ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 97 (เล่ม 35)

สยบด้วยตัณหามีประมาณยิ่ง. บทว่า อนชฺฌาปนฺโน ความว่า ผู้อันตัณหา
ไม่ครอบงำ ไม่รัดรึงไว้. บทว่า อาทีนวทสฺสาวี ความว่า เห็นโทษใน
อาบัติที่เนื่องด้วยอเนสนาและในการบริโภค ลาภที่หมกมุ่น. บทว่า นิสฺสรณ-
ปญฺโญ ความว่า รู้ชัดถึงอุบายที่จะถอนตนออกซึ่งที่ท่านกล่าวว่า เพียงเพื่อ
บำบัดความหมายเท่านั้น.
บทว่า อิตริตรจีวรสนฺตุฏฺฐิยา ความว่า เพราะสันโดษด้วยจีวร
อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า เนวตฺตานุกฺกํเสติ ความว่า ย่อมไม่ยกตนว่า
เราทรงผ้าบังสุกุลเป็นปกติ เราถือวงศ์ของภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นปกติใน
โรงอุปสมบท ใครเล่าจะเสมอเราดังนี้. บทว่า โน ปรํ วมฺเภติ ความว่า
ไม่ข่มคนอื่นอย่างนี้ว่า ส่วนภิกษุอื่นๆ เหล่านั้น ไม่ทรงบังสุกลิกะ หรือว่าภิกษุ
เหล่านั้นไม่มีแม้เพียงทรงผ้าบังสุกุล. บทว่า โย หิ ตตฺถ ทกฺโข ความว่า
ภิกษุใดมีทักษะ คือฉลาดสามารถในภาวะกล่าวสรรเสริญเป็นต้นในจีวรสันโดษ
นั้น . บทว่า อนลโส ความว่า เว้นความเกียจคร้านโดยการทำติดต่อกัน .
บทว่า สมฺปชาโน ปติสฺสโต ความว่า ประกอบด้วยปัญญาคือสัมปชัญญะ
และสติ. บทว่า อริยวํเส  ิโต ได้แก่ ตั้งมั่นแล้วในอริยวงศ์.
บทว่า อิตริตเรน ปิณฺฑปาเตน คือ ด้วยบิณฑบาตอย่างใดอย่างหนึ่ง.
ก็ในบิณฑบาตสันโดษนี้ ภิกษุพึงรู้จักบิณฑบาต พึงรู้จักเขตของบิณฑบาต
พึงรู้จักสันโดษด้วยบิณฑบาต พึงรู้จักธุดงค์ที่เกี่ยวด้วยบิณฑบาต. ในข้อ
เหล่านั้น ข้อว่าบิณฑบาตได้แก่ บิณฑบาต ๑๖ คือ ข้าวสุก ขนมสด ข้าว-
สัตตุ ปลา เนื้อ น้ำนม นมส้ม เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย
ข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ของควรลิ้ม ของควรเลีย.

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 98 (เล่ม 35)

ข้อว่า เขตของบิณฑบาต ได้แก่ เขตของบิณฑบาต ๑๕ คือ
๑. สังฆภัต
๒. อุทเทสภัต
๓. นิมันตนภัต
๔. สลากภัต
๕. ปักขิกภัต
๖. อุโปสถิกภัต
๗. ปาฏิปทิกภัต
๘. อาคันตุกภัต
๙. คมิกภัต
๑๐. คิลานภัต
๑๑. คิลานุปัฏฐากภัต
๑๒. ธุรภัต
๑๓. กุฏิภัต
๑๔. วิหารภัต.
ข้อว่าบิณฑบาตสันโดษ ได้แก่ สันโดษในบิณฑบาต ๑๕ คือ
๑. วิตักกสันโดษ
๒. คมนสันโดษ
๓. ปริเยสนสันโดษ
๔. ปฏิลาภสันโดษ
๕. ปฏิคคหณสันโดษ
๖. มัตตปฏิคคหณสันโดษ
๗. โลลุปปวิวัชชนสันโดษ

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 99 (เล่ม 35)

๘. ยถาลาภสันโดษ
๙. ยถาพลสันโดษ
๑๐. ยถาสารุปปสันโดษ
๑๑. อุปการสันโดษ
๑๒. ปริมาณสันโดษ
๑๓. ปริโภคสันโดษ
๑๔. สันนิธิปริวัชชนสันโดษ
๑๕. วิสัชชนสันโดษ.
ในสันโดษเหล่านั้น ภิกษุผู้ยินดีล้างหน้าเสร็จแล้วจึงตรึก. ส่วนปิณ-
ฑปาติกภิกษุไปพร้อมกับคณะในเวลาบำรุงพระเถระตอนเย็นคิดเท่านี้ว่า พรุ่งนี้
จักเที่ยวบิณฑบาตในที่ไหน ในบ้านโน้น เจ้าข้า ดังนี้แล้ว ไม่พึงตรึกต่อจากนั้น.
อัน ภิกษุผู้เที่ยวไปรูปเดียว พึงยืนตรึกในโรงวิตก. เมื่อเธอตรึกต่อจากนั้น
ย่อมชื่อว่า เคลื่อนห่างไกลจากอริยวงศ์ นี้ชื่อว่า วิตักกสันโดษ สันโดษ
ด้วยการตรึก.
เมื่อเข้าไปเพื่อบิณฑบาต ก็ไม่คิดว่าเราจักได้ในที่ไหน พึงไปโดยมุ่ง
กัมมัฏฐานเป็นใหญ่ นี้ชื่อว่า คมนสันโดษ สันโดษด้วยการไป. เมื่อแสวงหา
ก็ไม่พาภิกษุธรรมดาไป พึงพาภิกษุผู้ละอายน่ารักเท่านั้นไปแสวง นี้ ชื่อว่า
ปริเยสนสันโดษ สันโดษด้วยการแสวงหา. เธอเห็นบิณฑบาตที่เขานำมา
แต่ไกล ไม่พึงเกิดจิตคิดว่า นั่นของชอบใจ ไม่ชอบใจดังนี้ นี้ ชื่อว่า
ปฏิลาภสันโดษ สันโดษด้วยการได้. เธอไม่คิดว่า เราจักรับสิ่งนี้ที่ชอบใจ
จักไม่รับสิ่งนี้ที่ไม่ชอบใจดังนี้ แล้วพึงรับอย่างใดอย่างหนึ่งที่พอยังอัตภาพให้
เป็นไปเท่านั้น นี้ ชื่อว่า ปฏิคคหณสันโดษ สันโดษด้วยการรับ. ก็ใน
ปฏิคคหณสันโดษปัจจัยนี้ ไทยธรรมมีมาก ทายกประสงค์จะถวายน้อย เธอ

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 100 (เล่ม 35)

พึงรับแต่น้อย. ไทยธรรมมีมาก ทั้งทายกประสงค์จะถวายมาก. เธอพึงรับ
แต่พอประมาณเท่านั้น. ไทยธรรมมีไม่มากทั้งทายกประสงค์จะถวายน้อย เธอ
พึงรับแต่น้อย. ไทยธรรมมีไม่มาก ส่วนทายกประสงค์จะถวายมาก เธอพึงรับ
โดยประมาณ. ด้วยว่าภิกษุผู้ไม่รู้จักประมาณในการรับ ย่อมทำลายความเสื่อมใส
ของพวกมนุษย์ยังศรัทธาไทยให้ตก ไม่ทำตามคำสอน ย่อมไม่สามารถจะ
ยึดเหนี่ยวจิตแม้ของมารดาผู้บังเกิดเกล้าไว้ได้. เธอรู้จักประมาณแล้ว พึงรับ
ด้วยอาการอย่างนี้แล นี้ ชื่อว่า มัตตปฏิคคหณสันโดษ สันโดษด้วยการ
รับพอประมาณ. การที่ภิกษุไม่ไปเฉพาะตระกูลมั่งคั่งเท่านั้น เดินไปตามลำดับ
ประตู นี้ชื่อว่า โลลุปปวิวัชชนสันโดษ สันโดษด้วยการเว้นจากความโลเล.
ยถาลาภสันโดษเป็นต้น มีนัยอันกล่าวไว้ในจีวรแล้ว.
การบริโภคบิณฑบาตแล้วรู้อุปการะอย่างนี้ว่า เราจักรักษาสมณธรรม
ดังนี้ บริโภค ชื่อว่า อุปการสันโดษ สันโดษด้วยอุปการะ. เธอไม่พึงรับ
บาตรที่เขาบรรจุเต็มมาถวาย เมื่ออนุปสัมบันมี พึงให้อนุปสัมบันนั้นรับ เมื่อ
ไม่มี เธอให้เขานำออกเสียบ้าง รับแต่พอรับได้ นี้ชื่อ ปริมาณสันโดษ สันโดษ
ด้วยประมาณ. การบริโภคด้วยคิดอย่างนี้ว่า เป็นการบรรเทาความหิว นี้เป็น
อุบายถ่ายถอนในความหิวนี้ นี้ชื่อว่า ปริโภคสันโดษ สันโดษด้วยการบริโภค.
เธอไม่พึงเก็บไว้บริโภค นี้ชื่อว่า สันนิธิปริวัชชนสันโดษ สันโดษด้วยการ
เว้นจากสะสม. เธอไม่เห็นแก่หน้า ตั้งอยู่ในสาราณียธรรม พึงสละ นี้ชื่อว่า
วิสัชชนสันโดษ สันโดษด้วยการสละ. ส่วนธุดงค์ ๕ ที่เกี่ยวด้วยปิณฑบาต
คือ ปิณฑปาติกังคะ สปทานจาริกังคะ เอกาสนิกังคะ ปัตตปิณฑิ-
กังคะ ขลูปัจฉาภัตติกังคะ. ธุดงค์เหล่านั้นมีเรื่องพิสดาร อันกล่าวไว้แล้ว
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. ภิกษุผู้บำเพ็ญมหาอริยวงศ์เกี่ยวด้วยปิณฑบาตสันโดษ
ย่อมรักษาธุดงค์ ๕ เหล่านี้ เมื่อรักษาธุดงค์ ๕ เหล่านี้ ชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 101 (เล่ม 35)

ด้วยอริยวงศ์ เกี่ยวด้วยปิณฑบาตสันโดษ. บทเป็นต้นว่า วณฺณวาที ดังนี้
พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
ในบทว่า เสนาสเนน นี้ พึงรู้จักเสนาสนะ พึงรู้จักเขตเสนาสนะ
พึงรู้จักสันโดษด้วยเสนาสนะ พึงรู้จักธุดงค์ที่เกี่ยวด้วยเสนาสนะ. ในข้อ
เหล่านั้น ข้อว่า เสนาสนะ ได้แก่ เสนาสนะ ๑๕ เหล่านี้ คือ
๑. เตียง
๒. ตั่ง
๓. ฟูก
๔. หมอน
๕. วิหาร
๖. เรือนมุงด้านเดียว
๗. ปราสาท
๘. ปราสาทโล้น
๙. ถ้ำ
๑๐. ที่เร้น
๑๑. ป้อม
๑๒. เรือนโถง
๑๓. พุ่มไผ่
๑๔. โคนต้นไม้
๑๕. หรือที่ ๆ พวกภิกษุหลีกออกไป.
ข้อว่าเขตแห่งเสนาสนะ ได้แก่ เขต ๖ คือ โดยสงฆ์บ้าง คณะ
บ้าง ญาติบ้าง มิตรบ้าง ทรัพย์ของตนบ้าง ผ้าบังสุกุลบ้าง.
ข้อว่า เสนาสนสันโดษ ได้แก่ สันโดษในเสนาสนะ ๑๕ มีวิตักก-
สันโดษเป็นต้น. สันโดษเหล่านั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในบิณฑบาต.

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 102 (เล่ม 35)

ส่วนธุดงค์ ๕ ที่เกี่ยวด้วยเสนาสนะ คือ อารัญญิกังคะ รุกขมูลิกังคะ
อัพโภกาสิกังคะ โสสานิกังคะ ยถาสันถติกังคะ. เรื่องพิสดารของธุดงค์
เหล่านั้น กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. ภิกษุผู้บำเพ็ญมหาอริยวงศ์เกี่ยว
ด้วยเสนาสนะสันโดษ ย่อมรักษาธุดงค์ ๕ เหล่านั้นไว้ได้ เมื่อรักษาธุดงค์เหล่านี้
ย่อมชื่อว่า เป็นผู้สันโดษด้วยมหาอริยวงศ์เกี่ยวด้วยเสนาสนะสันโดษ
ส่วนคิลานปัจจัยก็อยู่ในบิณฑบาตนั่นเอง. ภิกษุพึงยินดีในคิลานปัจจัยนั้นด้วย
ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารุปปสันโดษเท่านั้น. เนสัชชิ-
กังคะ ย่อมจัดเข้าอริยวงศ์ข้อยินดีในภาวนา ด้วยประการฉะนี้. สมดังคำที่ท่าน
กล่าวว่า
ปญฺจ เสนาสเน วุตฺตา ปญฺจ อาหารนิสฺสิตา
เอโก วิริยสญฺญุตฺโต เทฺว จ จีวรนิสฺสิตา
ธุดงค์ ๕ อย่าง ท่านกล่าวไว้ใน
เสนาสนะ ๕ อย่าง อาศัยอาหาร อย่างหนึ่ง
ประกอบด้วยความเพียร และ ๒ อย่าง
อาศัยจีวร ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอริยวงศ์คือจีวรสันโดษเป็นข้อแรก เหมือน
ทรงปูลาดแผ่นดิน เหมือนทรงทำท้องทะเลให้เต็ม และเหมือนทรงขยายอากาศให้
กว้างออกแล้ว จึงตรัสปิณฑปาตสันโดษเป็นข้อที่สอง เหมือนทรงให้พระจันทร์
อุทัยขึ้น และเหมือนทรงทำพระอาทิตย์ให้โลดขึ้น ตรัสอริยวงศ์คือเสนาสนะ-
สันโดษเป็นข้อที่สาม เหมือนทรงยกภูเขาสิเนรุ บัดนี้ เพื่อตรัสอริยวงศ์
คือยินดีในภาวนาเป็นข้อที่สี่ ที่ประดับด้วยนัยพันหนึ่ง ทรงเริ่มเทศนาว่า ปุน
จ ปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ภาวนาราโม โหติ เป็นต้น.
ในบทว่า ภาวนาราโมนั้น ความยินดี ชื่อว่าอารามะ อธิบายว่า
ความยินดียิ่ง. ชื่อว่าภาวนารามะ เพราะภิกษุนั้น ยินดีในภาวนาการเจริญ

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 103 (เล่ม 35)

ชื่อว่าภาวนารตะ เพราะยินดีแล้วในภาวนา. ชื่อว่าปหานารามะ เพราะยินดีใน
ปหานะการละ ๕ อย่าง อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าภาวนารามะ เพราะเจริญอยู่จึงยินดี
ชื่อว่าปหานารามะ เพราะละอยู่จึงยินดี. ในภาวนาและปหานะนี้ พึงทราบความ
อย่างนี้. จริงอยู่ ภิกษุนี้เจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่ย่อมยินดี อธิบายว่า ย่อมได้
ความยินดี. เจริญสัมมัปปธาน ๔ อยู่ก็เหมือนกัน เมื่อเจริญอิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อนุปัสสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘ โพธิ-
ปักขิยธรรม ๓๗ เจริญการแจกอารมณ์ ๓๘ อยู่ย่อมยินดี ย่อมได้ความยินดี.
อนึ่ง ละกิเลสมีกามฉันทะเป็นต้นอยู่ ก็ยินดีได้ความยินดี. ส่วนในอริยวงศ์
๔ เหล่านี้ วินัยปิฎกทั้งสิ้นเป็นอันตรัสด้วยธุดงค์ ๑๓ และความสันโดษด้วย
ปัจจัย ๔ ด้วยอริยวงศ์สามข้อแรกก่อน. สองปิฎกที่เหลือ ตรัสด้วยอริยวงศ์
ข้อยินดีในภาวนา. ก็ภิกษุเมื่อกล่าวอริยวงศ์ข้อยินดีในภาวนานี้ พึงกล่าวโดย
เนกขัมมบาลีในปฏิสัมภิทามรรค พึงกล่าวโดยปริยายแห่งทสุตตรสูตรใน
ทีฆนิกาย พึงกล่าวโดยปริยายแห่งสติปัฏฐานสูตรในมัชฌิมนิกาย พึงกล่าว
โดยปริยายแห่งนิทเทสในอภิธรรม.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ปฏิสมฺภิทามคฺเค เนกฺขมฺมปาลิยา
ได้แก่ พึงกล่าวตามเนกขัมมบาลีในปฏิสัมภิทามรรคอย่างนี้ว่า เธอเมื่อเจริญ
เนกขัมมะ ก็ยินดี ละกามฉันทะ ก็ยินดี เมื่อเจริญอัพยาบาท ก็ยินดี ละพยาบาท
ก็ยินดี เมื่อเจริญอาโลกสัญญา ก็ยินดี ละถีนมิทธะ ก็ยินดี เมื่อเจริญอวิกเขปะ
ความไม่ฟุ้งซ่าน ก็ยินดี ละอุทธัจจะ ก็ยินดี เมื่อเจริญธัมมวิวัฏฐานะการกำหนด
ธรรม ก็ยินดี ละ วิจิกิจฉา ก็ยินดี เมื่อเจริญญาณ ก็ยินดี ละอวิชชา ก็ยินดี
เมื่อเจริญปราโมทย์ ก็ยินดี ละอรติความริษยา ก็ยินดี เมื่อเจริญปฐมฌาน
ก็ยินดี ละนิวรณ์ ๕ ก็ยินดี เมื่อเจริญทุติยฌาน ก็ยินดี ละวิตกวิจาร ก็ยินดี
เมื่อเจริญตติยฌานก็ยินดี ละปีติ ก็ยินดี เมื่อเจริญจตุตถฌานก็ยินดี ละสุข

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 104 (เล่ม 35)

ทุกข์ ก็ยินดี เมื่อเจริญอากาสานัญจายตนสมาบัติก็ยินดี ละรูปสัญญา ปฏิฆ-
สัญญา นานัตตสัญญา ก็ยินดี เมื่อเจริญวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ก็ยินดี ละอากิญจัญญายตนสัญญาก็ยินดี.
เมื่อเจริญอนิจจานุปัสสนา ก็ยินดี ละนิจจสัญญาก็ยินดี เมื่อเจริญ
ทุกขานุปัสสนา ก็ยินดี ละสุขสัญญาก็ยินดี เมื่อเจริญอนัตตานุปัสสนา ก็ยินดี
ละอัตตสัญญาก็ยินดี เมื่อเจริญนิพพิทานุปัสสนา ก็ยินดี ละนันทิก็ยินดี
เมื่อเจริญวิราคานุปัสสนา ก็ยินดี ละราคะก็ยินดี เมื่อเจริญนิโรธานุปัสสนา
ก็ยินดี ละสมุทัยก็ยินดี เมื่อเจริญปฏินิสสัคคานุปัสสนา ก็ยินดี ละอาทานะ
ก็ยินดี เมื่อเจริญขยานุปัสสนา ก็ยินดี ละฆนสัญญาก็ยินดี เมื่อเจริญวยา-
นุปัสสนา ก็ยินดี ละอายุหนะเห็นว่าเจริญขึ้นก็ยินดี เมื่อเจริญวิปริณามา-
นุปัสสนา ก็ยินดี ละธุวสัญญาก็ยินดี เมื่อเจริญอนิมิตตานุปัสสนา ก็ยินดี
ละนิมิตก็ยินดี เมื่อเจริญอัปปณิหิตานุปัสสนา ก็ยินดี ละปณิธิก็ยินดี เมื่อเจริญ
สุญญตานุปัสสนา ก็ยินดี ละอภินิเวสก็ยินดี เมื่อเจริญอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา
ก็ยินดี ละสาราทานาภินิเวสก็ยินดี เมื่อเจริญยถาภูตญาณทัสสนะ ก็ยินดี
ละสัมโมหาภินิเวสก็ยินดี เมื่อเจริญอาทีนวานุปัสสนา ก็ยินดี ละอาลยาภินิเวส
ก็ยินดี เมื่อเจริญปฏิสังขานุปัสสนา ก็ยินดี ละอัปปฎิสังขะก็ยินดี เมื่อเจริญ
วิวัฎฎานุปัสสนา ก็ยินดี ละสังโยคาภินิเวสก็ยินดี เมื่อเจริญโสดาปัตติมรรค
ก็ยินดี ละกิเลสที่ตั้งอยู่แห่งเดียวอันมรรคเห็นแล้วก็ยินดี เมื่อเจริญสกทา
คามิมรรค ก็ยินดี ละกิเลสอย่างหยาบก็ยินดี เมื่อเจริญอนาคามิมรรค ก็ยินดี
ละกิเลสที่ร่วมด้วยอนุสัยก็ยินดี เมื่อเจริญอรหัตมรรค ก็ยินดี ละสรรพกิเลส
ก็ยินดี ดังนี้.
คำว่า ทีฆนิกาเย ทสุตฺตรสุตฺตนฺตปริยาเยน ได้แก่ พึงกล่าว
โดยปริยายแห่งทสุตตรสูตรในทีฆนิกายอย่างนี้ว่า เมื่อเจริญธรรมอย่างหนึ่ง

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 105 (เล่ม 35)

ก็ยินดี ละธรรมอย่างหนึ่งก็ยินดี ฯลฯ เมื่อเจริญธรรม ๑๐ ก็ยินดี ละธรรม
๑๐ ก็ยินดี เมื่อเจริญธรรมอย่างหนึ่ง ก็ยินดีเป็นไฉน ? คือ กายคตาสติที่
ประกอบด้วยความแช่มชื่น ชื่อว่าเจริญธรรมอย่างหนึ่งก็ยินดี เมื่อละธรรม
อย่างหนึ่งก็ยินดีเป็นไฉน ? คือ อัสมิมานะ ชื่อว่าละธรรมอย่างหนึ่งนี้ก็ยินดี
เมื่อเจริญธรรม ๒ ก็ยินดีเป็นไฉน ? ฯลฯ เมื่อเจริญธรรม ๑๐ ก็ยินดีเป็นไฉน
คือ กสิณายตนะ ๑๐. ชื่อว่าเจริญธรรม ๑๐ เหล่านี้ก็ยินดี. เมื่อละธรรม ๑๐
ก็ยินดีเป็นไฉน ? คือ มิจฉัตตะ ๑๐ ชื่อว่าละธรรม ๑๐ เหล่านี้ก็ยินดี ภิกษุ
เป็นผู้มีภาวนาเป็นที่ยินดีอย่างนี้แล.
คำว่า มชฺฌิมนิกาเย สติปฏฺฐานสุตฺตนฺตปริยาเยน ได้แก่
พึงกล่าวโดยปริยายแห่งสติปัฏฐานสูตร ในมัชณิมนิกายอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย หนทางนี้เป็นหนทางไปอันเอก ฯลฯ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอ
แต่เพียงสักว่าญาณ แต่เพียงสักว่าความอาศัยระลึก. เธอย่อมมีสันดานอัน
ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในภาวนาอย่างนี้แล. เป็นผู้มีปหานะ
เป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในปหานะ. อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเมื่อเดินก็รู้ชัดว่า เรา
กำลังเดิน. ฯลฯ อีกข้อหนึ่ง เหมือนอย่างว่าภิกษุพึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้แล้ว
ในป่าช้า ฯลฯ เป็นของผุ เป็นจุณ. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้แลว่า ถึง
ร่างกายนี้ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้.
อย่างนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้าง ฯลฯ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่ยินดีอย่างนี้แล.
คำว่า อภิธมฺเม นิทฺเทสปริยาเยน บัณฑิตพึงกล่าวโดยปริยาย
แห่งนิทเทสอย่างนี้ว่า เธอเมื่อเห็นสังขตธรรมแม้ทั้งปวง โดยความเป็นของ

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 106 (เล่ม 35)

ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นผี โดยความเป็นสังกิเลส เศร้าหมอง
ย่อมยินดี. ภิกษุเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่ยินดีอย่างนี้แล.
บทว่า เนวตฺตานุกฺกํเสติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่ทำการยกตนอย่าง
นี้ว่า เมื่อเราทำกรรมในวิปัสสนาว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตามาตลอด
๖๐ ปี ๗๐ ปี ถึงปัจจุบันนี้ ใครเล่าจะเป็นผู้เสมอเราดังนี้. บทว่า โน ปรํ
วมฺเภติ ความว่า ย่อมไม่ทำการข่มคนอื่นอย่างนี้ว่า แม้เพียงวิปัสสนาว่า
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ดังนี้ ก็ไม่มี ทำไมพวกเหล่านี้จึงละเลยกัมมัฏฐานเที่ยวไป
ดังนี้. บทที่เหลือมีนัยอันกล่าวแล้วทั้งนั้น.
บทว่า อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร อริยวํสา ความว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงยักเยื้องพระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยวงศ์ ๔ เหล่านี้
เป็นวงศ์ของพระอริยะ เป็นเชื้อสายของพระอริยะ เป็นทางของพระอริยะ เป็น
หนทางไปของพระอริยะ ดังนี้ บัดนี้ เมื่อทรงแสดงอิสระโดยภิกษุผู้บำเพ็ญ
มหาอริยวงศ์ จึงตรัสว่า อิเมหิ จ ปน ภิกฺขเว เป็นต้น . ในบทเหล่านั้น
บทว่า เสฺวว อรตึ สหติ ความว่า เธอเท่านั้น ย่อมย่ำยีครอบงำความ
ไม่ยินดี ความไม่ยินดียิ่ง ความเอือมระอาเสียได้. บทว่า น ตํ อรติ สหติ
ความว่า ชื่อว่าความไม่ยินดี ในการเจริญอธิกุศล ในเสนาสนะที่สงัดนั้นใด
ความไม่ยินดีนั้น ย่อมไม่สามารถจะย่ำยีครอบงำภิกษุนั้นได้. บทว่า อรติร-
ติสโห ความว่า ภิกษุผู้มีปัญญาย่อมย่ำยี สามารถครอบงำความไม่ยินดี
และความยินดีในกามคุณ ๕.
บัดนี้ เมื่อทรงถือเอายอดธรรมด้วยคาถาทั้งหลาย จึงตรัสคำว่า นารตี
เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า ธีรํ คือผู้มีความเพียร. บทว่า นารตี
ธีรสํหติ นี้เป็นคำกล่าวเหตุแห่งบทแรก. เพราะเหตุที่ความไม่ยินดี ไม่ย่ำยี
ภิกษุผู้มีปัญญา คือ ย่อมไม่สามารถจะย่ำยี คือ ครอบงำภิกษุผู้มีปัญญาได้

106