ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 137 (เล่ม 35)

พ. จรัสตอบว่า เราไม่เป็นเทวดา พราหมณ์.
โทณ. เป็นคนธรรพ์หรือ.
พ. ไม่เป็น.
โทณ. เป็นยักษ์กระมัง.
พ. ไม่เป็น.
โทณ. เป็นมนุษย์สิ.
พ. ไม่เป็น.
โทณ. ข้าพเจ้าถามว่า ท่านเป็นเทวดา...เป็นคนธรรพ์...เป็นยักษ์
เป็นมนุษย์หรือ ท่านก็ตอบว่า ไม่เป็น ๆ ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นใครกัน.
พ. พราหมณ์ เราจะพึงเป็นเทวดา...เป็นคนธรรพ์...เป็นยักษ์...
เป็นมนุษย์ เพราะอาสวะเหล่าใดที่เราละไม่ได้ อาสวะเหล่านั้นเราละได้แล้ว
มีมูลอันขาดแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลังแล้ว
มีอัน ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา นี่แน่ะพราหมณ์ ดอกอุบลก็ดี ดอก
ปทุมก็ดี ดอกบุณฑริกก็ดี เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ แต่ขึ้นมาตั้งอยู่พ้นน้ำ
น้ำไม่กำซาบเข้าไปได้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น เกิดในโลก เติบใหญ่มาในโลก
แต่เราอยู่เหนือโลก โลกไม่เข้ามากำซาบ (ใจเรา) ได้ แน่ะพราหมณ์ ท่าน
จงจำเราไว้ว่า เป็นพุทธะ
เราจะพึงได้กำเนิดเป็นเทวดา หรือ
ว่าเป็นคนธรรพ์ผู้เหาะเหินได้ เพราะ
อาสวะใด เราจะพึงได้อัตภาพยักษ์ และ
อัตภาพมนุษย์ เพราะอาสวะใด อาสวะ
เหล่านั้นของเราสิ้นไปแล้ว เราทำลาย ทำ
ให้ขาดสายแล้ว.

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 138 (เล่ม 35)

แน่ะพราหมณ์ ดอกบัวย่อมขึ้นมา
อยู่พ้นน้ำ น้ำไม่กำซาบเข้าไปได้ ฉันใด
เราก็ฉันนั้น โลกไม่เข้ามากำซาบใจเราได้
เพราะฉะนั้น เราจึงเป็น พุทธะ.
จบโทณสูตรที่ ๖
อรรถกถาโทณสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโทณสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า อนฺตรา จ อุกฺกฏฺฐํ อนฺตรา จ เสตพยํ นี้ บทว่า
อุกฺกฏฺฐา ได้แก่ นครที่เรียกกันอย่างนี้ เพราะเขาตามคบเพลิงสร้างแล้ว
บทว่า เสตพฺยํ ได้แก่ นครถิ่นเกิดของพระกัสสปสัมมาสัมมุทธเจ้าครั้งอดีต.
ส่วนอันตราศัพท์ใช้ในอรรถว่าเหตุ ขณะ จิต ท่ามกลาง และระหว่าง ใช้ใน
อรรถว่าเหตุ ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า ตทนนฺตรํ โก ชาเนยฺย อญฺญตร
ตถาคตา ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้น นอกจากพระตถาคตประชุมและว่า ชนา สงฺคมฺม
มนฺเตนฺติ มญฺจ ตญฺจ กิมนฺตรํ พวกชนประชุมปรึกษาเราและท่านถึง
เหตุอะไร ดังนี้. ใช้ในอรรถว่าขณะ ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า อทฺทสา มํ ภนฺเต
อญฺญตรา อิตฺถี วิชฺชนฺตริกาย ภาชนํ โธวนฺติ ท่านขอรับ หญิงคนหนึ่ง
กำลังล้างภาชนะอยู่ ขณะฟ้าแลบ ก็เห็นเรา ดังนี้. ใช้ในอรรถว่าจิต ได้ใน
บาลีเป็นอาทิว่า ยสฺสนฺตรโต น สนฺติ โกปา ความแค้นเคืองย่อมไม่มี
แต่จิตของผู้ใดดังนี้. ใช้ในอรรถว่าท่ามกลาง ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า อนฺตรา
โวสานมาปาทิ ถึงการจบลงในท่ามกลาง ดังนี้. ใช้ในอรรถว่าระหว่าง

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 139 (เล่ม 35)

ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า อปิจายํ ตโปทา ทฺวินฺนํ มหานิรยานํ อนฺตริกาย
อาคจฺฉติ อนึ่ง สระน้ำ โปทานี้ ย่อมไหลมาจากระหว่างมหานรกทั้งสอง
ดังนี้. อันตราศัพท์นี้นั้น ในที่นี้ใช้ในอรรถว่าระหว่าง เพราะฉะนั้น พึงเห็น
เนื้อความในคำนี้อย่างนี้ว่า ในระหว่างนครอุกกัฏฐะกับนครเสตัพยะ ดังนี้.
ท่านทำเป็นทุติยาวิภัติ เพราะประกอบด้วยอันตราศัพท์. ฝ่ายพวกอาจารย์ผู้คิด
อักขระในฐานะเช่นนี้ ย่อมประกอบอันตรายศัพท์อย่างหนึ่งในคำนี้อย่างนี้ว่า
อนฺตรา คามญฺจ นทิญฺจ ยาติ บุคคลเดินไปในระหว่างบ้านและแม่น้ำ
ดังนี้. อันตรายศัพท์นั้น พึงประกอบแม้ด้วยบทที่สอง เมื่อไม่ประกอบก็ไม่
เป็นรูปทุติยาวิภัติ แต่ในที่นี้ท่านประกอบแล้ว จึงกล่าวไว้อย่างนี้.
บทว่า อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน โหติ คือ ทรงเดินทางไกล
อธิบายว่า ทางยาว. ถามว่า ทรงเดินทางไกล เพราะเหตุไร. ตอบว่า ได้ยินว่า
ในวันนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า เมื่อเราเดินไปทางนั้น โทณ-
พราหมณ์เห็นเจดีย์คือรอยเท้าของเรา ก็จะแกะรอยตามมาถึงที่เรานั่งแล้วถาม
ปัญหา เมื่อเป็นดังนั้น เราจักแสดงสัจธรรมแก่เขาอย่างนี้ พราหมณ์จักแทงตลอด
สามัญญผลสามได้แล้ว จักพรรณนาคุณ ชื่อโทณคัชชิตะ หนึ่งหมื่นสองพันบท
เมื่อเราปรินิพพานแล้ว จักระงับการทะเลาะอย่างใหญ่ ที่เกิดขึ้นทั่วชมพูทวีป
แล้ว จึงจักแบ่งพระธาตุทั้งหลายกัน ดังนี้ จึงทรงเดินทางด้วยเหตุนี้.
บทว่า โทโณปิ สุทํ พฺราหฺมโณ ความว่า แม้โทณพราหมณ์
ชำนาญไตรเพท เมื่อสอนศิลปะกะพวกมาณพ ๕๐๐ คนในวันนั้น ลุกขึ้นแต่
เช้าตรู่ ทำกิจส่วนตัวเสร็จแล้ว นุ่งผ้าค่านับ ๑๐๐ ใช้ของมีค่าราคา ๕๐๐ คล้อง
ด้ายยัญ สวมรองเท้าสายแดง มีมาณพ ๕๐๐ ห้อมล้อม ได้เดินไปทางนั้น
เหมือนกัน คำนี้ท่านกล่าวหมายถึงข้อนั้น. บทว่า ปาเทสุ ได้แก่ ในรอย

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 140 (เล่ม 35)

ที่ทรงเหยียบด้วยพระบาท. บทว่า จกฺกานิ ได้แก่ จักกลักษณะ (รูปจักร).
ถามว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำเนินอยู่ รอยพระบาทปรากฏในที่ที่
ทรงเหยียบไว้หรือ. ตอบว่า ไม่ปรากฏดอก. เพราะอะไร. เพราะรอยพระบาท
ละเอียด มีกำลังมาก และเพราะจะอนุเคราะห์มหาชน.
จริงอยู่ เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีพระฉวีละเอียด สถานที่
ทรงเหยียบ เป็นเหมือนสถานที่ปุ่ยนุ่นตั้งอยู่ รอยพระบาทจึงไม่ปรากฏ. รอย
ที่ตถาคตทรงเหยียบ ก็เป็นสักแต่ว่าเหยียบเท่านั้น รอยพระบาทจึงไม่ปรากฏ
ในที่นั้น เพราะพระองค์เป็นผู้มีกำลังมาก เหมือนรอยเท้าของม้าสินธพมีฝีเท้า
เร็วดุจลม มีกำลังเหยียบแม้บนใบของกอประทุม ก็สักว่าเหยียบเท่านั้น ฉะนั้น.
ส่วนหมู่มหาชน เดินตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไป เมื่อมหาชน
นั้น เห็นรอยพระบาทของพระศาสดาก็ไม่อาจจะเดินเหยียบทับ พึงเดินเลี่ยง
ไปเสีย. เพราะฉะนั้น รอยพระบาทแม้ใดพึงมีในที่ทรงเหยียบแล้ว รอยพระบาท
นั้นก็หายไปทันที. ฝ่ายโทณพราหมณ์เห็นได้ด้วยอำนาจอธิษฐานของพระตถาคต
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประสงค์จะแสดงเจดีย์คือพระบาทแก่ผู้ใด ปรารภ
ถึงผู้นั้น ทรงอธิษฐานว่า คนชื่อโน้นจงเห็นดังนี้ เพราะฉะนั้น แม้พราหมณ์นี้
ได้เห็นก็ด้วยอำนาจอธิษฐานของพระตถาคตเหมือนมาคัณฑิยพราหมณ์.
บทว่า ปาสาทิกํ คือให้เกิดความเลื่อมใส. บทนอกนี้ก็เป็นไวพจน์
ของบทว่า ปาสาทิกํ นั้นเอง. ในบทว่า อุตฺตมทมถสมถมนุปฺปตฺตํ นี้
พึงทราบดังนี้ อรหัตมรรค ชื่อว่าการฝึกฝนอย่างสูงสุด อรหัตมรรคสมาธิ
ชื่อว่า ความสงบอย่างสูงสุด อธิบายว่า ทรงบรรลุทั้งสองอย่างนั้น. บทว่า
ทนฺตํ คือ หมดพยศ. บทว่า คุตฺตํ คือ คุ้มครอง. บทว่า ยตินฺทฺริยํ
คือ รักษาอินทรีย์. บทว่า นาคํ ความว่า ชื่อว่า นาคะ เพราะเหตุ ๔ คือ
เพราะไม่ถึงอคติมีฉันทาคติเป็นต้น ๑ เพราะไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้แล้วอีก ๑

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 141 (เล่ม 35)

เพราะไม่ทำบาป ๑ เพราะอรรถว่ามีกำลัง ๑. ในบทว่า เทโว โน ภวํ
ภวิสฺสติ นี้ ก็การถามพึงจบลงด้วยคำประมาณเท่านี้ว่า ท่านผู้เจริญเป็นเทวดา
หรือดังนี้ แต่พราหมณ์ผู้นี้ เมื่อถามโดยอนาคตกาลว่า ท่านจักเป็นเทวราช
องค์หนึ่ง ผู้มีศักดิ์ใหญ่ ในอนาคตกาลกระมังดังนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น. แม้
พระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อตรัสโดยชอบด้วยคำถามของพราหมณ์นั้น จึงตรัสว่า
เราไม่ใช่เป็นเทวดาดอก พราหมณ์. ในบททุกบทก็นัยนี้. บทว่า อาสวานํ
ได้แก่ อาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้น. บทว่า ปหีนา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเรา
ละได้แล้ว ด้วยการบรรลุสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิบัลลังก์. บทว่า อนูปลิตฺโต
โลเกน ความว่า โลกคือสังขารโลกเข้ามากำซาบใจเราไม่ได้ เพราะเราละ
เครื่องลูบไล้คือตัณหาและทิฏฐิเสียแล้ว. บทว่า พุทฺโธ ความว่า ท่านจง
จำเราไว้ว่า เป็นพุทธะ เพราะตรัสรู้สัจจะ ๔ ดังนี้.
บทว่า เยน คือ เพราะอาสวะใด. บทว่า เทวูปปตฺยสฺส ความว่า
เราจะพึงได้กำเนิดเป็นเทวดา. บทว่า วิหงฺคโม ได้แก่ เทพจำพวกคนธรรพ์
ผู้เหาะเหินได้. บทว่า วิทฺธสฺตา แปลว่า ทำลายแล้ว. บทว่า วินฬีกตา
ได้แก่ทำให้ปราศจากประสานคือปราศจากเครื่องผูก. บทว่า โตเยน นุปลิปฺปติ
ความว่า ดอกบัวขาวที่ชูโผล่ขึ้นพ้นน้ำ ราวศอกหนึ่งซึ่งทำให้สระงาม ทำฝูง
ภมรให้ร่าเริง น้ำซึมซาบไม่ได้. บทว่า ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ
ความว่า เวลาจบเทศนา พราหมณ์ บรรลุผลสามแล้วจึงกล่าวคุณ ชื่อว่า
โทณคัชชิตะ (เสียงกระหึมของโทณพราหมณ์ ) ด้วยคาถา ๑๒,๐๐๐ บท ก็เมื่อ
พระตถาคต ปรินิพพานแล้ว โทณพราหมณ์ระงับความทะเลาะอย่างใหญ่ที่
เกิดขึ้นทั่วพื้นชมพูทวีปแล้ว จึงได้แบ่งซึ่งพระธาตุทั้งหลายแก่กัน ดังพรรณนา
มานี้.
จบอรรถกถาโทณสูตรที่ ๖

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 142 (เล่ม 35)

๗. อปริหานิสูตร
ว่าด้วยอปริหานิธรรม ๔
[๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
ย่อมเป็นผู้ไม่พอที่จะเสื่อม เป็นผู้ปฏิบัติใกล้พระนิพพานทีเดียว ธรรม ๔
ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็น
ผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ
เป็นผู้หมั่นประกอบความไม่เห็นแก่นอน
ก็ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศีล สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรเห็นภัย
ในโทษมาตรว่าน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อม
ด้วยศีลเป็นอย่างนี้แล
ก็ภิกษุผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างไร ? ภิกษุ
ในพระธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยตาแล้ว ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ดมกลิ่นด้วยจมูก
แล้ว ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ
แล้ว เป็นผู้ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌาโทมนัส อกุศล
บาปธรรมทั้งหลายจะพึงไหลไปตามภิกษุผู้ไม่สำรวมอินทรีย์คือตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ เพราะเหตุความไม่สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจอันใด ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นเสียซึ่งอินทรีย์คือจา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอันนั้น
รักษาอินทรีย์คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถึงความสำรวมในอินทรีย์คือ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภิกษุเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์
ทั้งหลายเป็นอย่างนี้แล.

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 143 (เล่ม 35)

ก็ภิกษุเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรม
วินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงกลืนกินอาหาร มิใช่เพื่อเล่น มิใช่เพื่อเมา
มิใช่เพื่อตกแต่ง มิใช่เพื่อประเทืองผิว เพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้
เพื่อยังชีวิตให้เป็นไป เพื่อหายหิว เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ คิดว่า ด้วย
การกินอาหารนี้ เราจักระงับเวทนาเก่าเสียได้ด้วย จักไม่ยังเวทนาใหม่ให้เกิด
ขึ้นด้วย ความเป็นไปได้ ความไม่มีโทษ และความอยู่ผาสุกจักมีแก่เรา ภิกษุ
เป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะเป็นอย่างนี้แล
ก็ภิกษุเป็นผู้หมั่นประกอบความไม่เห็นแก่นอนอย่างไร ? ภิกษุใน
พระธรรมวินัยนี้ เวลากลางวัน ชำระจิตจากอาวรณิยธรรม ด้วยการจงกรม
ด้วยการนั่ง เวลากลางคืน ตอนยามต้น ก็ชำระจิตจากอาวรณิยธรรม ด้วยการ
จงกรม ด้วยการนั่ง ตอนยามกลาง สำเร็จสีหไสยา โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้า
ให้เหลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะ ทำอุฏฐานสัญญา ไว้ในใจ ตอนยามปลาย
กลับ ลุกขึ้นชำระจิตจากอาวรณิยธรรม ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง ภิกษุ
เป็นผู้หมั่นประกอบความไม่เห็นแก่นอนเป็นอย่างนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เหล่านี้แล
ย่อมเป็นผู้ไม่พอที่จะเสื่อม เป็นผู้ปฏิบัติใกล้พระนิพพานทีเดียว.
ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในศีล สำรวมในอินทรีย์
ทั้งหลาย รู้จักประมาณในโภชนะ และ
หมั่นประกอบความไม่เห็นแน่นอน เป็น
ผู้มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งวันทั้งดิน
เจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุคุณอันเกษมจาก

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 144 (เล่ม 35)

โยคะอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าเป็นภิกษุยินดีใน
อัปปมาทธรรม หรือเห็นภัยในความประ-
มาทโดยปกติ ย่อมเป็นผู้ไม่พอที่จะเสื่อม
เป็นผู้ปฏิบัติใกล้พระนิพพานทีเดียว.
จบอปริหานิสูตรที่ ๗
อรรถกถาอปริหานิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอปริหานิสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า นิพฺพานสฺเสว สนฺติเก ความว่า ภิกษุประพฤติอยู่ใน
ที่ใกล้พระนิพพานทีเดียว. บทว่า สีเล ปติฏฺฐิโต ได้แก่ ภิกษุตั้งอยู่ใน
ปาฏิโมกขศีล. บทว่า เอวํวิหารี แปลว่า เมื่ออยู่อย่างนี้. บทว่า อาตาปี
คือ ผู้ประกอบด้วยความเพียร. บทว่า โยคกฺเขมสฺส ความว่า เพื่อบรรลุ
คุณอันเกษมจากโยคะ ๔ คือพระนิพพาน. บทว่า ปมาเท ภยทสฺสิ วา
ได้แก่ เห็นความประมาทโดยเป็นภัย.
จบอรรถกถาอปริหานิสูตรที่ ๗

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 145 (เล่ม 35)

๘. ปฏิลีนสูตร
ว่าด้วยธรรมเป็นเครื่องหลีกเร้น
[๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถ่ายถอนปัจเจกสัจจะ (ความเห็น
ว่าจริงไปคนละทาง) แล้ว ผู้ละเลิกการแสวงหาสิ้นแล้ว ผู้มีกายสังขารอัน
ระงับแล้ว เราเรียกว่า ผู้มีการหลีกออกแล้ว.
ก็ภิกษุผู้ถ่ายถอนปัจเจกสัจจะแล้วเป็นอย่างไร ? ปัจเจกสัจจะมาก
อย่างแห่งสมณพราหมณ์ทั้งหลายมาก คือเห็นว่าโลกเที่ยงบ้าง ว่าโลกไม่เที่ยง
บ้าง ว่าโลกมีที่สุดบ้าง ว่าโลกไม่มีที่สุดบ้าง ว่าชีพกับสรีระเป็นอัน เดียวกันบ้าง
ว่าชีพกับสรีระต่างกันบ้าง ว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกบ้าง ว่าสัตว์ตายแล้วไม่เกิด
อีกบ้าง ว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มีบ้าง ว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็
มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่บ้าง ปัจเจกสัจจะทั้งปวงนั้น อันภิกษุในพระธรรมวินัย
นี้ถ่ายถอนแล้ว สละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้วละแล้วทิ้งเสียแล้ว ภิกษุผู้
ถ่ายถอนปัจเจกสัจจะเป็นอย่างนี้แล
ก็ภิกษุผู้ละเลิกการแสวงหาสิ้นแล้วเป็นอย่างไร ? (กาเมสนา) การ
แสวงหากาม ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ละได้แล้ว (ภเวสนา) การแสวงหาภพ
ก็ละได้แล้ว (พฺรหฺมจริเยสนา) การแสวงพรหมจรรย์รำงับไปแล้ว ภิกษุผู้ละ
เลิกการแสวงหาสิ้นแล้วเป็นอย่างนี้แล
ก็ภิกษุผู้มีกายสังขารอันระงับแล้วเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรม
วินัยนี้ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน ได้
จตุตถฌานอันไม่ทุกข์ไม่สุข มีความบริสุทธิ์ด้วยอุเบกขาและสติอยู่. ภิกษุผู้มี
กายสังขารอันระงับแล้วเป็นอย่างนี้แล

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 146 (เล่ม 35)

ก็ภิกษุผู้หลีกออกเร้นแล้วเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรนวินัยนี้ละ
อัสมิมานะได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ถูกทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว
ทำไม่ให้มีในภายหลังแล้ว มีอัน ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ภิกษุผู้หลีก
ออกเร้นแล้วเป็นอย่างนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าผู้ถ่ายถอนปัจเจกสัจจะแล้ว ผู้ละเลิกการ
แสวงหาสิ้นแล้ว ผู้มีกายสังขารอันระงับแล้ว ผู้หลีกออกเร้นแล้วอย่างนี้แล.
ภิกษุผู้คลายความกำหนัดแล้ว ได้
วิมุตติเพราะสิ้นตัณหา สละภารแสวงหา
คือการแสวงหากาม การแสวงหาภพ ทั้ง
การแสวงหาพรหมจรรย์ ถอนความถือว่า
จริงอย่างนั้นอย่างนี้ เพิกร่างกายอันเป็นที่
ตั้งแห่งทิฏฐิเสียได้ ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติ
สงบรำงับแล้ว อันใคร ๆ ทำให้พ่ายแพ้
ไม่ได้แล้ว ได้ตรัสรู้แล้ว เพราะละมานะ
ได้ เรียกว่าผู้หลีกออกแล้ว.
จบปฏิลีนสูตรที่ ๘

146