ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 579 (เล่ม 34)

คนกระจอกมีเชาวน์ดี สีงาม แต่ทรวดทรงไม่งาม เป็นอย่างไร ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้ตามจริงว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ ที่ทุกขนิโรธคามินีปฎิปทา
เรากล่าวความรู้อริยสัจนี้ในความมีเชาวน์ของเธอ อนึ่ง ภิกษุนั้นถูกถาม
ปัญหาในอภิธรรมอภิวินัยแล้วแก้ปัญหาได้ไม่จนปัญญา เรากล่าวความที่ถูก
ถามปัญหาแล้วแก้ปัญหาได้ไม่จนปัญญานี้ ในความมีสีงามงามของเธอ แต่ภิกษุ
นั้นไม่ใคร่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย... เรากล่าวความที่
ไม่ใคร่ได้ปัจจัย ๔ นี้ ในความมีทรวดทรงไม่งามของเธอ คนกระจอก
มีเชาวน์ดี สีงาม สีทรวดทรงไม่งามอย่างนี้แล
คนกระจอกมีเชาวน์ดี สีก็งาม ทรวดทรงก็งาม เป็นอย่างไร ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้ตามจริงว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
เรากล่าวความรู้อริยสัจนี้ในความมีเชาวน์ของเธอ อนึ่ง ภิกษุนั้นถูกถามใน
อภิธรรมอภิวินัยแล้วแก้ปัญหาได้ไม่จนปัญญา เรากล่าวความที่ถูกถามปัญหา
แล้ว แก้ปัญหาได้ไม่จนปัญญานี้ ในความมีสีงามของเธอ อนึ่ง ภิกษุนั้นได้จีวร
บิณฑบาตเสนาสนะ คิลานปัจจัย... (ไม่ขาดแคลน) เรากล่าวความที่ไม่
ขาดแคลนปัจจัย ๔ นี้ ในความมีทรวดทรงงามของเธอ คนกระจอกมีเชาวน์ดี
สีก็งาม ทรวดทรงก็งาม อย่างนี้แล.
นี้ ภิกษุทั้งหลาย คนกระจอก ๓ จำพวก.
จบปฐมอัสสสูตรที่ ๘

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 580 (เล่ม 34)

อรรถกถาปฐมอัสสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอัสสสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อสฺสขลุํโก ได้แก่พันธ์ม้า (กระจอก). บทว่า อิทมสฺส
ชวสฺมึ วทามิ ความว่า เราตถาคตกล่าวว่า นี้เป็นความเร็ว คือ ญาณของ
ภิกษุนั้น. บทว่า อิทมสฺส วณฺณสฺมึ วทามิ ความว่า เราตถาคตกล่าวว่า
นี้เป็นสี คือ คุณความดีของภิกษุนั้น. บทว่า อิทมสฺส อาโรหปริณาหมสฺมึ
ความว่า เราตถาคตกล่าวว่า นี้เป็นความสูง ความสง่างาม ของภิกษุนั้น
ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาปฐมอัสสสูตรที่ ๘
๙. ทุติยอัสสสูตร
ว่าด้วยม้าดี และบุรุษดี ๓ จำพวก
[๕๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้าดี ๓ และคนดี ๓
จำพวก ท่านทั้งหลายจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุทั้งหลายรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ขยายความต่อไปว่า ม้าดี ๓ เป็นอย่างไร ? คือม้าดี ลางตัวฝีเท้าดี แต่สี
ไม่งาม ทรวดทรงไม่งาม ลางตัวฝีเท้าดี สีงาม แต่ทรวดทรงไม่งาม ลางตัว
ฝีเท้าก็ดี สีก็งาม ทรวดทรงก็งาม นี่ม้าดี ๓ จำพวก

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 581 (เล่ม 34)

คนดี ๓ จำพวก เป็นอย่างไร ? คือคนดี ลางคนมีเชาวน์ดี แต่สี
ไม่งาม ทรวดทรงไม่งาม ลางคนมีเชาวน์ดี สีก็งาม แต่ทรวดทรงไม่งาม
ลางคนมีเชาวน์ดี สีก็งาม ทรวดทรงก็งาม
คนดี มีเชาวน์ดี แต่สีไม่งาม ทรวดทรงไม่งาม เป็นอย่างไร ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นโอปปาติกะ
ปรินิพพานในโลกที่เกิดนั้น เป็นอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เรากล่าว
ความที่เป็นโอปปาติกะ... (คือเป็นพระอนาคามี) นี้ในความมีเชาวน์ดีของเธอ
แต่ภิกษุนั้นถูกถามปัญหาในอภิธรรมอภิวินัยแล้วจนปัญญาแก่ปัญหาไม่ได้ ฯลฯ
นี้แล ภิกษุทั้งหลาย คนดี ๓ จำพวก.
จบทุติยอัสสสูตรที่ ๙
อรรถกถาทุติยอัสสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอัสสสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อสฺสสทสฺเส ความว่า ในม้าดี (ม้าเทศ) ในจำนวนม้า
ทั้งหลาย. บทว่า ปุริสสทสฺเส ความว่า ในบุคคลผู้เช่นกับด้วยม้าดี
ในบุรุษทั้งหลาย อธิบายว่า ได้แก่สุภาพบุรุษ. ในพระสูตรนี้ ตรัสมรรค
ผลไว้ ๓ อย่าง. ในบรรดาบุคคล ๓ ประเภทนั้น บุคคลดีนี้ พึงทราบว่า
ถึงพร้อมด้วยเชาว์ คือญาณ ด้วยมรรค ๓.
จบอรรถกถาทุติยอัสสสูตรที่ ๙

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 582 (เล่ม 34)

๑๐. ตติยอัสสสูตร
ว่าด้วยม้าอาชาไนย และบุรุษอาชาไนย ๓ จำพวก
[๕๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ ๓
และคนอาชาไนยผู้ประเสริฐ ๓ ท่านทั้งหลายจงพึง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุทั้งหลาย รับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ขยายความต่อไปว่า ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ ๓ เป็นอย่างไร ? คือม้าอาชาไนย
ตัวประเสริฐลางตัว ฝีเท้าดี แต่สีไม่งาม ทรวดทรงไม่งาม ลางตัวฝีเท้าดี
สีก็งาม แต่ทรวดทรงไม่งาม ลางตัวฝีเท้าก็ดี สีก็งาม ทรวดทรงก็งาม นี่ม้า
อาชาไนยตัวประเสริฐ ๓ จำพวก
คนอาชาไนยผู้ประเสริฐ ๓ เป็นอย่างไร คือคนอาชาไนยผู้ประเสริฐ
ลางคนมีเชาวน์ดี แต่สีไม่งาม ทรวดทรงไม่งาม ลางคนมีเชาวน์ดี สีก็งาม
แต่ทรวดทรงไม่งาม ลางคนมีเชาวน์ก็ดี สีก็งาม ทรวดทรงก็งาม
คนอาชาไนยผู้ประเสริฐ มีเชาวน์ดี แต่สีไม่งาม ทรวดทรงไม่งาม
เป็นอย่างไร ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลายกระทำให้
แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง
สำเร็จอยู่ในปัจจุบันนี้ เรากล่าวความกระทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติ (คือเป็นพระ-
อรหันต์) นี้ ในความมีเชาวน์ดีของเธอ แต่ภิกษุนั้นถูกถามปัญหาในอภิธรรม
อภิวินัยแล้วจนปัญญาแก้ปัญหาไม่ได้ ฯลฯ นี้แล ภิกษุทั้งหลาย คนอาชาไนย
ผู้ประเสริฐ ๓ จำพวก.
จบตติยอัสสสูตรที่ ๑๐

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 583 (เล่ม 34)

อรรถกถาตติยอัสสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในตติยอัสสสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภเทฺร ได้แก่ ม้าอาชาไนยตัวเจริญ. ม้าตัวที่รู้เหตุที่ควร และ
ไม่ควร ชื่อว่า ม้าอาชาไนย ถึงในบุรุษผู้อาชาไนย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส อรหัตผลไว้. บรรดาคน ๓ ประเภท
นั้น บุรุษอาชาไนยนี้ พึงทราบว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ คือญาณ เพราะ
พระอรหัตมรรค.
จบอรรถกถาตติยอัสสสูตรที่ ๑๐
๑๑. ปฐมโมรนิวาปสูตร
ว่าด้วยขันธ์ ๓
[๕๘๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ โมรนิวาปสถาน
(ที่เลี้ยงนกยูง) อันเป็นอารามของปริพาชก ใกล้พระนครราชคฤห์ ฯลฯ
ตรัสพระธรรมเทศนาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓
ประการ เป็นผู้สำเร็จถึงที่สุด ปลอดโปร่งจากเครื่องผูกมัดเสมอไป เป็นพรหม-
จารีเต็มที่ จบกรณียกิจสิ้น เป็นผู้ประเสริฐแห่งเทวดามนุษย์ทั้งหลาย ธรรม
๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ ศีลขันธ์เป็นอเสขะ สมาธิขันธ์เป็นอเสขะ
ปัญญาขันธ์เป็นอเสขะ ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นผู้สำเร็จ
ถึงที่สุด ฯลฯ เป็นผู้ประเสริฐแห่งเทวดามนุษย์ทั้งหลาย.
จบปฐมโมรนิวาปสูตรที่ ๑๑

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 584 (เล่ม 34)

อรรถกถาปฐมโมรนิวาปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมโมรนิวาปสูตรที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อจฺจนฺตนิฏฺโฐ ความว่า สำเร็จโดยก้าวล่วงที่สุด (แห่งทุกข์)
อธิบายว่า สำเร็จอกุปปธรรม. คำที่เหลือ เช่นเดียวกัน (กับคำที่กล่าวแล้ว)
ทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปฐมโมรนิวาปสูตรที่ ๑๑
๑๒. ทุติยโมรนิวาปสูตร
ว่าด้วยปาฏิหาริย์ ๓
[๕๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
เป็นผู้สำเร็จถึงที่สุด ฯลฯ เป็นผู้ประเสริฐแห่งเทวดามนุษย์ทั้งหลาย ธรรม ๓
ประการคืออะไรบ้าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสาสนี-
ปาฏิหาริย์ ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นผู้สำเร็จถึงที่สุด ฯลฯ
เป็นผู้ประเสริฐแห่งเทวดามนุษย์ทั้งหลาย.
จบทุติยโมรนิวาปสูตรที่ ๑๒
อรรถกถาทุติยโมรนิวาปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยโมรนิวาปสูตรที่ ๑๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อิทฺธิปาฏิหาริเยน ได้แก่ ด้วยการแสดงฤทธิ์ เป็นอัศจรรย์.
บทว่า อาเทสนาปาฏิหาริเยน ได้แก่ ด้วยการกล่าวชี้ อ้างถึง (ดักใจ)
เป็นอัศจรรย์.
จบอรรถกถาทุติยโมรนิวาปสูตรที่ ๑๒

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 585 (เล่ม 34)

๑๓. ตติยโมรนิวาปสูตร
ว่าด้วยผู้ประเสริฐเพราะมีธรรม ๓ อย่าง
[๕๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
เป็นผู้สำเร็จถึงที่สุด ฯลฯ เป็นผู้ประเสริฐแห่งเทวดามนุษย์ทั้งหลาย ธรรม ๓
ประการคืออะไรบ้าง คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาญาณ (ความ
รู้ชอบ) สัมมาวิมุตติ (ความพ้นชอบ) ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
นี้แล เป็นผู้สำเร็จถึงที่สุด ฯลฯ เป็นผู้ประเสริฐแห่งเทวดามนุษย์ทั้งหลาย
จบตติยโมรนิวาปที่ ๑๓
จบโยธาชีวรรคที่ ๔
อรรถกถาตติยโมรนิวาปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในตติยโมรนิวาปสูตรที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิยา ได้แก่ด้วยสัมมาทิฏฐิ ที่เกิดแต่วิปัสสนา
เพื่อประโยชน์แก่ผลสมาบัติ. บทว่า สมฺมาญาเณน ได้แก่ด้วยผลญาณ
บทว่า สมฺมาวิมุตฺติยา ได้แก่ธรรมคือผลสมาบัติที่เหลือ. ในสูตรแม้ทั้ง ๓
เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึง พระขีณาสพอย่างเดียว ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาตติยโมรนิวาปสูตรที่ ๑๓
จบโยธาชีวรรควรรณนาที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โยธสูตร ๒. ปริสาสูตร ๓. มิตตสูตร ๔. อุปปาทสูตร
๕. เกสกัมพลสูตร ๖. สัมปทาสูตร ๗. วุฑฒิสูตร ๘. ปฐมอัสสสูตร
๙. ทุติยอัสสสูตร ๑๐. ตติยอัสสสูตร ๑๑. ปฐมโมรนิวาปสูตร ๑๒. ทุติย-
โมรนิวาปสูตร ๑๓. ตติยโมรนิวาปสูตร และอรรถกถา.

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 586 (เล่ม 34)

มงคลวรรคที่ ๕
๑. อกุศลสูตร
ว่าด้วยเหตุให้ตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๕๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
ย่อมอุบัติในนรก เหมือนถูกนำตัวไปเก็บไปฉะนั้น ธรรม ๓ ประการ คือ
อะไรบ้าง ? คือ กายกรรมเป็นอกุศล วจีกรรมเป็นอกุศล มโนกรรมเป็น
อกุศล บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ ประการเหล่านี้แล ภิกษุทั้งหลายย่อม
อุบัติในนรก เหมือนถูกนำไปเก็บไว้ฉะนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อมอุบัติ
ในสวรรค์ เหมือนเขาเชิญตัวไปเก็บไว้ฉะนั้น ธรรม ๓ ประการคืออะไรบ้าง ?
คือ กายกรรมเป็นกุศล วจีกรรมเป็นกุศล มโนกรรมเป็นกุศล บุคคลประกอบ
ด้วยธรรม ๓ อย่างเหล่านี้แล ภิกษุทั้งหลาย ย่อมอุบัติในสวรรค์ เหมือนเขา
เชิญตัวไปเก็บไว้ฉะนั้น.
จบอกุศลสูตรที่ ๑

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 587 (เล่ม 34)

มงคลวรรควรรณนาที่ ๕
อรรถกถาอกุศลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอกุศลสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต ความว่า ตามที่นำมาเก็บไว้.
จบอรรถกถาอกุศลสูตรที่ ๑
๒. สาวัชชสูตร
ว่าด้วยเหตุให้ตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๕๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
คือ กายกรรมมีโทษ วจีกรรมมีโทษ มโนกรรมมีโทษ ฯลฯ คือ กายกรรม
ไม่มีโทษ วจีกรรมไม่มีโทษ มโนกรรมไม่มีโทษ ฯลฯ
จบสาวัชชสูตรที่ ๒
อรรถกถาสาวัชชสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสาวัชชสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สาวชฺเชน ได้แก่ กรรมที่มีโทษ.
จบอรรถกถาสาวัชชสูตรที่ ๒

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 588 (เล่ม 34)

๓. วิสมสูตร
ว่าด้วยเหตุให้ตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๕๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
ฯลฯ คือกายกรรมผิด วจีกรรมผิด มโนกรรมผิด ฯลฯ คือกายกรรมชอบ
วจีกรรมชอบ มโนกรรมชอบ ฯลฯ
จบวิสมสูตรที่ ๓
อรรถกถาวิสมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวิสมสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วิสเมน ได้แก่ด้วยกรรมที่มีความพลาดพลั้ง. บทว่า สเมน
ได้แก่ ด้วยกรรมที่ปราศจากความพลาดพลั้ง.
จบอรรถกถาวิสมสูตรที่ ๓
๕. อสุจิสูตร
ว่าด้วยเหตุให้ตกนรกและขึ้นสวรรค์
[๕๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
ฯลฯ คือ กายกรรมโสโครก วจีกรรมโสโครก มโนกรรมโสโครก ฯลฯ คือ
กายกรรมสะอาด วจีกรรมสะอาด มโนกรรมสะอาด ฯลฯ
จบอสุจิสูตรที่ ๔

588