวลาผ้าเก่าทำเป็นผ้าปูนอนบ้าง ไม่อาจทำเป็นผ้า
ปูนอนได้ ก็ทำเป็นผ้าถูพื้นเสียบ้าง ฉีกผ้าที่ไม่เหมาะจะถูพื้นออกทำเป็นผ้า
เช็ดเท้าบ้าง ก็เรียกว่าบริโภคอยู่. แต่เมื่อใดคิดว่า ผ้านี้ใครไม่อาจทำเป็น
ผ้าเช็ดเท้าได้ก็กวาดทิ้งไป เมื่อนั้น ชื่อว่า ไม่บริโภค. บทว่า อปฺปมาณํ
เจโตสมาธึ คือ อรหัตผลสมาธิ. ด้วยบทว่า อปฺปมาโณ ตสฺส
ปุญฺญาภิสนฺโท นี้ ตรัสถึงบุญเจตนาของทายก นับประมาณมิได้ ด้วยว่า
บุญเจตนาของทายกนั้น ที่เป็นไปแล้วด้วยอำนาจการระลึกถึงบ่อย ๆ ว่า ภิกษุ
ผู้เป็นขีณาสพ บริโภคจีวรของเราดังนี้ ชื่อว่านับประมาณมิได้ คำนี้ตรัส

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 181 (เล่ม 35)

หมายถึงข้อนั้น. ส่วนในบิณฑบาตเป็นต้น ภิกษุใด บริโภคบิณฑบาต ดำรง
ชีพอยู่ด้วยบิณฑบาตนั้นและได้แม้ ๗ วัน ไม่บริโภคบิณฑบาตอื่น. ภิกษุนั้น
ชื่อว่าบริโภคอยู่ซึ่งบิณฑบาตนั้นแล อยู่ได้แม้ ๗ วัน. ก็ในเสนาสนะแห่งหนึ่ง
ภิกษุจงกรมอยู่บ้าง นั่งอยู่บ้าง ในสถานที่อยู่กลางคืนและพักกลางวันเป็นต้น
ชื่อว่าบริโภคอยู่ตราบเท่าที่เธอยังไม่ละทิ้งเสนาสนะที่ได้แล้วไปถือเสนาสนะอื่น.
ก็เมื่อความเจ็บไข้ สงบระงับด้วยยานานหนึ่ง เธอชื่อว่าบริโภคอยู่ตราบเท่า
ที่เธอยังไม่บริโภคยาขนานอื่น.
บทว่า พหุเภรวํ ได้แก่ ประกอบด้วยอารมณ์อันน่ากลัวมาก. บทว่า
รตนคณานํ ได้แก่ แห่งรตนะที่ประเสริฐ ๗ อย่าง. บทว่า อาลยํ ได้แก่
สถานที่อยู่อาศัย. บทว่า ปุถู สวนฺติ ได้แก่ แม่น้ำเป็นอันมากไหลไป.
บทที่เหลือในบททั้งปวง ง่ายทั้งนั้น .
จบอรรถกถาปฐมปุญญาภิสันทสูตรที่ ๑
๒. ทุติยปุญญาภิสันทสูตร
ว่าด้วยท่อธารบุญกุศล ๔
[๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่อธารบุญท่อทรงกุศล ๔ ประการนี้
นำมาซึ่งความสุข ให้ซึ่งผลอันดีเลิศ มีความสุขเป็นวิบาก เป็นทางสวรรค์
เป็นไปเพื่อผลที่ปรารถนาที่รักใคร่ที่ชอบใจ เพื่อประโยชน์ เพื่อสุข ท่อธาร
บุญกุศล ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 182 (เล่ม 35)

อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่
หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้าว่า อิติปิ โส ภควา ฯลฯ พุทฺโธ ภควา
ดังนี้ นี้เป็นท่อธารบุญกุศลข้อ ๑ นำมาซึ่งความสุข ฯลฯ
อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า สฺวากฺขาโต ภควาตา ธมฺโม ฯลฯ
วิญฺญูหิ ดังนี้ นี่เป็นท่อธารบุญกุศลข้อ ๒ นำมาซึ่งความสุข ฯลฯ
อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ
ฯลฯ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ดังนี้ นี่เป็นท่อธารบุญกุศลข้อ ๓ นำมา
ซึ่งความสุข ฯลฯ
อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยอริย-
กันตศีล (ศีลที่พระอริยะพอใจ) อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ต่าง ไม่พร้อย
เป็นไท ผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิถูกต้อง เป็นสมาธิ นี่เป็นท่อธาร
บุญกุศลข้อ ๔ นำมาซึ่งความสุข ฯลฯ
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล ท่อธารบุญท่อธารกุศล ๔ นำมาซึ่งความสุข
ให้ซึ่งผลอันดีเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นทางสวรรค์ เป็นไปเพื่อผลที่ปรารถนา
ที่รักใคร่ที่ชอบใจ เพื่อประโยชน์ เพื่อสุข
ความเชื่อในพระตถาคต ของผู้ใด
ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ศีลของผู้ใดเป็นศีลงาม
เป็นศีลที่พระอริยะพลใจสรรเสริญ ความ
เลื่อมใสในพระสงฆ์ของผู้ใด มีอยู่และ
ความเห็นของผู้ใดเป็นความเห็นตรง บัณ-

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 183 (เล่ม 35)

ฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า ผู้ไม่ยากจน
ชีวิตของผู้นั้นไม่เป็นโมฆะ (คือไม่เปล่า
จากแก่นสาร)
เพราะเหตุนั้น ผู้มีปัญญารำลึกถึง
พระศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึง
ประกอบไว้เสมอซึ่งความเชื่อ (ในพระ-
ตถาคต) ซึ่งศีล ซึ่งความเลื่อมใส (ใน
พระสงฆ์) และความเห็นธรรม.
จบทุติยปุญญาภิสันทสูตรที่ ๒
อรรถกถาทุติยปุญญาภิสันทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปุญุญาภิสันทสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อริยกนฺเตหิ คือด้วยศีลสัมปยุตด้วยมรรคและผล. ก็ศีล
เหล่านั้น น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ ของพระอริยะทั้งหลาย. คำที่จะพึงกล่าว
ในพระสูตรก่อน ก็กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
ในคาถาพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ บทว่า สทฺธา ความว่าท่านประสงค์
ศรัทธาของโสดาบันบุคคล. แม้ศีล ก็เป็นศีลของโสดาบันบุคคลนั่นเอง. บทว่า
อุชุภูตญฺจ ทสฺสนํ ความว่า ความเห็นของท่านผู้สิ้นอาสวะ ชื่อว่าเป็น
ความเห็นตรง เพราะท่านไม่มีคดทางกายเป็นต้น . บทว่า อาหุ แปลว่า กล่าว.
บทว่า ปสาทํ คือซึ่งความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
บทว่า ธมฺมทสฺสนํ คือเห็นสัจธรรม.
จบอรรถกถาทุติยปุญญาภิสันทสูตรที่ ๒

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 184 (เล่ม 35)

๓. ปฐมสังวาสสูตร
ว่าด้วยความอยู่ร่วมเป็นสามีภรรยา ๔
[๕๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระพุทธดำเนินทางไกล
อยู่ในระหว่างเมืองมธุรากับเมืองเวรัญชา ฝ่ายคฤหบดีและคฤหปตานี
จำนวนมากก็เดินทางไกลอยู่ในระหว่างนั้นด้วย คราวนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จแวะไปประทับพักอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง คฤหบดีและคฤหปตานีเหล่านั้น
ได้เห็นพระองค์ประทับอยู่ ก็พากันไปเฝ้า ถวายอภิวาทแล้ว ต่างนั่งลง ณ
ที่สมควรส่วนหนึ่ง พระองค์จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า
คฤหบดีและคฤหปตานีทั้งหลาย สังวาส (ความอยู่ร่วมเป็นสามีภริยา
กัน) ๔ ประเภทนี้ สังวาส ๔ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี
ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผี ชายเทวดาอยู่ร่วมกับ
หญิงเทวดา.
ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผีเป็นอย่างไร ? สามีเป็นคนทำปาณาติบาต
อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร พูดมุสา ดื่มสุราเมรัย เป็นคนทุศีลมีธรรมลามก
มีใจกลุ้มไปด้วยมลทินคือความตระหนี่อยู่ครองเรือน มักด่าว่าสมณพราหมณ์
ทั้งหลาย ฝ่ายภริยาก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน อย่างนี้ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี.
ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาเป็นอย่างไร ? สามีเป็นคนทำปาณา-
ติบาต ฯลฯ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฝ่ายภริยาเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต
เว้นจากอทินนาทาน เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นจากมุสาวาท เว้นจากการ
ดื่มสุราเมรัย เป็นคนมีศีลมีธรรมงาม มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่อยู่
ครองเรือน ไม่ด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย อย่างนี้ ชายผีอยู่ร่วมกับหญิง
เทวดา.

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 185 (เล่ม 35)

ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผีเป็นอย่างไร ? สามีเป็นผู้เว้นจากปาณา-
ติบาต ฯลฯ ไม่ด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฝ่ายภริยาเป็นผู้ทำปาณาติบาต ฯลฯ
คำว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย อย่างนี้ ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผี.
ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาเป็นอย่างไร ? สามีเป็นผู้เว้นจาก
ปาณาติบาต ฯลฯ ไม่ดำว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฝ่ายภริยาก็เป็นอย่างนั้น
เหมือนกัน อย่างนี้ ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา.
คฤหบดีและคฤหปตานีทั้งหลาย นี้แล สังวาส ๔ ประเภท
ทั้งคู่เป็นคนทุศีล ตระหนี่ และด่า
ว่าสมณพราหมณ์ หญิงชายคู่นั้นเป็นภริยา
และสามีผีอยู่ร่วมกัน.
สามีเป็นคนทุศีล ตระหนี่และด่าว่า
สมณพราหมณ์ ภริยาเป็นคนมีศีล ใจบุญ
ไม่ตระหนี่ นางนั้นเป็นหญิงเทวดา อยู่
ร่วมกับสามีผี.
สามีเป็นคนมีศีล ใจบุญ ไม่ตระหนี่
ภริยาเป็นคนทุศีล ตระหนี่และด่าว่าสมณ-
พราหมณ์ นางนั้นเป็นหญิงผี อยู่ร่วมกับ
สามีเทวดา.
ทั้งคู่เป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์
ของผู้ขอ สำรวมในศีล เลี้ยงชีพโดยชอบ
หญิงชายคู่นั้นเป็นภริยาสามีพูดคำอ่อน
หวานต่อกัน ย่อมบังเกิดความเจริญมาก อยู่
ด้วยกันเป็นผู้มีความผาสุก พวกศัตรูของ

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 186 (เล่ม 35)

คู่ภริยาสามีที่มีความประพฤติดีสมกัน ย่อม
เสียใจ กามกามี (ผู้ยังมีความใคร่ใน
กาม) ทั้งคู่ ผู้มีศีลและพรตเสมอดัน ครั้น
ประพฤติชอบในโลกนี้แล้ว (ละโลกนี้ไป)
ย่อมยินดีบันเทิงใจในเทวโลก.
จบปฐมสังวาสสูตรที่ ๓
อรรถกถาปฐมสังวาสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมสังวาสสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมฺพหุลาปิ โข คหปตี จ คหปตานิโย จ ความว่า
คฤหบดีและคฤหปตานีเป็นอันมาก เมื่อไปทำอาวาหมงคลหรือวิวาหมงคล
ก็ได้เดินไปทางนั้นเหมือนกัน. บทว่า สํวาสา ความว่า การอยู่ร่วมกันการ
อยู่ร่วมเป็นอันเดียวกัน. บทว่า ฉโว ฉวาย ความว่า ชื่อว่าชายผี เพราะ
ตายด้วยความตายแห่งคุณอยู่ร่วมกับหญิงผี เพราะตายด้วยความตายแห่งคุณ
เหมือนกัน. บทว่า เทวิยา สทฺธึ ความว่า ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา
โดยคุณทั้งหลาย. บทว่า ทุสฺสีโล คือสามีเป็นคนไม่มีศีล. บทว่า ปาปธมฺโม
คือมีธรรมลามก. บทว่า อกฺโกสกปริภาสโก ความว่า ด่าด้วยเรื่องสำหรับ
ด่า ๑๐ ด่าว่าด้วยแสดงภัยคุกคาม. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบททั้งปวง
อย่างนี้.

186