ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 87 (เล่ม 35)

ย่ำยีความไม่ยินดีเสียได้ ความไม่ยินดีหาย่ำยีเธอได้ไม่ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเหตุ
อะไร เพราะเหตุว่าภิกษุผู้มีปัญญาย่อมเป็นผู้ข่นได้ทั้งความไม่ยินดีทั้งความ
ยินดี.
ความไม่ยินดีหาย่ำยีภิกษุผู้มีปัญญา
ได้ไม่ ความไม่ยินดีหาครอบงำภิกษุผู้มี
ปัญญาได้ไม่ แต่ภิกษุผู้มีปัญญาย่ำยีความ
ไม่ยินดีได้ เพราะภิกษุผู้มีปัญญาเป็นผู้ข่ม
ความไม่ยินดีได้.
ใครจะมาขัดขวางภิกษุผู้ละกรรม
ทั้งปวง ผู้ถ่ายถอน (กิเลส) แล้วไว้ (มิให้
บรรลุวิมุตติ) ได้ ใครจะควรติภิกษุ (ผู้
บริสุทธิ์) ดุจแท่งทองชมพูนุทนั้นเล่า แม้
เหล่าเทวดาก็ย่อมชมถึงพรหมก็สรรเสริญ.
จบอริยวังสสูตรที่ ๘
อรรถกถาอริยวังสสูตร
อริยวังสสูตรที่ ๘ ตั้งขึ้นมีอัธยาศัยของพระองค์เป็นอัตถุปปัตติเหตุ
เกิดเรื่อง ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งเหนือบวรพุทธาสน์ที่เขา
จัดถวาย ณ ธรรมสภา พระเชตวันมหาวิหาร ตรัสเรียกภิกษุสี่หมิ่นรูป ผู้นั่ง
แวดล้อมว่า ภิกฺขเว ดังนี้แล้ว จึงทรงเริ่มมหาอริยวังสสูตรนี้ว่า จตฺตาโรเม
ภิกฺขเว อริยวํสา เป็นต้น ด้วยอำนาจอัธยาศัยของพระองค์บ้าง ของบุคคล

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 88 (เล่ม 35)

อื่นบ้าง. ในบทเหล่านั้น บทว่า อริยวํสา คือ วงศ์ของพระอริยะทั้งหลาย.
อริยวงศ์ที่แปดแม้นี้ เป็นสายของพระอริยะ ชื่อว่าเป็นประเพณีเชื้อสายของ
พระอริยะ เหมือนขัตติยวงศ์ พราหมณวงศ์ เวสสวงศ์ สุททวงศ์ สมณวงศ์
กุลวงศ์ ราชวงศ์ฉะนั้น . ก็วงศ์นี้นั้นท่านกล่าวว่าเป็นยอดของวงศ์เหล่านี้
เหมือนกลิ่นกระลำพักเป็นต้น เป็นยอดของไม้มีกลิ่นเกิดที่รากเป็นต้น.
ถามว่า ก็คนเหล่าไหน คืออริยะ วงศ์ของอริยะ. ตอบว่า พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และสาวกของพระตถาคต
ทั้งหลาย ท่านเรียกว่า พระอริยะ วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้นจึงรวมเรียกว่า
อริยวงศ์. ก่อนแต่กาลนี้ไป ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป เกิดพระพุทธเจ้า
ขึ้น ๔ พระองค์ คือ พระตัณหังกระ ๑ พระเมธังกระ ๑ พระสร-
ณังกระ ๑ พระทีปังกระ ๑ ดังนี้ วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้นรวมชื่อว่า
อริยวงศ์. ภายหลังแต่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ล่วงไปหนึ่ง
อสงไขยเกิดพระพุทธเจ้าพระนามว่า โกณฑัญญะ ฯลฯ ในกัปนี้เกิดพระ-
พุทธเจ้าขึ้น ๔ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ ๑ พระโกนาคมนะ ๑
พระกัสสปะ ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้าโคตมะของพวกเรา ๑ ดังนี้ วงศ์
ของพระอริยะเหล่านั้น รวมชื่อว่า อริยวงศ์. อีกอย่างหนึ่ง วงศ์ของพระ-
อริยะทั้งหลาย คือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ปัจเจกพุทธเจ้าและพุทธสาวก
ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบันรวมชื่อว่า อริยวงศ์.
ก็แลวงศ์แห่งพระอริยะเหล่านี้นั้น ชื่อว่า อคฺคญฺญา ได้แก่ พึงรู้ว่า
ล้ำเลิศ. ชื่อว่า รตฺตญฺญา ได้แก่ พึงรู้ว่าประพฤติมานานแล้ว. ชื่อว่า
วํสญฺญา ได้แก่ พึงรู้ว่าเป็นวงศ์ คือ เชื้อสาย. ชื่อว่า โปราณา ได้แก่
มิใช่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้. ชื่อว่า อสํกิณฺณา ได้แก่ มิใช่กระจัดกระจาย มิใช่ถูก

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 89 (เล่ม 35)

ทอดทิ้ง. บทว่า อสํกิณฺณปุพฺพา ได้แก่ ไม่เคยกระจัดกระจาย พระพุทธเจ้า
ในอดีตไม่เคยทอดทิ้งด้วยเข้าใจว่า ประโยชน์อะไรด้วยอริยวงศ์เหล่านี้. บทว่า
น สํกิยนฺติ ได้แก่แม้บัดนี้ ท่านเหล่านั้นก็ไม่ทอดทิ้ง. บทว่า น สํกิยิสฺสนฺติ
ได้แก่ แม้พระพุทธเจ้าในอนาคต ก็จักไม่ทอดทิ้ง. สมณพราหมณ์เหล่าใด
ที่เป็นผู้รู้ในโลก อริยวงศ์เหล่านี้อันสมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่คัดค้านแล้ว
คือ สมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่ตำหนิ ไม่ติเตียนแล้ว.
บทว่า สนฺตุฏโฐ โหติ ความว่า เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยสันโดษ.
บทว่า อิตริตเรน ความว่า เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัย หยาบ ละเอียด
เศร้าหมอง ประณีต ถาวรและเก่า อย่างใดอย่างหนึ่ง. โดยที่แท้ ภิกษุย่อม
เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามที่ได้แล้วเป็นต้น ตามมีตามได้ คืออย่างใดอย่างหนึ่ง
ก็ในจีวรสันโดษมีสามคือ ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ ยถาพลสันโดษ
ยินดีตามกำลัง ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร. แม้ในบิณฑบาต
เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. เรื่องพิสดารแห่งสันโดษเหล่านั้น พึงทราบ
โดยนัยที่ท่านกล่าวแล้วในพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมที่ยัง
ไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้สันโดษดังนี้เป็นต้น.
ดังนั้น ท่านหมายถึงสันโดษสามเหล่านี้ จึงกล่าวว่า ภิกษุเป็น
ผู้สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ คือ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรตามที่ได้แล้วเป็นต้น
อย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้. ก็ในจีวรสันโดษนี้ ภิกษุพึงรู้จักจีวร พึงรู้จักเขตจีวร
พึงรู้จักบังสุกุลจีวร พึงรู้จักสันโดษด้วยจีวร พึงรู้จักธุดงค์ที่เกี่ยวกับจีวร.
ในข้อเหล่านั้น ข้อว่า พึงรู้จักจีวร ได้แก่ พึงรู้จักกับปิยจีวร ๑๒ ชนิด
เหล่านี้คือ จีวร ๖ ที่ทำด้วยเปลือกไม้เป็นต้น และจีวรอันอนุโลม ๖ ที่ทำ
ด้วยผ้าเนื้อดีเป็นต้น และพึงรู้จักอกัปปิยจีวรเป็นต้นอย่างนี้คือ จีวรที่ทำด้วย

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 90 (เล่ม 35)

เปลือกไม้กรอง จีวรทำด้วยปอ จีวรทำด้วยแผ่นไม้กรอง ผ้ากัมพลทำด้วยผมคน
ผ้าใบลาน หนังเสือ ปีกนกเค้า ผ้าทำด้วยต้นไม้ ผ้าทำด้วยเถาวัลย์ ผ้าทำ
ด้วยตะไคร้น้ำ ผ้าทำด้วยต้นกล้วย ผ้าทำด้วยไม้ไผ่.
ข้อว่าพึงรู้จักเขตจีวร ได้แก่ พึงรู้จักเขต ๖ โดยการเกิดขึ้นอย่างนี้
คือ เกิดโดยสงฆ์บ้าง คณะบ้าง ญาติบ้าง มิตรบ้าง ทรัพย์ของตนบ้าง
บังสุกุลบ้าง และพึงรู้จักเขต ๘ ด้วยมาติกา ๘.
ข้อว่าพึงรู้จักบังสุกุลจีวร ได้แก่ พึงทราบผ้าบังสุกุล ๒๓ อย่างคือ
๑. ผ้าที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
๒. ผ้าที่เขาทิ้งในตลาด
๓. ผ้าที่เขาทิ้งตามทางรถ
๔. ผ้าที่เขาทิ้งในกองขยะ
๕. ผ้าเช็คครรภ์มลทินของหญิงตลอดบุตร
๖. ผ้าอาบน้ำ
๗. ผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามท่าอาบน้ำหรือท่าข้าม
๘. ผ้าที่เขาห่อคนตายไปป่าช้าแล้ว นำกลับมา
๙. ผ้าถูกไฟไหม้แล้วเขาทิ้ง
๑๐. ผ้าที่โคเคี้ยวแล้วเขาทิ้ง
๑๑. ผ้าปลวกกัดแล้วเขาทิ้ง
๑๒. ผ้าหนูกัดแล้วเขาทิ้ง
๑๓. ผ้าริมขาดแล้วเขาทิ้ง
๑๔. ผ้าขาดชายแล้วเขาทิ้ง
๑๕. ผ้าที่เขาทำเป็นธง
๑๖. ผ้าที่เขาบูชาไว้ที่จอมปลวก

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 91 (เล่ม 35)

๑๗. ผ้าของภิกษุด้วยกัน
๑๘. ผ้าที่คลื่นทะเลซัดขึ้นฝั่ง
๑๙. ผ้าที่เขาทิ้ง ๆ ไว้ในที่ราชาภิเษก
๒๐. ผ้าที่ตกอยู่ในหนทาง
๒๑. ผ้าที่ถูกลมหอบไป
๒๒. ผ้าสำเร็จด้วยฤทธิ์
๒๓. ผ้าที่เทวดาถวาย.
ก็ในเรื่องผ้านี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ บทว่า โสตฺถิยํ คือ
ผ้าที่เขาห่อครรภ์มลทินไปทิ้ง. บทว่า คตปจฺจาคตํ ความว่า ผ้าที่เขาห่อ
คนตายนำไปป่าช้าแล้วนำกลับมา. บทว่า ธชาหฏํ คือผ้าที่เขาให้ยกเป็นธง
ขึ้นแล้ว นำกลับมาจากที่นั้น. บทว่า ถูปํ คือ ผ้าที่เขาบูชาไว้ที่จอมปลวก
บทว่า สามุทฺทิยํ คือ ผ้าที่คลื่นทะเลซัดขึ้นฝั่ง. บทว่า ปถิกํ คือ ผ้า
พวกคนเดินทาง ทุบด้วยแผ่นหินห่มไปเพราะกลัวโจร. บทว่า อิทฺธิมยํ คือ
จีวรของเอหิภิกษุ. บทที่เหลือ ชัดแจ้งแล้วแล.
ข้อว่า พึงรู้จักจีวรสันโดษ ความว่า จีวรสันโดษในจีวรมี ๒๐ คือ
๑. สันโดษด้วยการตรึก
๒. สันโดษด้วยการเดินทาง
๓. สันโดษด้วยการแสวงหา
๔. สันโดษด้วยการได้
๕. สันโดษด้วยการรับพอประมาณ
๖. สันโดษด้วยการเว้นจากความโลเล
๗. สันโดษตามได้

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 92 (เล่ม 35)

๘. สันโดษตามกำลัง
๙. สันโดษตามสมควร
๑๐. สันโดษด้วยน้ำ
๑๑. สันโดษด้วยการซัก
๑๒. สันโดษด้วยการทำ
๑๓. สันโดษด้วยการกะประมาณ
๑๔. สันโดษด้วยด้าย
๑๕. สันโดษด้วยการเย็บ
๑๖. สันโดษด้วยการย้อม
๑๗. สันโดษด้วยการทำกัปปะ
๑๘. สันโดษด้วยการใช้สอย
๑๙. สันโดษด้วยการเว้นจากการสะสม
๒๐. สันโดษด้วยการสละ.
ในสันโดษ ๒๐ เหล่านั้น อันภิกษุผู้ยินดี อยู่จำพรรษาตลอดไตรมาส
แล้ว ตรึกเพียงหนึ่งเดือนก็ควร. ด้วยว่าเธอปวารณาแล้ว ย่อมทำจีวรในเดือน
ที่เกิดจีวร. ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ย่อมทำได้โดยกึ่งเดือนเท่านั้น.
การตรึกสิ้นกาลหนึ่งเดือนหรือกึ่งเดือนด้วยประการดังนี้ ชื่อว่า วิตักกสันโดษ.
ก็อันภิกษุผู้ยินดีด้วยวิตักกสันโดษ พึงเป็นเช่นกับพระเถระผู้ถือผ้าบังสุกุล
เป็นวัตร ผู้อยู่ที่ปาจีนขัณฑราชีวิหาร.
ได้ยินว่า พระเถระ มาด้วยหวังว่า จักไหว้พระเจดีย์ ในเจติยบรรพต-
วิหาร ไหว้พระเจดีย์แล้วคิดว่า จีวรของเราเก่า เราจักได้ในที่อยู่ของภิกษุ
มากรูป ท่านไปยังมหาวิหาร พบพระสังฆเถระแล้วจึงถามถึงที่พัก แล้วอยู่
ในวิหารนั้น ในวันรุ่งขึ้นจึงถือเอาจีวรมาไหว้พระเถระ พระเถระกล่าวว่า

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 93 (เล่ม 35)

อะไร ผู้มีอายุ. ท่านตอบว่า ท่านผู้เจริญ กระผมจักไปยังประตูบ้าน พระ-
เถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ แม้เราก็จักไป. ท่านรับว่า ดีละขอรับ แล้วจึงเดินไป
ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูแห่งมหาโพธิ คิดว่า เราจักได้จีวรที่ชอบใจ ในที่อยู่ของคน
ผู้มีบุญทั้งหลาย แล้วคิดว่า ความตรึกของเราไม่บริสุทธิ์ จึงกลับเสียจาก
ที่นั่นเอง ในวันรุ่งขึ้น ไปสู่ที่ใกล้เนิน ชื่อเปนนัมพนะ ในวันรุ่งขึ้น
กลับจากประตูด้านทิศเหนือแห่งมหาเจดีย์อย่างนั้นเหมือนกัน แม้ในวันที่ ๔
ก็ได้ไปยิ่งสำนักพระเถระ. พระเถระคิดว่า การตรึกของภิกษุนี้ จักไม่บริสุทธิ์
ดังนี้แล้ว ถือเอาจีวร ถามปัญหา เข้าไปสู่บ้านกับภิกษุนั้นนั่นเอง. ก็ใน
ราตรีนั้น มนุษย์คนหนึ่ง ปวดอุจจาระแล้วถ่ายอุจจาระรดผ้าจึงผ้านั้นไว้ใน
กองขยะ พระเถระผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เห็นผ้านั้นที่หมู่แมลงวันหัวเขียว
ไต่ตอม จึงประคองอัญชลี. พระมหาเถระถามว่า ผู้มีอายุ ทำไมท่านจึง
ประคองอัญชลีแก่กองขยะ. พระเถระนั้นตอบว่า ท่านผู้เจริญ กระผมมิได้
ประคองอัญชลีแก่กองขยะ กระผมประคองแก่พระทศพล พระบิดาของกระผม
พระทศพลผู้ทรงถือเอาผ้าที่เขาคลุมร่างนางปุณณทาสีทิ้งแล้วเป็นผ้าบังสกุลทรง
สลัดสัตว์เล็ก ๆ ประมาณตุมพะหนึ่ง แล้วทรงถือเอาจากป่าช้า ทรงทำกิจที่ทำได้
ยากแล้ว. พระมหาเถระ คิดว่า ความตรึกของพระเถระผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
บริสุทธิ์แล้ว แม้พระเถระผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตร ก็ยืนอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง
เจริญวิปัสสนา บรรลุผลทั้งสามแล้ว ถือเอาผ้าผืนนั้นกระทำเป็นจีวรห่มแล้ว
ไปสู่ปาจีนขัณฑราชีวิหาร ได้บรรลุพระอรหัตอันเป็นผลเลิศแล้ว.
ก็การที่ภิกษุ เมื่อจะไปเพื่อต้องการจีวร ไม่คิดว่า เราจักได้ในที่ไหน
ไปโดยมีกัมมัฏฐานเป็นใหญ่เท่านั้น ชื่อว่า คมนสันโดษ (สันโดษ
ด้วยการไป). ก็การที่ภิกษุเมื่อจะแสวงหาจีวร ไม่แสวงหากับภิกษุธรรมดา
พาภิกษุผู้มีความละอายน่ารักไปแสวง ซึ่งว่า ปริเยสนสันโดษ สันโดษด้วย

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 94 (เล่ม 35)

การแสวงหา. การที่ภิกษุแสวงหาอยู่อย่างนี้ เห็นจีวรที่ทายกนำมาแต่ไกล ไม่
ตรึกอย่างนี้ว่า จีวรนั้นจักน่าชอบใจ จีวรนั้นจักน่าพอใจ แล้วยินดีด้วยจีวร
ที่หยาบหรือละเอียดเป็นต้น ตามที่ตนได้แล้วเท่านั้น ชื่อว่า ปฎิลาภสันโดษ
สันโดษด้วยการได้. การที่ภิกษุแม้เมื่อถือเอาจีวรที่คนได้แล้วอย่างนี้ ยินดีด้วย
จีวรสักว่าเพียงพอแก่ตนเองว่า ผ้าเท่านี้ จักเป็นจีวร ๒ ชั้น ผ้าเท่านี้ จักเป็น
จีวรชั้นเดียว ดังนี้เท่านั้น ชื่อว่า มัตตปฏิคคหณสันโดษ สันโดษด้วยการ
รับเอาแต่พอดี. อนึ่ง การที่ภิกษุแสวงหาจีวรอยู่ ไม่คิดว่า เราจักได้จีวรที่น่า
พอใจ ที่ประตูเรือนของคนโน้น แล้วเที่ยวไปตามลำดับประตู ชื่อว่า โลลุปป-
วิวัชชนสันโดษ สันโดษด้วยการเว้นความโลเลเสีย.
การที่ภิกษุอาจยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยจีวรที่เศร้าหมอง หรือประณีต
อย่างใดอย่างหนึ่ง ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรอันตนได้แล้วอย่างนั่นแล
ชื่อว่า ยถาลาภสันโดษ สันโดษด้วยปัจจัยตามได้. การรู้จักกำลังของตนแล้ว
ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรที่สามารถจะให้เป็นไปได้ ชื่อว่า ยถาพลสันโดษ
สันโดษด้วยปัจจัยตามกำลัง. การที่ภิกษุถวายจีวรที่ชอบใจแก่ภิกษุอื่นแล้ว ยัง
อัตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรอย่างใดอย่างหนึ่งของตน ชื่อว่า ยถาสารุปปสันโดษ
สันโดษด้วยปัจจัยตามสมควร
การไม่เลือกว่า น้ำในที่ไหนชอบใจ ในที่ไหนไม่ชอบใจ ดังนี้แล้ว
ซักจีวรด้วยน้ำที่สมควรซักได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อุทกสันโดษ สันโดษ
ด้วยน้ำ. ภิกษุควรเว้นน้ำที่ขุ่นด้วยดินเหลือง ยางไม้และใบไม้เน่า. อันการที่
ภิกษุผู้จะซักจีวร ไม่ทุบด้วยไม้ค้อนเป็นต้น ขยำด้วยมือซัก ชื่อว่า โธวน-
สันโดษ สันโดษด้วยการซัก. อนึ่ง จะซักจีวรที่ไม่สะอาด แม้ด้วยน้ำที่ใส่
ใบไม้ต้มให้ร้อนก็ควร การที่ภิกษุซักทำอยู่อย่างนี้ ไม่ยังจิตให้กำเริบว่า จีวร
นี้หยาบ จีวรนี้ละเอียดดังนี้แล้ว กระทำโดยวิธีที่ให้เพียงพอเท่านั้น ชื่อว่า

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 95 (เล่ม 35)

กรณสันโดษ สันโดษด้วยการทำ. การทำจีวรพอปิดมณฑลสามเท่านั้น ชื่อว่า
ปริมาณสันโดษ สันโดษด้วยประมาณ. อนึ่ง การที่ไม่เที่ยวไปโดยคิดว่า
เราจักแสวงหาด้ายที่ชอบใจ เพื่อทำจีวรแล้วถือด้ายชนิดใดชนิดหนึ่งนั่นแล
ที่บุคคลนำมาวางไว้ที่ถนนเป็นต้น หรือที่เทวสถาน หรือที่เขานำมาวางไว้
แทบเท้าแล้วทำ ชื่อว่า สุตตสันโดษ สันโดษด้วยด้าย.
ในเวลาติดผ้ากุสิ พึงสอยเย็บ ๗ ครั้งในที่มีประมาณหนึ่งนิ้ว. ด้วยว่า
เมื่อเธอทำอยู่อย่างนี้ ภิกษุใดไม่เป็นสหาย แม้ภิกษุนั้นก็ไม่เสียธรรมเนียม.
แต่ในที่ประมาณสามนิ้ว ก็ควรสอยเย็บ ๗ ครั้ง. เมื่อเธอทำอยู่อย่างนี้ แม้ภิกษุ
ผู้เดินทาง ก็พึงเป็นสหายแท้. ภิกษุใดไม่เป็นสหาย ภิกษุนั้น ก็ย่อมเสีย
ธรรมเนียม นี้ชื่อว่า สิพพนสันโดษ สันโดษด้วยการเย็บ. ก็ภิกษุผู้จะย้อม
จีวร ไม่ควรเที่ยวแสวงหาน้ำย้อมไทรดำเป็นต้น เธอได้น้ำย้อมมีน้ำย้อมไม้
พะยอมขาวเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็พึงย้อมด้วยน้ำย้อมนั้น. เมื่อไม่ได้
อย่างนั้น พึงถือเอาน้ำย้อมที่พวกชาวบ้านถือเอาปอแล้วทิ้งไว้ในป่า หรือกาก
น้ำย้อมที่พวกภิกษุต้มทิ้งไว้ แล้วจึงย้อม นี้ชื่อว่า รชนสันโดษ สันโดษด้วย
การย้อม. การที่ภิกษุถือเอาสีเขียว สีเปือกตม สีดำ สีคล้ำ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ทำกัปปะ (พินทุ) อันปรากฏชัดแก่คนผู้นั่งอยู่บนหลังช้าง ชื่อว่า กัปปสันโดษ
สันโดษด้วยกัปปะ.
การใช้สอยพอปกปิดอวัยวะที่ทำควานละอายให้กำเริบเท่านั้น ชื่อว่า
ปริโภคสันโดษ สันโดษด้วยการใช้สอย. พระมหาสิวเถระกล่าวว่า ก็ภิกษุ
ได้ผ้าแล้ว แต่ยังไม่ได้ด้ายหรือเข็มหรือผู้ทำ จะเก็บไว้ก็ควร แต่เมื่อได้เข็ม
เป็นต้น จะเก็บไว้ไม่ควร แม้จีวรที่ทำแล้ว ถ้าเธอประสงค์จะให้แก่สหธรรมิก
มีอันเตวาสิกเป็นต้น แต่อันเตวาสิกเหล่านั้นยังอยู่ไม่พร้อมกัน จะเก็บไว้จน
กว่าจะมาก็ควร เมื่ออันเตวาสิกเป็นต้น พอมาถึงแล้วควรให้ทีเดียว เมื่อไม่

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 96 (เล่ม 35)

อาจจะให้ ควรอธิษฐานไว้ เมื่อไตรจีวรอื่นมีอยู่ จะอธิษฐานแม้เป็นผ้าปูนอน
ก็ควร ด้วยว่าจีวรที่ไม่อธิษฐานนั่นแล ย่อมเป็นสันนิธิแท้ จีวรที่อธิษฐานแล้ว
ไม่เป็นสันนิธิ นี้ชื่อว่า สันนิธิปริวัชชนสันโดษ สันโดษด้วยการเว้นการ
สะสม. อนึ่ง อันภิกษุเมื่อจะสละไม่ควรให้เพราะเห็นแก่หน้า พึงตั้งอยู่ใน
สาราณียธรรม แล้วสละให้ดังนี้ นี้ชื่อว่า วิสัชชนสันโดษ สันโดษด้วยการ
สละ. ข้อว่า พึงรู้จักธุดงค์ทั้งหลายที่เกี่ยวด้วยจีวร ได้แก่ปังสุกุลิกังคะ องค์
แห่งภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และเตจีวรกังคะองค์แห่งภิกษุผู้ทรงไตรจีวร
เป็นวัตร. พึงทราบเรื่องพิสดารแห่งธุดงค์เหล่านั้น ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
ภิกษุเมื่อบำเพ็ญมหาอริยวงศ์เกี่ยวด้วยจีวรสันโดษ ชื่อว่า ย่อมรักษาธุดงค์สอง
เหล่านี้ไว้ได้ เมื่อรักษาธุดงค์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้สันโดษด้วยมหาอริยวงศ์
คือจีวรสันโดษ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า วณฺณวาที ความว่า ภิกษุรูปหนึ่ง เป็นผู้สันโดษ แต่
ไม่กล่าวสรรเสริญสันโดษ. รูปหนึ่งไม่สันโดษ แต่กล่าวสรรเสริญสันโดษ.
รูปหนึ่ง ทั้งไม่สันโดษ ทั้งไม่กล่าวสรรเสริญสันโดษ. รูปหนึ่งย่อมเป็นผู้สันโดษ
ด้วย กล่าวสรรเสริญสันโดษด้วย. เพื่อทรงแสดงสันโดษนั้น จึงตรัสว่า
อิตริตรจีวรลนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที ดังนี้.
บทว่า อเนสนํ ความว่า ไม่ทำการแสวงหาอันไม่สมควรนานา-
ประการต่างโดยเป็นทูตการรับใช้ส่งข่าว. บทว่า อปฺปฏิรูปํ แปลว่า ไม่สมควร
บทว่า อลทฺธา จ แปลว่า ไม่ได้แล้ว. ภิกษุบางรูปคิดว่า เราจักได้จีวร
อย่างไรหนอ อยู่รวมกับพวกภิกษุผู้มีบุญทั้งหลาย ทำการหลอกลวงย่อมหวาด
สะดุ้ง อย่างใด ภิกษุผู้สันโดษไม่ได้จีวร ย่อมไม่หวาดสะดุ้ง อย่างนั้น
บทว่า ลทฺธา จ ความว่า ได้โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ. บทว่า อคธิโต
คือ ปราศจากเครื่องร้อยคือโลภะ. บทว่า อมุจฺฉิโต ความว่า ไม่ถึงความ

96