ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 7 (เล่ม 35)

ความสุข นี่ ร้ายไม่มาก คือการเสียทรัพย์
ในการพนัน แม้จนสิ้นเนื้อประดาตัว สิ่ง
นี้สิ ร้ายมากกว่า คือทำใจร้าย ในท่านผู้
ดำเนินดีแล้วทั้งหลาย คนที่ตั้งใจและใช้
วาจาลามก ติเตียนท่านผู้เป็นอริยะ ย่อม
ตกนรกตลอดเวลา สิ้นแสนสามสิบหก
นิรัพพุทะ กับอีกห้าอัพพุทะ.
จบปฐมขตสูตรที่ ๓
อรรถกถาปฐมขตสูตร
ปฐมขตสูตรที่ ๓ กล่าวไว้ในอรรถกถาทุกนิบาตแล้ว. ส่วนในคาถา
พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ บทว่า นินฺทิยํ ได้แก่ผู้ ควรนินทา. บทว่า นินฺทติ
ได้แก่ ย่อมติเตียน. บทว่า ปสํสิโย ได้แก่ ผู้ควรสรรเสริญ. บทว่า
วิจินาติ มุเขน โส กลึ ความว่า ผู้นั้นประพฤติอย่างนี้แล้ว ชื่อว่า
ย่อมเฟ้นโทษด้วยปากนั้น. บทว่า กลินา เตน สุขํ น วินฺทติ ความว่า
เขาย่อมไม่ได้ความสุขเพราะโทษนั้น. บทว่า สพฺพสฺสาปิ สหาปิ อตฺตนา
ความว่า การแพ้พนัน เสียทั้งทรัพย์ของตนทุกสิ่ง กับทั้งตัวเอง (สิ้นเนื้อ-
ประดาตัว) ชื่อว่าเป็นโทษประมาณน้อยนัก. บทว่า โย สุคเตสุ ความว่า
ส่วนผู้ใดพึงทำจิตคิดประทุษร้ายในบุคคลทั้งหลาย ผู้ดำเนินไปโดยชอบแล้ว
ความมีจิตคิดประทุษร้ายของผู้นั้นนี้แล มีโทษมากกว่าโทษนั้น. บัดนี้ เมื่อ

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 8 (เล่ม 35)

ทรงแสดงความที่มีจิตคิดประทุษร้ายนั้นมีโทษมากกว่า จึงตรัสคำว่า สตํ
สหสฺสานํ เป็นอาทิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตํ สหสฺสานํ ได้แก่
สิ้นแสน โดยการนับตามนิรัพพุทะ. บทว่า ฉตฺตึสติ ได้แก่ อีกสามสิบหก
นิรัพุพุทะ. บทว่า ปญฺจ จ คือห้าอัพพุทโดยการนับตามอัพพุทะ. บทว่า
ยมริยํ ครหิ ความว่า บุคคลเมื่อติเตียนพระอริยะทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงนรกใด
ในนรกนั้น ประมาณอายุมีเท่านี้ .
จบอรรถกถาปฐมขตสูตรที่ ๓
๔. ทุติยขตสูตร
ว่าด้วยพาลและบัณฑิต
[๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปฏิบัติผิดในสถาน ๔ เป็นคนพาล
ฯลฯ และได้สิ่งอันไม่เป็นบุญมากด้วย ในสถาน ๔ คืออะไร คือ ในมารดา
ในบิดา ให้พระตถาคต ในสาวกของพระตถาคต บุคคลปฏิบัติผิดในสถาน ๔
นี้แล เป็นคนพาล ฯลฯ และได้สิ่งอันไม่เป็นบุญมากด้วย
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปฏิบัติชอบในสถาน ๔ เป็นบัณฑิต ฯลฯ และ
ได้บุญมากด้วย ในสถาน คืออะไร คือ ในมารดา ในบิดา ในพระตถาคต
ในสาวกของพระตถาคต บุคคลปฏิบัติชอบในสถาน ๔ นี้แล เป็นบัณฑิต ฯลฯ
และได้บุญมากด้วย

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 9 (เล่ม 35)

(นิคมคาถา)
คนใดปฏิบัติผิด ในมารดา และใน
บิดา ในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า และใน
สาวกของพระตถาคต คนเช่นนั้น ย่อมได้
สิ่งอันไม่เป็นบุญมาก เพราะความ
ประพฤติไม่เป็นธรรมในมารดาบิดาเป็นต้น
นั้น ในโลกนี้ บัณฑิตทั้งหลายก็ติเตียนเขา
เขาตายไปแล้วยังไปอบายด้วย.
คนใดปฏิบัติชอบ ในมารดา ในบิดา
ในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า และในสาวก
ของพระตถาคต คนเช่นนั้นย่อมได้บุญ
มากแท้ เพราะความประพฤติเป็นธรรมใน
มารดาบิดาเป็นต้นนั้น ในโลกนี้ บัณฑิต
ทั้งหลายก็สรรเสริญเขา เขาละโลกนี้แล้ว
ยังบันเทิงในสวรรค์.
จบทุติยขตสูตรที่ ๔

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 10 (เล่ม 35)

อรรถกถาทุติยขตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยขตสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า มาตริ ปิตริ จ เป็นอาทิ นายมิตตวินทุกะ ชื่อว่าปฏิบัติผิด
ในมารดา. พระเจ้าอชาตศัตรู ชื่อว่าปฏิบัติผิดในบิดา. เทวทัต ชื่อว่าปฏิบัติ
ผิดในพระตถาคต. โกกาลิกะ ชื่อว่าปฏิบัติผิดในพระสาวกของพระตถาคต.
บทว่า พหุญฺจ แปลว่า มาก. บทว่า ปสวติ แปลว่า ย่อมได้. บทว่า
ตาย ความว่า ด้วยความพระพฤติอธรรมกล่าวคือความปฏิบัติผิดนั้น. บทว่า
เปจฺจ คือไปจากโลกนี้. บทว่า อปายญฺจ คจฺฉติ คือเขาจะต้องบังเกิดใน
นรกเป็นต้นแห่งใดแห่งหนึ่ง. ส่วนในสุกกปักข์ (ธรรมฝ่ายดี) ก็นัยนี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถาทุติยขตสูตรที่ ๔
๕. อนุโสตสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๔ ปรากฏในโลก
[๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ นี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔
คือใคร คือบุคคลไปตามกระแส ๑ บุคคลไปทวนกระแส ๑ บุคคลตั้งตัว
ได้แล้ว (ไม่ตามและไม่ทวนกระแส) ๑ บุคคลข้ามถึงฝั่งขึ้นอยู่บนบกเป็น
พราหมณ์ ๑
บุคคลไปตามกระแส เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้เสพกาม
ด้วย ทำบาปกรรมด้วย นี้เรียกว่า บุคคลไปตามกระแส.

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 11 (เล่ม 35)

บุคคลไปทวนกระแส เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่เสพ
กาม และไม่ทำบาปกรรม แม้ทั้งทุกข์กายทั้งทุกข์ใจ กระทั่งร้องไห้ น้ำตา
นองหน้า ก็ยังประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์อยู่ได้ นี้เรียกว่า บุคคล
ไปทวนกระแส.
บุคคลตั้งตัวได้แล้ว เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะ
สิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกที่เกิดนั้น มีอัน
ไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา นี้เรียกว่า บุคคลตั้งตัวได้แล้ว.
บุคคลข้ามถึงฝั่งขึ้นบนบกเป็นพราหมณ์ เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคน
ในโลกนี้ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง สำเร็จอยู่ในปัจจุบันนี้ นี้เรียก
ว่า บุคคลข้ามถึงฝั่งขึ้นอยู่บนบกเป็นพราหมณ์.
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคล ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก.
(นิคมคาถา)
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่สำรวมใน
กาม ยังไม่สิ้นราคะ เป็นกามโภคี ใน
โลกนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ผู้ไปตามกระแส
ถูกตัณหาครอบงำไว้ ต้องเกิดและแก่
บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นแหละ ผู้เป็นปราชญ์
ในโลกนี้ ตั้งสติ ไม่เสพกามและไม่ทำบาป
แม้ทั้งทุกข์กายใจ ก็ละกามและบาปได้
ท่านเรียกบุคคลนั้นว่า ผู้ไปทวนกระแส

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 12 (เล่ม 35)

คนใดละกิเลส ๕ ประการ (คือ
สังโยชน์เบื้องต่ำ) ได้แล้ว เป็นพระเสขะ
บริบูรณ์ มีอันไม่เสื่อมคลายเป็นธรรมดา
ได้วสีทางใจ มีอินทรีย์อันมั่นคง คนนั้น
ท่านเรียกว่า ผู้ตั้งตัวได้แล้ว เพราะได้
ตรัสรู้แล้ว ธรรมทั้งหลายทั้งยิ่งและหย่อน
ของบุคคลใด สิ้นไปดับไป ไม่มีอยู่
บุคคลนั้น เป็นผู้บรรลุซึ่งยอดความรู้
สำเร็จพรหมจรรย์ ถึงที่สุดโลก เรียกว่าผู้
ถึงฝั่งแล้ว.
จบอนุโสตสูตรที่ ๕
อรรถกถาอนุโสตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอนุโสตสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บุคคลชื่อว่า อนุโสตคามี เพราะไปตามกระแส. ชื่อว่าปฏิโสต
คามี เพราะไปทวนกระแสของกระแสคือกิเลส โดยการปฏิบัติที่เป็นข้าศึก.
บทว่า  ิตตฺโต คือมีภาวะตั้งตนได้แล้ว. บทว่า ติณฺโณ ได้แก่ ข้ามโอฆะ
ตั้งอยู่แล้ว. บทว่า ปารคโต ได้แก่ ถึงฝั่งอื่น. บทว่า ถเล ติฏฺฐติ ได้แก่
อยู่บนบก คือนิพพาน. บทว่า พฺราหฺมโณ ได้แก่ เป็นผู้ประเสริฐ หาโทษ
มิได้. บทว่า อิธ แปลว่า ในโลกนี้. บทว่า กาเม จ ปฏิเสวติ ได้แก่
ส้องเสพวัตถุกามด้วยกิเลสกาม. บทว่า ปาปญฺจ กมฺมํ กโรติ ได้แก่

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 13 (เล่ม 35)

ย่อมทำกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น อันเป็นบาปะ บทว่า ปาปญฺจ กมฺมํ น
กโรติ ได้แก่ ไม่ทำกรรมคือเวร ๕. บทว่า อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว  ิตตฺโต
ความว่า อนาคามีบุคคลนี้ ชื่อว่า ตั้งตนได้แล้ว ด้วยอำนาจการไม่กลับมา
จากโลกนั้น โดยถือปฏิสนธิอีก.
บทว่า ตณฺหาธิปนฺนา ความว่า เหล่าชนที่ถูกตัณหางำ คือครอบไว้
หรือเข้าถึง คือหยั่งลงสู่ตัณหา. บทว่า ปริปุณฺณเสกฺโข ได้แก่ ตั้งอยู่ใน
ความบริบูรณ์ด้วยสิกขา. บทว่า อปริหานธมฺโม ได้แก่ มีอันไม่เสื่อมเป็น
สภาวะ. บทว่า เจโตวสิปฺปตฺโต ได้แก่ เป็นผู้ชำนาญทางจิต. บุคคลเห็น
ปานนี้ ย่อมเป็นพระขีณาสพ. แต่ในข้อนี้ ตรัสแต่อนาคามีบุคคล. บทว่า
สมาหิตินฺทฺริโย ได้แก่ ผู้มีอินทรีย์หกมั่นคงแล้ว. บทว่า ปโรปรา ได้แก่
ธรรมอย่างสูงและอย่างเลว อธิบายว่า กุศลธรรมและอกุศลธรรม. บทว่า
สเมจฺจ ได้แก่ มาพร้อมกันด้วยญาณ. บทว่า วิธูปิตา ได้แก่ อันท่าน
กำจัดหรือเผาเสียแล้ว. บทว่า วุสิตพฺรหฺมจริโย ความว่า อยู่จบมรรค
พรหมจรรย์. บทว่า โลกนฺตคู ความว่า ถึงที่สุดแห่งโลกทั้งสาม. บทว่า
ปารคโต ความว่า ผู้ถึงฝั่งด้วยอาการ ๖. ในข้อนี้ตรัสแต่พระขีณาสพเท่านั้น
แต่วัฏฏะและวิวัฏฏะ (โลกิยะและโลกุตระ) ตรัสไว้ทั้งในพระสูตร ทั้งในคาถา
ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาอนุโสตสูตรที่ ๕

13
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 14 (เล่ม 35)

๖. อัปปสุตสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้มีสุตะ ๔ จำพวก
[๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกมีปรากฏอยู่ในโลก
บุคคล ๔ คือใคร คือ บุคคลผู้สดับน้อย (เรียนน้อย) ทั้งไม่ได้ประโยชน์
เพราะการสดับ ๑ บุคคลผู้สดับน้อย แต่ได้ประโยชน์เพราะการสดับ ๑ บุคคล
ผู้สดับมาก (เรียนมาก) แต่ไม่ได้ประโยชน์เพราะการสดับ บุคคลผู้สดับ
มาก ทั้งได้ประโยชน์เพราะการสดับ
บุคคลผู้สดับน้อย ทั้งไม่ได้ประโยชน์เพราะการสดับเป็นอย่างไร ?
(นวังคสัตถุศาสนา คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ คือ) สุตตะ เคยยะ
เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ
บุคคลบางตนในโลกนี้ได้สดับน้อย ทั้งเขาหารู้อรรถ (คือเนื้อความ) รู้ธรรม
(คือบาลี) แห่งคำสอนอันน้อยที่ได้สดับนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ไม่ บุคคลผู้สดับน้อย ทั้งไม่ได้ประโยชน์เพราะการสดับ เป็นอย่างนี้แล.
บุคคลผู้สดับน้อย แต่ได้ประโยชน์เพราะการสดับเป็นอย่างไร ?
(นวังคสัตถุศาสนา คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ คือ) สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ
บุคคลบางตนในโลกนี้ได้สดับน้อย แต่เขารู้อรรถรู้ธรรมแห่งคำสอนอันน้อย
ที่ได้สดับนั้นแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลผู้สดับน้อย แต่ได้
ประโยชน์เพราะการสดับ เป็นอย่างนี้แล.
บุคคลผู้สดับมาก แต่ไม่ได้ประโยชน์เพราะการสดับเป็นอย่างไร ?
(นวังคสัตถุศาสนา คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ คือ) สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ
บุคคลบางคนในโลกนี้ได้สดับมาก แต่เขาหารู้อรรถรู้ธรรมแห่งคำสอนเป็นอัน

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 15 (เล่ม 35)

มากที่ได้สดับนั้นแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลผู้สดับมาก แต่
ไม่ได้ประโยชน์เพราะการสดับ เป็นอย่างนี้แล
บุคคลผู้สดับมาก ทั้งได้ประโยชน์เพราะการสดับเป็นอย่างไร
(นวังคสัตถุศาสนา คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ คือ) สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ
บุคคลบางคนในโลกนี้ได้สดับมาก ทั้งเขารู้อรรถรู้ธรรมแห่งคำสอนเป็นอันมาก
ที่ได้สดับนั้นแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลผู้สดับมาก ทั้งได้
ประโยชน์เพราะการสดับ เป็นอย่างนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคล ๔ จำพวกมีปรากฏอยู่ในโลก.
บุคคลใด ถ้าเป็นคนสดับน้อย ทั้งไม่
ตั้งอยู่ในศีล บัณฑิตทั้งหลายย่อมติเตียน
บุคคลนั้นทั้ง ๒ ทาง คือทั้งทางศีล ทั้ง
ทางสดับ.
บุคคลใด ถ้าแม้เป็นคนสดับน้อย
แต่ตั้งมั่นอยู่ในศีล บัณฑิตทั้งหลายย่อม
สรรเสริญบุคคลนั้นทางศีล แต่การสดับ
ของเขาบกพร่อง.
บุคคลใด ถ้าแม้เป็นคนสดับมา
แต่ไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีล บัณฑิตทั้งหลายย่อม
ติเตียนบุคคลนั้นทางศีล แต่การสดับของ
เขาพอการ.
บุคคลใด ถ้าเป็นคนสดับมาก ทั้ง
ตั้งมั่นอยู่ในศีล บัณฑิตทั้งหลายย่อม
สรรเสริญบุคคลนั้นทั้ง ๒ ทาง คือทั้งทาง
ศีล ทั้งทางการสดับ.

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 16 (เล่ม 35)

ใครจะควรติบุคคลผู้ได้สดับมาก
ทั้งเป็นผู้ทรงธรรม ตอบด้วยปัญญา เป็น
สาวกพระพุทธเจ้า ราวกะแต่งทองชมพูนท
นั้นเล่า แม่เหล่าเทวดาดีย่อมชม ถึงพรหม
สรรเสริญ.
จบอัปปสุตสูตรที่ ๖
อรรถกถาอัปปสุตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอัปปสุตสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อนุปปนฺโน แปลว่า ไม่เข้าถึง. ในบทมีอาทิว่า สุตฺตํ นี้
อุภโตวิภังค์ นิทเทส ขันธกปริวาร สุตตนิบาต มงคลสูตร รตนสูตร
นาลกสูตร ตุวฏกสูตร พระดำรัสของพระตถาคตแม้อื่นมี ชื่อว่าสูตร พึง
ทราบว่า สูตร. พระสูตรที่มีคาถาแม้ทั้งหมด พึงทราบว่า เคยยะ. โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในสังยุตตนิกาย สคาถวรรคแม้ทั้งหมด อภิธรรมปิฎกแม้ทั้งสิ้น สูตรที่
ไม่มีคาถา พระพุทธพจน์แม้อื่นที่ไม่สงเคราะห์เข้ากับองค์ ๘ เหล่าอื่น พึง
ทราบว่า เวยยากรณะ. ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วนไม่มี
ชื่อพระสูตรในสุตตนิบาต พึงทราบว่า คาถา. พระสูตร ๘๒ สูตร ที่ประกอบ
ด้วยคาถาอันสำเร็จมาแต่โสมนัสญาณ พึงทราบว่าอุทาน. พระสูตร ๑๑๐ สูตร
อันเป็นไปโดยนัยเป็นอาทิว่า วุตฺตมิทํ ภควตา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ดังนี้ พึงทราบว่า อิติวุตตกะ. ชาดก ๕๕๐ ชาดก. มีอปัณณกชาดกเป็นต้น
พึงทราบว่า ชาดก. พระสูตรที่ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี แม้

16