ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 167 (เล่ม 35)

อนฺตราเยว กาลกโต ความว่า ยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกในจักรวาล. ก็ตาย
เสียก่อนในระหว่าง. แต่เขาทำกาละในที่นั้นแล้ว จึงมาเกิดในจักรวาลนี้.
บทว่า อปฺปตฺวา ความว่า ยังไม่ถึงที่สุดแห่งสังขารโลก. บทว่า
ทุกฺขสฺส คือ วัฏฏทุกข์. บทว่า อนฺตกิริยํ คือ ทำที่สุด. บทว่า กเฬวเร
คือในอัตภาพ. บทว่า สสญฺญมฺหิ สมนเก คือ มีสัญญามีใจ. บทว่า
โลกํ คือ ทุกขสัจ. บทว่า โลกสมุทยํ คือ สมุทยสัจ. บทว่า โลกนิโรธํ
คือ นิโรธสัจ. บทว่า ปฏิปทํ คือ มรรคสัจ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
แสดงว่า ผู้มีอายุ เราย่อมไม่บัญญัติสัจจะ ๔ เหล่านี้ลงในหญ้าและไม้เป็นต้น
แต่เราย่อมบัญญัติลงในกายนี้ที่มีมหาภูต ๔ เท่านั้น. บทว่า สมิตาวี ได้แก่
ผู้มีบาปสงบแล้ว . บทว่า นาสึสติ คือ ย่อมไม่ปรารถนา.
จบอรถกถาปฐมโรหิตัสสสูตรที่ ๕
๖. ทุติยโรหิตัสสสูตร
ว่าด้วยโรหิตัสสเทวบุตรทูลถามปัญหา
[๔๖] สูตรนี้เนื้อความเหมือนสูตรก่อนทุกอย่าง ต่างแต่ว่าสูตรนี้
เป็นคำที่พระองค์ตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายพึงว่า เมื่อคืนนี้มีเทวบุตรชื่อนั้นมา
เฝ้าแล้ว กราบทูลถามอย่างนั้น ๆ นิคมคาถาก็อย่างเดียวกัน .
จบทุติยโรหิตัสสสูตรที่ ๖
ทุติยโรหิตัสสสูตรที่ ๖ ง่ายทั้งนั้น.

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 168 (เล่ม 35)

๗. สุวิทูรสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่ไกลแสนไกล ๔
[๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไกลแสนไกล ๔ อย่างนี้ ๔ อย่าง
คืออะไร คือ
๑. ฟ้ากับดิน
๒. ฝั่งในกับฝั่งนอกแห่งสมุทร
๓. ที่ ๆ ดวงอาทิตย์อุทัยกับที่ ๆ ดวงอาทิตย์อัสดง
๔. ธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แล สิ่งที่ไกลแสนไกล ๔ อย่าง.
ฟ้ากับดิน ไกลกัน ฝั่งสมุทร ก็ว่า
ไกลกัน ที่ ๆ ดวงอาทิตย์อุทัย กับที่ ๆ
ดวงอาทิตย์อัสดง (ก็ไกลกัน) ธรรมของ
สัตบุรุษกับธรรมของสัตบุรุษ ปราชญ์
กล่าวว่าไกลกันยิ่งกว่านั้น
การสมาคมแต่งสัตบุรุษย่อมไม่เสื่อม
คลาย จะนานเท่าใด ๆ ก็คงที่อยู่เช่นนั้น
ส่วนสมาคมแห่งอสัตบุรุษย่อมพลันเสื่อม
เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงไกลจาก
อสัตบุรุษ.
จบสุวิทูรสูตรที่ ๗

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 169 (เล่ม 35)

อรรถกถาสุวิทูรสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสุวิทูรสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สุวิทูรวิทูรานิ ความว่า ไม่ใกล้กันโดยปริยายไร ๆ คือ
ไกลแสนไกลนั่นเอง. บทว่า นภญฺจ ภิกฺขเว ปฐวี จ ได้แก่ อากาศกับ
แผ่นดินใหญ่. ในสองอย่างนั้น ชื่อว่าอากาศไม่ไกลจากแผ่นดิน แม้ประมาณ
๒ นิ่วก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็ยังกล่าวว่าไกลแสนไกลเพราะไม่คิดกันและกัน
บทว่า เวโรจโน คือดวงอาทิตย์. บทว่า สตญฺจ ภิกขเว ธมฺโม
ความว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ อันต่างด้วยสติปัโฐาน ๔ เป็นต้น . บทว่า
อสตญฺจ ธมโม ความว่า อสัทธรรมอันต่างด้วยทิฏฐิ ๖๒. บทว่า ปภงฺกโร
คือดวงอาทิตย์. บทว่า อพฺยายิโก โหติ ได้แก่ ไม่จางไปเป็นสภาพ.
บทว่า สตํ สมาคโม ความว่า การสมาคมของบัณฑิตด้วยสามารถกระชับมิตร.
บทว่า ยาวมฺปิ ติฏฺเฐยฺย ความว่า จะพึงตั้งอยู่นานเท่าใด. บทว่า ตเถว
โหติ ความว่า ก็คงที่อยู่เช่นนั้น. ไม่ละปกติ. บทว่า ขิปฺปญฺหิ เวติ คือ
ย่อมจางเร็ว.
จบอรรถกถาสุวิทูรสูตรที่ ๗

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 170 (เล่ม 35)

๘. วิสาขสูตร
ว่าด้วยวิสาขาปัญจาลิบุตรแสดงธรรมมิกถา
[๔๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ วิหารพระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี กรุงสาวัตถี คราวนั้นท่านวิสาขะ ปัญจาลิบุตร
แสดงธรรมิกถาให้ภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้งให้สมาทานให้อาจหาญให้ร่าเริงอยู่
ในอุปัฏฐานศาลา ด้วยถ้อยคำของชาวเมือง สละสลวยปราศจากโทษ ทำให้
เข้าใจความได้ชัดเจน นับเนื่องในนิพพานไม่อิงวัฏฏะ
ครั้งนั้น เวลาเย็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่ประทับหลีกเร้น
ไปอุปัฏฐานศาลา ประทับนั่ง ณ อาสนะที่จัดไว้แล้ว ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า
ใครหนอแสดงธรรมิกถาให้ภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้งให้สมาทานให้อาจหาญ
ให้ร่าเริง ด้วยคำของชาวเมือง สละสลวย ปราศจากโทษ ทำให้เข้าใจความ
ได้ชัดเจน นับเนื่องในนิพพานไม่อิงวัฏฏะ.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ท่านวิสาขะ ปัญจาลิบุตร พระพุทธเจ้าข้า...
พ. จึงตรัสประทานสาธุการกะท่านวิสาขะว่า สาธุ สาธุ วิสาขะ เธอ
แสดงธรรมิกถาให้ภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้งให้สมาทานให้อาจหาญให้ร่าเริง
ด้วยถ้อยคำของชาวเมือง สละสลวย ปราศจากโทษ ทำให้เข้าใจความได้ชัดเจน
นับเนื่องในนิพพานไม่อิงวัฏฏะ ดีนักแล.
คนฉลาดปนกับหมู่คนเขลา เมื่อไม่
พูดออกมา ก็ไม่มีใครรู้จัก ต่อเมื่อพูด
แสดงอมตบท คนทั้งหลายจงรู้ บุคคล
พึงส่องธรรมให้สว่าง พึงยกธงของฤษีไว้
ฤษีทั้งหลายมีสุภาษิตเป็นธง แท้จริง ธรรม
เป็นธงของพวกฤษี.
จบวิสาขสูตรที่ ๘

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 171 (เล่ม 35)

อรรถกถาวิสาขสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวิสาขสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปญฺจาลิปุตฺโต คือเป็นบุตรของนางพราหมณี ชื่อปัญจาลี.
บทว่า โปริยา วาจาย คือ ด้วยวาจาที่บริบูรณ์. บทว่า วิสฺสฏฺฐาย คือ
ลิ้นไม่พัน. บทว่า อเนฬคลาย ความว่า ไม่มีโทษ ไม่ตุกุกตะกัก พยัญชนะ
ไม่เพี้ยน. บทว่า ปริยาปนฺนาย คือ ที่นับเนื่องในวิวัฏฏะ. บทว่า อนิสฺสิ-
ตาย คือ ไม่อาศัยวัฏฏะ. อธิบายว่า กล่าวถ้อยคำให้อาศัยวิวัฏฏะเท่านั้น
ไม่กล่าวถ้อยคำให้อาศัยวัฏฏ.
บทว่า นาภาสมานํ คือเมื่อไม่พูดก็ไม่มีใครรู้จัก บทว่า อมตํ ปทํ
ได้แก่ บทคือพระนิพพาน. บทว่า ภาสเย ได้แก่ พึงทำให้กระจ่าง (พูด).
บทว่า โชตเย เป็นไวพจน์ของบทว่า ภาสเย นั้นเอง. บทว่า ปคฺคณฺเห
อิสีนํ ธชํ ความว่า โลกุตรธรรม ๙ อย่าง เรียกชื่อว่า ธงของพวกฤษี เพราะ
อรรถว่า ฟุ้งขจรไป. อธิบายว่า พึงยกย่องโลกุตรธรรมนั้น คือ พึงกล่าว
ยกให้สูง. พวกฤษี ชื่อว่ามีสุภาษิตเป็นธง เพราะอรรถว่า มีสุภาษิตที่แสดง
โลกุตรธรรม ๙ เป็นธง. บทว่า อิสิโย ได้แก่ พระอริยะทั้งหลาย มี
พระพุทธเจ้าเป็นต้น . บทว่า ธมฺโม หิ อิสีนํ ธโช ความว่า โลกุตรธรรม
ชื่อว่า เป็นธงของพวกฤษี โดยนัยอันกล่าวแล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาวิสาขสูตรที่ ๘

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 172 (เล่ม 35)

๙. วิปัลลาสสูตร
ว่าด้วยวิปลาสในธรรม ๔ ประการ
[๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส
(ความสำคัญ คิด เห็นคลาดเคลื่อน) มี ๔ ประการนี้ ๔ ประการคืออะไรบ้าง
คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ๑ ในสิ่งที่
เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ๑ ในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา ๑ ในสิ่งที่ไม่งาม
ว่างาม ๑ นี้แล สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส ๔ ประการ
ภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฏฐิไม่วิปลาส ๔ นี้
๔ คืออะไรบ้าง คือ สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฏฐิไม่วิปลาส ว่าไม่เที่ยง
ในสิ่งที่ไม่เที่ยง... ว่าทุกข์ในสิ่งที่เป็นทุกข์... ว่าเป็นอนัตตาในสิ่งที่เป็น
อนัตตา... ว่าไม่งามในสิ่งที่ไม่งาม นี้แล สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส
ทิฏฐิไม่วิปลาส ๔ ประการ.
สัตว์เหล่าใดสำคัญว่าเที่ยงในสิ่งที่
ไม่เที่ยง สำคัญว่าสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์
สำคัญว่าเป็นอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตา
และสำคัญว่างานในสิ่งที่ไม่งาม ถูกความ
เป็นผิดชักนำไปแล้ว ความคิดซัดส่ายไป
มีความสำคัญ (คิดเห็น) วิปลาส สัตว์
เหล่านั้นชื่อว่า ถูกเครื่องผูกของมารผูกไว้
แล้ว เป็นคนไม่เกษมจากโยคะ ย่อม
เวียนเกิดเวียนตายไป.

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 173 (เล่ม 35)

เมื่อใดพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ประดุจ
ดวงอาทิตย์บังเกิดขึ้นในโลก ทรงประกาศ
ธรรมอันนี้ ซึ่งเป็นทางให้ถึงความสงบ
ทุกข์ เมื่อนั้น สัตว์เหล่านั้น ผู้ที่มีปัญญา
ได้ฟังธรรมของท่านแล้ว จึงกลับได้คิด
เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
และไม่งาม ตามความเป็นจริง เพราะมา
ถือเอาทางความเห็นชอบ ก็ล่วงพ้นทุกข์
ทั้งปวงได้.
จบวิปัลลาสสูตรที่ ๙
อรรถกถาวิปัลลาสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวิปัลลาสสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สญฺญาวิปลฺลาสา ความว่า มีสัญญาความสำคัญคลาดเคลื่อน
อธิบายว่า มีสัญญา ๔ วิปริต ความสำคัญที่ตรงกันข้าม. แม้ในสองบทที่เหลือ
ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อนิจฺเจ ภิกฺขเว นิจฺจนฺติ สญฺญาวิปลฺลาโส
ความว่า เกิดความสำคัญ ยึดถืออย่างนี้ว่าเที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยง ชื่อว่าสัญญา
วิปัลลาส. บัณฑิตพึงทราบความในบททุกบท โดยนัยนี้ .
บทว่า อนตฺตนิ จ อตฺตา ความว่า ผู้มีความสำคัญอย่างนี้ว่า
เป็นอัตตาให้สิ่งที่เป็นอนัตตา. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิหตา ความว่า สัตว์จะ
สำคัญอย่างเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ ยังถูกแม้มิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดที่กำลัง

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 174 (เล่ม 35)

เกิดขึ้นชักนำไปแล้ว เหมือนสัญญาวิปัลลาส. บทว่า ขิตฺตจิตฺตา ความว่า
ผู้ประกอบด้วยจิตซัดส่ายที่กำลังเกิดขึ้นเหมือนสัญญาวิปัลลาสและทิฏฐิวิปัลลาส.
บทว่า วิสญฺญิโน นั่นเป็นเพียงเทศนา. อธิบายว่า เป็นสัญญาจิตและทิฏฐิ
อันวิปริต. บทว่า เต โยคยุตฺตา มารสฺส ความว่า สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า
ประกอบอยู่ในเครื่องผูกของมาร. บทว่า อโยคกฺเขมิโน ความว่า เป็นคน
ไม่ถึงความเกษมจากโยคะ คือพระนิพพาน. บทว่า สตฺตา คือบุคคล
ทั้งหลาย. บทว่า พุทฺธา คือผู้ตรัสรู้สัจจะ ๔. บทว่า อิมํ ธมฺมํ คือ
สัจจธรรม ๔. บทว่า สจิตฺตํ ปจฺจลทฺธา ได้แก่ กลับได้ความคิดของ
ตนเอง. บทว่า อนิจฺจโต ทกฺขุํ ได้แก่ ได้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง
จริง. บทว่า อสุภตทฺทสํ ได้แก่ ได้เห็นโดยความเป็นของไม่งามจริง.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา ได้แก่ ผู้ยึดถือสัมมาทัสสนะ. บทว่า สพฺพํ
ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ ความว่า ล่วงพ้นวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้นได้.
จบอรรถกถาวิปัลลาสสูตรที่ ๙
๑๐. อุปกิเลสสูตร
ว่าด้วยเครื่องเศร้าหมอง ๔ อย่าง
[๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปกิเลส (เครื่องมัวหมอง) แห่ง
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ๔ อย่างนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไม่
สว่างไสวไพโรจน์ อุปกิเลสแห่งดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ๔ อย่างคืออะไรบ้าง
คือ เมฆ ๑ หมอก ๑ ควันและผงคลี ๑ อสุรินทราหู ๑ นี้แล อุปกิเลส

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 175 (เล่ม 35)

แห่งดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ๔ อย่าง ซึ่งเป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไม่
สว่างไสวไพโรจน์
ภิกษุทั้งหลาย ฉันเดียวกันนั้นแล อุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์ทั้งหลาย
ก็มี ๔ ประการ ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ทั้งหลายไม่งามสง่า สุกใส
รุ่งเรื่อง อุปกิเลสของสมณพราหมณ์ ๔ ประการ คืออะไรบ้าง คือ
มีอยู่ สมณพราหมณ์บางเหล่าดื่มสุราเมรัย ไม่งดเว้นจากการดื่ม
สุราเมรัย การดื่มสุราเมรัยเป็นอุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์ข้อ ๑ ซึ่งเป็นเหตุ
ให้สมณพราหมณ์ไม่งามสง่าสุกใสรุ่งเรือง
มีอยู่ สมณพราหมณ์บางเหล่าเสพเมถุนธรรม ไม่งดเว้นจากเมถุน-
ธรรม การเสพเมถุนธรรมนี้เป็นอุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์ข้อ ๒ ซึ่งเป็นเหตุ
ให้สมณพราหมณ์ไม่งามสง่าสุกใสรุ่งเรือง.
มีอยู่ สมณพราหมณ์บางเหล่ายินดีทองและเงิน ไม่งดเว้นจากการ
รับทองและเงิน ความยินดีรับทองและเงินนี้เป็นอุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์
ข้อ ๓ ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ไม่งามสง่าสุกใสรุ่งเรือง
มีอยู่ สมณพราหมณ์บางเหล่าเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาอาชีวะ ไม่งดเว้น
จากมิจฉาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาอาชีวะนี้เป็นอุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์
ข้อ ๔ ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ไม่งามสง่าสุกใสรุ่งเรือง
ภิกษุทั้งหลาย นี้แล อุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์ ๔ ประการ ซึ่ง
เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ไม่งามสง่าสุกใสรุ่งเรือง.
สมณพราหมณ์บางเหล่าผู้มีราคะโท-
สะปกคลุมแล้ว เป็นคนอันอวิชชาปกปิด
แล้ว เพลินยินดีในปิยรูป (สิ่งที่รัก) ดื่ม

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 176 (เล่ม 35)

สุราเมรัย บางเหล่าเสพเมถุน บางเหล่า
โฉดเขลา ยินดีเงินและทอง บางเหล่า
เลี้ยงชีพโดยมิจฉาอาชีวะ.
บาปธรรมเหล่านั้น พระพุทธเจ้า
เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัสว่าเป็นอุปกิเลส
ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์เหล่านั้นปรา-
กฏว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ มีราคี ไม่งามสง่า
สุกใส.
สมณพราหมณ์เหล่านั้นอันความมืด
(คืออวิชชา) หุ้มห่อแล้ว ตกเป็นทาสตัณหา
ถูกตัณหาจูงไป บำรุงเลี้ยงอัตภาพร้ายเข้า
ไว้ต้องไปเกิดอีก.
จบอุปกิเลสสูตรที่ ๑๐
จบโรหิตัสสวรรคที่ ๕
อรรถกถาอุปกิเลสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุปกิเลสสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุปกฺกิเลสา ความว่า ชื่อว่าอุปกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง)
เพราะทำความมัวหมอง ไม่ให้ผ่องใส. บทว่า มหิยา คือ หมอก. บทว่า
ธูมรโช ได้แก่ ควันและผงคลี. บทว่า ราหุ ความว่า หมอก ควัน และ
ผงคลี ทั้งสามข้างต้น เป็นอุปกิเลสที่ไม่ถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ส่วนราหู
พึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยสามารถอุปกิเลสที่ถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์. บทว่า

176