ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 67 (เล่ม 35)

ผู้พ้นทั้งหลาย พระองค์ทรงข้าม (โอฆะ)
แล้ว ประเสริฐกว่าผู้ข้ามทั้งหลาย.
ด้วยเหตุนี้ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
จึงนมัสการพระองค์ผู้เป็นมหาบุรุษ ผู้
ปราศจากความครั่นคร้าม บุคคลเปรียบปาน
พระองค์ไม่มีในโลกมนุษย์กับทั้งโลก
เทวดา.
จบโลกสูตรที่ ๓
อรรถกถาโลกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโลกสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โลโก ได้แก่ทุกขสัจ. บทว่า อภิสมฺพุทฺโธ ได้แก่ ทำให้
ประจักษ์แล้วด้วยญาณ. บทว่า โลกสฺมา ได้แก่ จากทุกขสัจ. บทว่า ปหีโน
ได้แก่ ละได้แล้ว ด้วยอรหัตมรรคญาณ ที่มหาโพธิมัณฑสถาน (โคนโพธิ).
บทว่า ตถาคตสฺส ภาวิตา แปลว่า อันตถาคตทำให้มีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสความที่พระองค์เป็นพุทธะด้วยสัจจะ ๔
โดยฐานะมีประมาณเท่านี้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ยํ ภิกฺขเว
เพื่อตรัสความที่พระองค์เป็นตถาคต. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐํ ได้แก่
รูปายตนะ อายตนะคือรูป. บทว่า สุตํ ได้แก่ สัททายตนะ อายตนะคือเสียง
บทว่า มุตํ ได้แก่ อายตนะคือ กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะเป็นอารมณ์
ที่มาถึงแล้วรับไว้. บทว่า วิญฺญาตํ ได้แก่ ธรรมารมณ์ อารมณ์คือธรรม

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 68 (เล่ม 35)

มีสุขและทุกข์เป็นต้น. บทว่า ปตฺตํ ได้แก่ แสวงหาหรือไม่แสวงหาก็มาถึง
แล้ว. บทว่า ปริเยสิตํ ความว่า มาถึงหรือยังไม่มาถึง ก็แสวงหาแล้ว.
บทว่า อนุวิจริตํ มนสา ได้แก่ คิดค้นด้วยจิต. ด้วยบทว่า ตถาคเตน
อภิสมฺพุทฺธํ นี้ ทรงแสดงข้อนี้ว่า รูปารมณ์เป็นต้นว่า สีเขียว สีเหลือง
อันใดปรากฏในจักขุทวารของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้ ในโลกธาตุ อันหา
ประมาณมิได้ ตถาคตตรัสรู้รูปารมณ์อันนั้นทั้งหมดอย่างนี้ว่า สัตว์นี้เห็น
รูปารมณ์ ชื่อนี้ ในขณะนี้แล้ว เกิดดีใจบ้าง เสียใจบ้าง เป็นกลางบ้าง ดังนี้.
อนึ่ง สัททารมณ์เเป็นต้นว่า เสียงกลอง ปรากฏในโสตทวารของโลกพร้อมทั้ง
เทวโลกนี้ ในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ก็เหมือนกัน คันธารมณ์เป็นต้นว่า
กลิ่นที่ราก กลิ่นที่เปลือก ปรากฏในฆานทวาร รสารมณ์เป็นต้นว่า รสที่ราก
รสที่ลำต้น ปรากฏในชิวหาทวาร โผฏฐัพพารมณ์ต่างด้วยธาตุดิน ธาตุไฟ
ธาตุลม เป็นต้นว่า แข็ง อ่อน ปรากฏในกายทวาร ตถาคตตรัสรู้โผฏฐัพ-
พารมณ์นั้นทั้งหมดอย่างนี้ว่า สัตว์มีถูกต้องโผฏฐัพพารมณ์ ชื่อนี้ ในขณะนี้
แล้ว เกิดดีใจบ้าง เสียใจบ้าง เป็นกลางบ้างดังนี้. อนึ่ง ธรรมารมณ์ต่างด้วย
สุขและทุกข์เป็นต้น ปรากฏในมโนทวารของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้ ในโลกธาตุ
ที่หาประมาณมิได้ ตถาคตตรัสรู้ธรรมารมณ์นั้นทั้งหมดอย่างนี้ว่า สัตว์นี้รู้
ธรรมารมณ์ ชื่อนี้ ในขณะนี้แล้ว เกิดดีใจบ้าง เสียใจบ้าง เป็นกลางบ้าง ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อารมณ์อันใดอันสรรพสัตว์เหล่านี้ เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว
ทราบแล้ว รู้สึกแล้ว ในอารมณ์อันนั้น ตถาคตไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ทราบ
หรือไม่รู้ ก็หามิได้ ส่วนอารมณ์ที่มหาชนนี้แสวงหาแล้ว แต่ไม่ถึงก็มี
ไม่แสวงหาแล้วไม่ถึงก็มี แสวงหาแล้วจึงถึงก็มี ไม่แสวงหาแล้วแต่ถึงก็มี
อารมณ์แม้ทั้งหมด ชื่อว่าไม่ถึงแก่ตถาคต ตถาคตไม่ทำให้แจ้งด้วยญาณหามีไม่.
บทว่า ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ ความว่า เรียกว่าตถาคต เพราะโลก
ไปอย่างใด. ตถาคตก็ไปอย่างนั้นแหละ.

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 69 (เล่ม 35)

ส่วนในบาลีท่านกล่าวว่า อภิสมฺพุทฺธํ บทนั้นก็มีอรรถอย่างเดียว
กับตถาคตศัพท์. พึงทราบเนื้อความแห่งคำนิคมลงท้ายว่า ตถาคโต ในทุก-
วาระโดยนัยนี้. ยุติความถูกต้องแห่งตถาคตศัพท์นั้น กล่าวไว้โดยพิสดารแห่ง
ตถาคตศัพท์ในอรรถกถาที่ว่าด้วยเอกบุคคล อนึ่ง ในข้อนี้ ศัพท์ว่า อญฺญทตฺถุํ
เป็นนิบาตลงในอรรถว่าส่วนเดียว. ชื่อว่า ทสะ เพราะเห็น. ชื่อว่า วสวัตติ
เพราะใช้อำนาจ.
บทว่า สพฺพโลกํ อภิญฺญาย ความว่า รู้ซึ่งโลกสันนิวาสที่เป็น
ไตรธาตุ ธาตุสาม. บทว่า สพฺพโลเก ยถาตถํ ความว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
พึงรู้ได้ในโลกสันนิวาสที่เป็นธาตุสามนั้น ทรงรู้สิ่งนั้นทั้งหมดตามเป็นจริง ไม่
วิปริต. บทว่า วิสํยุตฺโต ความว่า ปราศจากโยคะเพราะทรงละโยคะ ๔ ได้.
บทว่า อนุสฺสโย ความว่า เว้นขาดจากตัณหา ทิฏฐิ และอุสสยา (ความ
ริษยา). บทว่า สพฺพาภิภู ความว่า ผู้ครอบงำอารมณ์ทั้งปวงมีรูปเป็นต้น
ได้แล้ว. บทว่า ธีโร คือผู้ถึงพร้อมด้วยธิติปัญญา. บทว่า สพฺพคนฺถปฺป-
โมจโน ความว่า ปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ ได้หมด. บทว่า ผุฏฺฐสฺส
ตัดบทเป็น ผุฏฺฐา อสฺส. และบทนี้เป็นฉัฏฐีรีวิภัติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัติ.
บทว่า ปรมา สนฺติ ได้แก่นิพพาน. จริงอยู่ นิพพานนั้น อันธีรชนถูกต้อง
แล้วด้วยความถูกต้อง ด้วยญานนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิพฺพานํ
อกุโตภยํ ดังนี้ . อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปรมา สนฺติ ได้แก่ อุดมสันติ.
ถามว่า อุดมสันตินั้นคืออะไร. ตอบว่า ก็บรมสันตินั้นแหละ คือ นิพพาน.
จริงอยู่ ก็เพราะเหตุที่ในนิพพานไม่มีภัยแม้แต่ที่ไหน ฉะนั้น นิพพานนั้น ท่าน
จึงเรียกว่าไม่มีภัยแต่ที่ไหน. บทว่า วิมุตฺโต อุปธิสํขเย ความว่า หลุดพ้น
แล้ว เพราะนิพพานกล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ ด้วยผลวิมุตติที่มีนิพพานนั้น

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 70 (เล่ม 35)

เป็นอารมณ์. บทว่า สีโห อนุตฺตโร ความว่า ตถาคต ชื่อว่า สีหะ
ผู้ยอดเยี่ยม เพราะอรรถว่า ทรงอดกลั้นอันตรายทั้งหลาย และเพราะอรรถว่า
กำจัดกิเลสทั้งหลาย. บทว่า พฺรหฺมํ แปลว่า ประเสริฐ. บทว่า อิติ ความว่า
รู้คุณของตถาคตอย่างนี้. บทว่า สงฺคมฺม ได้แก่ มาประชุมกันแล้ว. บทว่า
นํ คือพระตถาคต. บทว่า นมสฺสนฺติ ความว่า เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น
ถึงพระตถาคตนั้นเป็นสรณะแล้ว นอบน้อมอยู่. บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงถึง
ท่านผู้ที่เทวดาและมนุษย์นอบน้อมกล่าวถึงอยู่ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ทนฺโต
ดังนี้ . คำนั้น มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๓
๔. กาฬกสูตร
ว่าด้วยอารมณ์ ๖
[๒๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ วัดกาฬการาม
นครสาเกต ฯลฯ ตรัสพระธรรมเทศนาว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่โลกกับทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลก
หมู่สัตว์ทั้งเทวดามนุษย์ทั้งสมณพราหมณ์ ได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ได้ทราบ
แล้ว ได้รู้แล้ว ได้ประสบแล้ว ได้แสวงหาแล้ว ได้คิดค้นแล้ว เราก็รู้
สิ่งนั้น สิ่งใดที่โลก ฯลฯ ทั้งสมณพราหมณ์ได้เห็นแล้ว ฯลฯ ได้คิดค้นแล้ว
เรารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วซึ่งสิ่งนั้น สิ่งนั้นปรากฏแก่ตถาคต แต่สิ่งนั้นไม่
ปรากฏในตถาคต (คือตถาคตไม่ติดพัวพันสิ่งนั้น)

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 71 (เล่ม 35)

ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่โลก ฯลฯ ทั้งสมณพราหมณ์ได้เห็นแล้ว ฯลฯ
ได้คิดค้นแล้ว เราจะพึงกล่าวว่า เราไม่รู้สิ่งนั้น คำนั้นจะพึงเป็นคำมุสา
ของเรา . . .หากเราจะพึงกล่าวว่า เรารู้บ้าง ไม่รู้บ้าง คำนั้นต้องเป็นคำมุสา
. . . คำกลีของเรา หากเราจะพึงกล่าวว่า เรารู้ก็มิใช่ ไม่รู้ก็มิใช่ แม้คำนั้น
ก็ต้องเป็นคำมุสา. . . คำเป็นโทษของเราเช่นเดียวกัน
อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเห็นสิ่งพึงเห็นได้. แต่ไม่สำคัญว่า
ได้เห็น ไม่สำคัญว่าไม่ได้เห็น ไม่สำคัญว่าต้องเห็น ไม่สำคัญต่อบรรดาสิ่ง
ที่เห็นแล้ว ได้ยินสิ่งที่พึงได้ยินได้ แต่ไม่สำคัญว่าได้ยิน ไม่สำคัญว่าไม่ได้ยิน
ไม่สำคัญว่าต้องได้ยิน ไม่สำคัญต่อบรรดาสิ่งที่ได้ยินแล้ว ได้ทราบสิ่งที่
พึงทราบได้ แต่ไม่สำคัญว่าได้ทราบ ไม่สำคัญว่าไม่ได้ทราบ ไม่สำคัญว่า
ต้องทราบ ไม่สำคัญต่อบรรดาสิ่งที่ได้ทราบแล้ว รู้สิ่งที่พึงรู้ได้ แต่ไม่
สำคัญว่าได้รู้ ไม่สำคัญว่าไม่ได้รู้ ไม่สำคัญว่าต้องรู้ ไม่สำคัญต่อ
บรรดาสิ่งที่รู้แล้ว
อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้คงที่อยู่เช่นนั้นในธรรม
ทั้งหลาย อันพึงได้เห็นได้ยินได้ทราบได้รู้ และเรากล่าวว่าผู้คงที่อื่นที่ยิ่งกว่า
หรือประณีตกว่าตถาคตผู้คงที่นั้น ไม่มี
สิ่งที่ได้เห็นได้ยิน และได้ทราบ
ทุกอย่าง ที่คนเหล่าอื่นหลงติดใจ สำคัญ
คิดไปว่าจริงจัง ตถาคตเป็นผู้คงที่ในสิ่ง
เหล่านั้นอันพระองค์สำรวมอยู่ดีแล้วไม่พึง
เชื่อคำคนอื่นทั้งจริงทั้งเท็จ.

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 72 (เล่ม 35)

เราเห็นลูกศรอันนี้มาแต่แรกแล้ว
ประชาชนติดใจข้องอยู่ในสิ่งใด เรารู้เห็น
สิ่งนั้นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ความติดใจ
ไม่มีแก่ตถาคตทั้งหลาย.
จบกาฬกสูตรที่ ๔
อรรถกถากาฬกสูตร
กาฬกสูตรที่ ๔ ตั้งขึ้นเพราะอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ถามว่า เหตุเกิด
เรื่องอะไร ตอบว่า เรื่องพระคุณของพระทศพล.
ได้ยินว่า นางจูฬสุภัททา ธิดาของอนาถบิณฑิกะหมายใจ จัดไปเป็น
แม่เรือนของบุตรกาฬกเศรษฐี ณ นครสาเกต จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักไปมีสามี ณ ตระกูลของคนมิจฉาทิฏฐิ
ถ้าข้าพระองค์จักได้รับนับถือในตระกูลนั้น เมื่อจะส่งบุรุษคนหนึ่งมา ก็จัก
เนินช้า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดนึกถึงข้าพระองค์บ้าง
ดังนี้ ได้รับการรับรองแล้วก็ไป ท่านกาฬกเศรษฐีคิดว่า ลูกสะใภ้ของเรามา
แล้ว เมื่อทำงานมงคลจึงได้จัดของกินและของบริโภคเป็นอันมาก ได้เชิญ
ชีเปลือย ๕๐๐ มา. เมื่อชีเปลือยเหล่านั้น นั่งแล้ว. ท่านเศรษฐี จึงส่ง
คนไปบอกนางจูฬสุภัททาว่า ลูกสาวของพ่อจงมาไหว้พระอรหันต์. อริยสาวิกา
ผู้บรรลุผลแล้ว พอเขาพูดว่า พระอรหันต์เท่านั้นก็ลุกขึ้นไปด้วยคิดว่า ลาภ
ของเราหนอ. พอได้เห็นชีเปลือยซึ่งแสดงว่าไม่มีศักดิ์ศรีเหล่านั้น จึงพูดว่า
คุณพ่อขา ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ไม่ใช่ไม่มีหิริภายใน ไม่ใช่ไม่มีโอตตัปปะ

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 73 (เล่ม 35)

ภายนอกนี่ค่ะ คิดว่า พวกนี้มิใช่สมณะ จึงถ่มน้ำลายเดินกลับไปยังสถานที่
อยู่ของตน.
ครั้งนั้น พวกชีเปลือยพูดว่า ท่านมหาเศรษฐี หญิงกาลกรรณี
เช่นนี้ ท่านได้มาแต่ไหน ทั่วชมพูทวีป ไม่มีหญิงสาวอื่นหรือ แล้วก็พากัน
บริภาษเศรษฐี. ท่านเศรษฐีจึงขอร้องว่า ท่านอาจารย์ กรรมอันข้าพเจ้ารู้
หรือไม่รู้ ก็ได้ทำลงไปแล้วละ. ข้าพเจ้าจักรู้เรื่องนั้น ดังนี้ ส่งพวกชีเปลือย
ไปแล้ว ก็ไปหานางสุภัททาถามว่า แม่หนู เหตุไร เจ้าจึงได้ทำอย่างนี้ เหตุไร
เจ้าจึงทำให้พระอรหันต์อับอาย. นางตอบว่า คุณพ่อขา ธรรมดาว่าพระอรหันต์
ไม่เป็นอย่างนี้. ครั้งนั้นท่านเศรษฐี จึงพูดกะนางว่า
สมณะของเจ้าเป็นอย่างไร เจ้าจึง
สรรเสริญท่านักหนา สมณะของเจ้ามีศีล
อย่างไร มีมรรยาทอย่างไร เจ้าถูกถาม
แล้ว จงบอกความข้อนั้นแก่พ่อ.
นางจึงตอบว่า
ท่านผู้มีอันทรีย์สงบ ใจสงบ ตั้งอยู่
ในมรรคมีคุณอันสงบ มีจักษุทอดลง
พูดพอประมาณ สมณะของลูกเป็นเช่นนี้
เจ้าค่ะ สมณะเหล่านั้นตัดเครื่องผูก เข้าป่า
อยู่แต่ลำพัง ไม่มีเพื่อน เหมือนช้างตัด
เครื่องผูก สมณะของลูกเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ.
ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงยืนกล่าวพระคุณของพระรัตนตรัยต่อหน้า
เศรษฐี. เศรษฐี ฟังคำของนางแล้ว จึงกล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะนำ
สมณะของเจ้ามาทำมงคลดังนี้ . นางถามว่า คุณพ่อจะทำเมื่อไร. เศรษฐีคิดว่า

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 74 (เล่ม 35)

เมื่อเราบอกว่า ๒-๓ วัน นางก็จะพึงส่งทูตไปให้เรียกมาดังนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น
จึงได้กล่าวกะนางว่า พรุ่งนี้สิ แม่หนู. ในเวลาเย็น นางขึ้นปราสาทชั้นบน ถือ
ภาชนะดอกไม้ขนาดใหญ่ ระลึกถึงพระคุณของพระศาสดาแล้วจึงซัดกำดอกไม้
๘ กำ ไปเพื่อพระทศพลแล้วประคองอัญชลี ยืนนอบน้อมอยู่. นางได้
กล่าวอย่านี้ว่า พรุ่งนี้ ขอพระองค์โปรดทรงรับภิกษาของข้าพระองค์พร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป. ดอกไม้เหล่านั้นไปประดิษฐานเป็นเพดานเบื้องบนพระ-
ทศพล. พระศาสดา เมื่อทรงนึกถึงก็ได้ทรงเห็นเหตุนั้น ในเวลาจบพระธรรม
เทศนา อนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี นมัสการพระทศพลแล้วทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ วันพรุ่งนี้ ขอพระองค์จงรับภิกษาในเรือนของข้าพระองค์
พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป. พระศาสดาตรัสว่า ท่านเศรษฐี เรารับนิมนต์
นางจูฬสุภัททาไว้แล้ว. ท่านเศรษฐีทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์
ไม่เห็นใครมา. พระศาสดาตรัสว่า ถูกละท่านเศรษฐี แต่อุบาสิกาผู้เป็น
สัตบุรุษอยู่แต่ไกลแม้สุดพันโยชน์ก็ย่อมปรากฏได้ เหมือนภูเขาหิมวันต์ จึง
ตรัสพระคาถานี้ว่า
เหล่าสัตบุรุษปรากฏชัดในที่ไกล
เหมือนหิมวันตบรรพต ส่วนเหล่าอสัต-
บุรุษ อยู่ที่นั่นเองก็ไม่มีใครเห็น เหมือน
ลูกศรที่ยิ่งไปเวลากลางคืน.
อนาถบิณฑิกะทูลว่า ขอพระองค์โปรดทรงสงเคราะห์ธิดาของข้าพระองค์เถิด
พระเจ้าข้าดังนี้ ถวายบังคมแล้วก็กลับไป.
พระศาสดาตรัสกะพระอานนท์ว่า อานนท์ เราจักไปนครสาเกต
เธอจงให้สลากแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป แต่เมื่อจะให้เธอพึงให้แก่พวกภิกษุผู้บรรลุ

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 75 (เล่ม 35)

อภิญญา ๖ เท่านั้น. พระเถระก็ได้ทำอย่างนั้น. ในตอนดึกแห่งราตรี นาง
จูฬสุภัททา คิดว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงมีกิจมาก ทรงมีกรณีย-
มาก จะทรงกำหนด หรือไม่ทรงกำหนด (ก็ไม่รู้) เราจักทำอย่างไรหนอ.
ขณะนั้น ท้าวเวสสุวรรณมหาราชได้กล่าวกับนางจูฬสุภัททาว่า แม่นางสุภัททา
เธออย่าใจเขว อย่าใจเสียไปเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ากับภิกษุสงฆ์ทรงรับนิมนต์
เพื่อเสวยภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ไว้แล้ว นางก็ยินดีร่าเริงตระเตรียมทานอย่าง
เดียว แม้ท้าวสักกเทวราช ทรงเรียกวิสสุกรรมมาสั่งว่า พ่อเอย พระทศพล
จักเสด็จไปยังสำนักของนางจูฬสุภัททา นครสาเกต ท่านจงสร้างเรือนยอด ๕๐๐
หลัง. วิสสุกรรมเทพบุตรนั้น ก็ได้ทำตามเทวโองการ. พระศาสดาอันภิกษุ
ผู้ได้อภิญญา ๖ จำนวน ๕๐๐ รูป แวดล้อมแล้ว ได้เสด็จไปยังนครสาเกต
ด้วยกูฏาคารยานมีเรือนยอดประหนึ่งรอยขีดอากาศที่มีสีดังแก้วมณี.
นางจูฬสุภัททาถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์มีองค์พระพุทธเจ้าเป็นประมุข
ถวายบังคมพระศาสดาทูลว่า ฝ่ายพ่อผัวของข้าพระองค์เป็นมิจฉาทิฏฐิ สาธุ
ขอพระองค์จงโปรดตรัสธรรมอันสมควรแก่ชนเหล่านั้นด้วยเถิด พระเจ้าข้า.
พระศาสดาทรงแสดงธรรมแล้ว. ท่านกาฬกเศรษฐีเป็นโสดาบันได้ถวายอุทยาน
ของตนแด่พระทศพล. พวกชีเปลือยไม่ปรารถนาที่จะออกไปด้วยคิดว่า ท่าน
เศรษฐีให้แก่พวกเราก่อนดังนี้. ท่านเศรษฐีสั่งให้นำชีเปลือยทั้งหมดออกไปด้วย
กล่าวว่า พวกท่านจงไป นำพวกชีเปลือยเหล่านั้นไปโดยวิธีการที่จะพึงนำออกไป
เสียดังนี้แล้ว จึงให้สร้างวิหารลงในที่ตรงนั้นนั่นเอง แล้วหลั่งน้ำทำให้เป็น
พรหมไทยอุทิศถวาย วิหารนั้นจึงชื่อว่า กาฬการาม เพราะกาฬกเศรษฐีให้
สร้างไว้. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ กาฬการามนั้น. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สาเกเต วิหรติ กาฬการาเม ดังนี้ .

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 76 (เล่ม 35)

บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียก
ภิกษุ ๕๐๐ รูปมา. ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นเป็นกุลบุตรชาวนครสาเกต ฟัง
พระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว บวชในสำนักของพระศาสดา นั่งอยู่ ณ
ศาลาที่เฝ้ากล่าวคุณของพระทศพลว่า โอ ! ชื่อว่า คุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ใหญ่จริง พระศาสดาทรงเปลื้องกาฬกเศรษฐีผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นปานนี้
ออกจากมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดได้ ให้บรรลุโสดาปัตติผล ทรงทำทั่วทั้งนคร
ให้เป็นเสมือนเทวโลก. พระศาสดาทรงพินิจพิจารณาถึงจิตของภิกษุผู้กล่าว
สรรเสริญเหล่านั้น จึงทรงดำริว่า เมื่อเราไป เทศนากัณฑ์ใหญ่จักตั้งขึ้น เวลา
จบเทศนา ภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ จักตั้งอยู่ในพระอรหัต แผ่นดินใหญ่จักไหว
ถึงน้ำรองแผ่นดิน ดังนี้ เสด็จยังธรรมสภา ประทับบนบวรพุทธาสนะที่เขา
จัดถวาย ทรงทำภิกษุเหล่านั้นให้เป็นเบื้องต้นแล้ว จึงทรงเริ่มเทศนานี้ว่า ยํ
ภิกฺขเว สเทวกสฺส โลกสฺส ดังนี้. พระสูตรนี้ พึงทราบว่า ตั้งขึ้นเพราะ
เรื่องพระคุณ ด้วยประการฉะนี้. เวลาจบเทศนา แผ่นดินใหญ่ได้ไหวถึง
น้ำรองแผ่นดินแล้ว.
บทว่า อพฺภญฺญาสึ ได้แก่ ได้รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อธิบายว่า
ตรัสรู้แล้ว. บทว่า วิทิตํ ได้แก่ รู้แล้วทำให้ปรากฏได้. ด้วยบทนี้ ทรงแสดง
ความข้อนี้ว่า ชนเหล่าอื่นรู้อย่างเดียว แต่เรารู้แล้วทำให้ปรากฏด้วย. ชื่อว่าภูมิ
แห่งพระสัพพัญญุตญาณ ตรัสด้วยสามบทเหล่านี้. บทว่า ตํ ตถาคเตน
น อุปฏฺฐาสิ ความว่า อารมณ์อันเป็นไปในทวารหกนั้น ไม่ปรากฏคือไม่
เข้าไปถึงตถาคต ด้วยตัณหาหรือด้วยทิฏฐิ. ก็จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นี้ ทรงเห็นรูปด้วยจักษุ พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงมีฉันทราคะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงฟังเสียงด้วยโสตะ ทรงดมกลิ่นด้วยฆานะ ทรงลิ้มรสด้วยชิวหา ทรงถูก

76