ต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ทรงรู้สึกธรรมด้วยมนัส พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงมี
ฉันทราคะ ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ตํ ตถาคเตน น
อุปฏฺฐาสิ ดังนี้ . ก็แล ภูมิแห่งพระขีณาสพ พึงทราบว่า ตรัสด้วยบทนี้.
บทว่า ตํ มมสฺส มุสา ความว่า คำนั้นแล พึงชื่อว่า มุสาวาท.
บทว่า ตํปิสฺส ตาทิสเมว ความว่า คำแม้นั้นก็พึงเป็นมุสาวาท. บทว่า
ตํ มมสฺส กลิ ความว่า คำนั้นก็พึงเป็นโทษแก่เรา. ชื่อว่า สัจจภูมิ
พึงทราบว่า ตรัสด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ .
บทว่า ทิฏฺฐา ทิฏฺฐพฺพํ ได้แก่เห็นรูปที่เห็นแล้วควรเห็น. บทว่า
ทิฏฺฐํ น มญฺญติ ความว่า ย่อมไม่สำคัญอายตนะคือรูปที่เห็นแล้วนั้น
ด้วยตัณหามานะทิฏฐิว่า เราก็เห็นรูปที่มหาชนเห็นแล้วเหมือนกัน. บทว่า
อทิฏฺฐํ น มญฺญติ ความว่า ย่อมไม่สำคัญด้วยตัณหาเป็นต้น แม้อย่างนี้ว่า
เราเห็นรูปนั้นที่มหาชนยังไม่เห็น. บทว่า ทิฏฺฐพฺพํ น มญฺญติ ความว่า
ย่อมไม่สำคัญ ด้วยความสำคัญเหล่านั้น แม้อย่างนี้ว่า เราก็เห็นรูปที่มหาชน
เห็นแล้วดังนี้. ความจริง รูปที่ควรเห็นก็เป็นรูปที่มหาชนเห็นแล้วนั่นเอง.
ก็คำเห็นปานนั้น. ผู้ศึกษาย่อมหาได้แม้ในสามกาล. เนื้อความของคำเหล่านั้น
ตรัสแล้วด้วยบทนั้น. บทว่า ทิฏฺฐารํ๑ น มญฺญติ ความว่า ย่อมไม่สำคัญ
ผู้เห็นนี้ชื่อว่าสัตว์ผู้หนึ่ง ด้วยความสำคัญเหล่านั้น . แม้ในฐานะที่เหลือ ก็พึง
ทราบเนื้อความโดยนัยนี้นี่แล. ชื่อว่าสุญญตาภูมิ ภูมิคือความว่างเปล่า ก็ตรัส
ด้วยฐานะประมาณเท่านี้ .
บทว่า อิติ โข ภิกฺขเว แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล.
บทว่า ตาทิโสว ตาที ความว่า ความเป็นเหมือนหนึ่ง ชื่อว่า ความคงที่.
๑. บาลี ทิฏฺฐานํ