ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 569 (เล่ม 34)

อรรถกถาเลขสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเลขสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อภิณฺหํ ความว่า เนืองนิตย์ คือชั่วนิรันดร. บทว่า
อคาฬฺเหน ความว่า ด้วยคำหนัก ๆ คือคำกักขฬะ. บทว่า ผรุเสน
ความว่า ด้วยคำหยาบคาย อธิบายว่า แม้ถูกต่อว่าอย่างหนัก ๆ อย่างหยาบ ๆ
ดังนี้. บทว่า อมนาเปน ความว่า ด้วยคำที่ไม่ชื่นใจ คือไม่เจริญใจ.
บทว่า สนฺธิยติเยว ความว่า ยังสมานไว้ได้. บทว่า สํสนฺทติเยว ความว่า
ยังเป็นเช่นเดิมนั่นเอง. บทว่า สมฺโมทติเยว ความว่า ถึงความเป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกันนั่นเอง. คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาเลขสูตรที่ ๑๐
จบกุสินารวรรควรรณนาที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุสินารสูตร ๒. ภัณฑนสูตร ๓. โคตมสูตร ๔. ภรัณฑุสูตร
๕. หัตถกสูตร ๖. กฏุวิยสูตร ๗. ปฐมอนุรุทธสูตร ๘. ทุติยอนุรุทธสูตร
๙. ปฏิจฉันนสูตร ๑๐. เลขสูตร และอรรถกถา.

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 570 (เล่ม 34)

โยธาชีวรรคที่ ๔
๑. โยธสูตร
ว่าด้วยนักรบที่คู่ควรแก่พระราชา
[๕๗๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นักรบประกอบด้วยองค์ ๓ จึงคู่ควร
แก่พระราชา เป็นราชเสวก นับว่าเป็นองคาพยพของพระราชาทีเดียว องค์ ๓
คืออะไร คือ ยิงไกล ๑ ยิงเร็ว ๑ ทำลาย (ข้าศึก) หมู่ใหญ่ได้ ๑ นักรบ
ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล จึงคู่ควรแก่พระราชา เป็นราชเสวก นับว่าเป็น
องคาพยพของพระราชาทีเดียว
ฉันนั้นนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ จึงเป็น
(อาหุเนยฺโย) ผู้ควรของคำนับ (ปาหุเนยฺโย) ผู้ควรของต้อนรับ (ทกฺขิณยฺโย)
ผู้ควรของทำบุญ (อญฺชลิกรณีโย) ผู้ควรทำอัญชลี (อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขติตํ
โลกสฺส) เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๓ คืออะไร คือ
ยิงไกล ๑ ยิงเร็ว ๑ ทำลาย (ข้าศึก) หมู่ใหญ่ได้ ๑
ภิกษุยิงไกลเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นด้วยปัญญา
อันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า (ขันธ์ ๕ คือ) รูป (ร่างกายอันประกอบขึ้น
ด้วยธาตุ ๔) เวทนา (ความเสวยอารมณ์เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์
ไม่สุขบ้าง) สัญญา (ความจำอะไร ๆ ได้) สังขาร (ความคิดอ่านต่าง ๆ
ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง กลาง ๆ บ้าง) วิญญาณ (ความรู้สึกทางทวาร ๖) ทุกอย่าง
ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ทั้งภายใน ภายนอก ทั้งหยาบ ละเอียด

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 571 (เล่ม 34)

ทั้งเลว ประณีต ทั้งอยู่ไกล อยู่ใกล้ ทั้งหมด (เนตํ มม) นั่นไม่ใช่ของเรา
(เนโสหมสฺมิ) เราไม่ได้เป็นนั่น (น เมโส อตฺตา) นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยิงไกลเป็นอย่างนี้
ภิกษุยิงเร็วเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้ตามจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยิงเร็วเป็น
อย่างนี้
ภิกษุทำลาย (ข้าศึก) หมู่ใหญ่ได้เป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระ-
ธรรมวินัยนี้ทำลายกองอวิชชาอันใหญ่ได้ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทำลาย (ข้าศึก)
หมู่ใหญ่ได้เป็นอย่างนี้
ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ นี้แล จึงเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็น
นาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
จบโยธสูตรที่ ๑

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 572 (เล่ม 34)

โยธาชีวรรควรรณนาที่ ๔
อรรถกถาโยธสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโยธสูตรที่ ๑ แห่งโยธาชีววรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
ผู้ที่เข้าไปอาศัยการรบเลี้ยงชีพ ชื่อว่า โยธาชีวะ. บทว่า ราชารโห
ความว่า คู่ควรแก่พระราชา บทว่า ราชาโภคฺโค ความว่า เป็นผู้ที่
พระราชาจะพึงใช้สอย. บทว่า องฺคนฺเตว สงฺขยํ คจฺฉติ ความว่า
ย่อมนับว่าเป็นองค์ประกอบ เพราะจำต้องปรารถนาโดยแท้ เหมือนมือและเท้า.
บทว่า ทูเร ปาตี โหติ ความว่า ยิงลูกศรไปได้ไกลอย่างนี้คือ ในน้ำไกล
ประมาณ ๑ อสุภ บนบกไกลประมาณ ๘ อสุภ หรือเลยนั้นไป. แท้จริง
ทหารของพระเจ้าทุฏฐคามินีอภัย ยิงเกาทัณฑ์ไปได้ไกลประมาณ ๙ อสุภ.
ในภพสุดท้าย พระโพธิสัตว์ ทรงยิงไปได้ไกลประมาณ ๑ โยชน์. บทว่า
อกฺขณเวธี ได้แก่ยิงไม่พลาด อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า สามารถยิงได้เร็ว
ทันสายฟ้าแลบ. บทว่า มหโต กายสฺส ปทาเลตา มีอธิบายว่า สามารถ
ยิงทะลุแผ่นกระดาน ๑๐๐ แผ่น ที่ผูกรวมกันเข้าไว้บ้าง แผ่นหนังกระบือ
๑๐๐ แผ่น ที่ผูกรวมกันไว้บ้าง แผ่นโลหะหนาประมาณเท่าหัวแม่มือบ้าง
กระดานแผ่นเรียบที่ทำด้วยไม้ประดู่ หนา ๔ นิ้วบ้าง. กระดานแผ่นเรียบที่
ทำด้วยไม้มะเดื่อ หนา ๑ คืบบ้าง เกวียนบรรทุกทรายตามยาวบ้าง. บทว่า
ยงฺกิญฺจิ รูปํ เป็นต้น ได้ให้พิสดารแล้วในคัมภีร์ ชื่อว่า วิสุทธิมรรคนั้นแล.
บทว่า เนตํ มม เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งการ
ห้ามตัณหา มานะ และทิฏฐิ. บทว่า สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ความว่า
พิจารณาเห็นด้วยมรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา โดยชอบ คือ โดยเหตุ
โดยการณ์. บทว่า ปทาเลติ ความว่า ย่อมทำลายด้วยพระอรหัตมรรค.
จบอรรถกถาโยธสูตรที่ ๑

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 573 (เล่ม 34)

๒. ปริสาสูตร
ว่าด้วยบริษัท ๓ จำพวก
[๕๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๓ นี้ บริษัท ๓ คืออะไร คือ
(อุกฺกาจิตวินีตา ปริสา) บริษัทที่รับการฝึกอธิบายให้กระจ่างแจ้ง
โดยไม่ได้สอบถาม ๑ (ปฏิปุจฺฉาวินีตา ปริสา) บริษัทที่รับการฝึกโดย
สอบถาม ๑ (ยาวตชฺฌาวินีตา ปริสา) บริษัทที่รับการฝึกโดยผู้ฝึกเพียง
แนะให้รู้จักเพ่งพิจารณาเอง ๑ นี้แล ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๓ จำพวก.
จบปริสาสูตรที่ ๒
อรรถกถาปริสาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปริสาสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุกฺกาจิตวินีตา ได้แก่ บริษัทที่แนะนำโดยไม่ได้สอบถาม
คือ บริษัทที่ฝึกได้ยาก. บทว่า ปฏิปุจฺฉาวินีตา ได้แก่บริษัทที่แนะนำโดย
สอบถาม คือ บริษัทที่ฝึกได้ง่าย. บทว่า ยาวตา จ วินีตา ได้แก่
บริษัทที่แนะนำด้วยข้อแนะนำพอประมาณ อธิบายว่า ได้แก่ บริษัทที่ถูก
แนะนำ โดยรู้ประมาณ. ก็ความของพระบาลีที่ว่า ยาวตชฺฌา ก็เท่ากับ
ยาว 0ชฺฌาสยา (แปลว่า เพียงพอแก่อัธยาศัย) อธิบายว่า บริษัทที่ได้
รับการฝึกโดยรู้อัธยาศัย.
จบอรรถกถาปริสาสูตรที่ ๒

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 574 (เล่ม 34)

๓. มิตตสูตร
ว่าด้วยองค์ ๓ ของมิตรแท้
[๕๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิตรประกอบด้วยองค์ ๓ ควรคบ
องค์ ๓ คืออะไร คือ (ทุทฺททํ ททาติ) ให้สิ่งที่ให้ยาก ๑ (ทุกฺกรํ กโรติ)
ทำสิ่งที่ทำยาก (ทุกฺขม์ ขมติ) ทนสิ่งที่ทนยาก ๑ ภิกษุทั้งหลาย มิตร
ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล ควรคบ.
จบมิตตสูตรที่ ๓
๔. อุปปาทสูตร
ว่าด้วยธรรมนิยาย
[๕๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระตถาคตทั้งหลาย เกิดขึ้น
หรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุ คือสิ่งที่ทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น (ธัมมฐิตตา)
ความตั้งอยู่โดยธรรมดาอันนั้น (ธัมมนิยามตา) ความแน่นอนโดยธรรมดา
อันนั้น ตถาคตตรัสรู้บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง
เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ครั้นได้ตรัสรู้แล้ว ได้หยั่งรู้แล้วจึงบอก
แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ว่า สังขารทั้งปวง
ไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา.
จบอุปปาทสูตรที่ ๔

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 575 (เล่ม 34)

อรรถกถาอุปปาทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุปปาทสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ธมฺมฏฐิตตา ได้แก่ภาวะที่ทรงตัวอยู่ได้เองตามสภาพ. บทว่า
ธมฺมนิยามตา ได้แก่ความแน่นอนโดยสภาพ. บทว่า สพฺเพ สงฺขารา
ได้แก่สังขารอัน เป็นไปในภูมิ ๔. บทว่า อนิจฺจา ความว่า ชื่อว่า อนิจฺจา
ด้วยอรรถว่า เป็นแล้วกลับไม่เป็น. บทว่า ทุกฺขา ความว่า ชื่อว่าทุกข์
ด้วยอรรถว่า บีบคั้นเสมอ. บทว่า อนตฺตา ความว่า ชื่อว่า อนตฺตา
เพราะอรรถว่า ไม่เป็นไปตามอำนาจ. ในพระสูตรนี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสลักษณะทั้ง ๓ อย่างไว้คละกัน ดังพรรณนามาฉะนี้.
จบอรรถกถาอุปปาทสูตรที่ ๔
๕. เกสกัมพลสูตร
ว่าด้วยโมฆบุรุษเป็นไซดักมนุษย์
[๕๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผ้าที่ทอด้วยด้ายทุกชนิด ผ้าเกสกัมพล
(ทำด้วยผมคน) ปรากฏว่าเลวกว่าผ้าเหล่านั้นทั้งหมด เพราะผ้าเกสกัมพล
ยามอากาศหนาวก็เย็น คราวอากาศร้อนก็ร้อน สีก็ไม่งาม กลิ่นก็ไม่ดี สัมผัส
ก็หยาบฉันใด สมณประวาท (วาทะของนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนาที่เป็น
ปฏิปักษ์คือขัดแย้งกับพระพุทธศาสนา) เป็นอันมากทุกประเภท มักขลิวาท
(วาทะของเจ้าลัทธิชื่อ มักขลิ) ปรากฏว่าเลวกว่าสมณประวาทเหล่านั้นทั้งหมด

575
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 576 (เล่ม 34)

มักขลิโมฆบุรุษ (คนเปล่า คนไม่มีแก่นสาร) มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้
ว่า (นตฺถิ กมฺมํ) กรรมไม่มี (นตฺถิ กิริยํ) กิริยาไม่มี (นตฺถิ วิริยํ)
วิริยะไม่มี.
ภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธะเหล่าใดที่มีแล้วในอดีตกาล
พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เหล่านั้นย่อมเป็นกรรมวาทะ (กล่าวว่า กรรมมี) เป็น
กิริยวาทะ (กล่าวว่า กิริยามี) และเป็นวิริยวาทะ (กล่าวว่า วิริยะมี) มักขลิ
โมฆบุรุษ คัดค้านพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นด้วยวาทะว่า กรรมไม่มี กิริยา
ไม่มี วิริยะไม่มี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธะเหล่าใดที่จักมีในอนาคตกาล
พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เหล่านั้น ก็จักเป็นกรรมวาทะกิริยวาทะ และวิริยวาทะ
มักขลิ โมฆบุรุษ คัดค้านพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เหล่านั้นด้วยวาทะว่า กรรม
ไม่มี กิริยาไม่มี วิริยะไม่มี ถึงตัวเราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะในกาลบัดนี้
ก็เป็นกรรมวาทะ กิริยวาทะ วิริยวาทะ มักขลิ โมฆบุรุษ คัดค้านเราด้วย
เหมือนกัน ด้วยวาทะว่า กรรมไม่มี กิริยาไม่มี วิริยะไม่มี.
ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนชาวประมง ลงไซไว้ที่ปากแม่น้ำ เพื่อ
ความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อฉิบหาย เพื่อวอดวาย แห่งปลาจำนวนมาก
ฉันใด มักขลิ โมฆบุรุษ ก็เป็นเสมือนไซดักคน เกิดขึ้นในโลก เพื่อความ
ไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความเสื่อม เพื่อความพินาศ แห่งคนเป็นอันมาก
ฉันนั้น.
จบเกสกัมพลสูตรที่ ๕

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 577 (เล่ม 34)

อรรถกถาเกสกัมพลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเกสกัมพลสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตนิตาวุตานํ วตฺถานํ เป็นฉัฏฐีวิภัติ ลงในอรรถแห่ง
ปฐมาวิภัติ. อธิบายว่า ได้แก่ผ้าที่ทอด้วยเส้นด้าย. ผ้ากัมพลทีทอด้วยผมมนุษย์
ชื่อว่า เกสกัมพล. แม้บทว่า ปวาทนํ นี้ ก็เป็นฉัฏฐีวิภัติ ลงในอรรถ
แห่งปฐมาวิภัติ. บทว่า ปฏิกิฏีโฐ ความว่า ลัทธิหลัง เลว. บทว่า
โมฆปุริโส แปลว่า บุรุษเปล่า คือ บุรุษหลงงมงาย. บทว่า ปฏิพาหติ
แปลว่า ปฏิเสธ. บทว่า ขิปฺปํ อุฑฺเฑยฺย ได้แก่ ดักไซ.
จบอรรถกถาเกสกัมพลสูตรที่ ๕
๖. สัมปทาสูตร
ว่าด้วยสัมปทา ๓ อย่าง
[๕๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมปทา (สมบัติ) ๓ นี้ สัมปทา ๓
คืออะไร คือสัทธาสัมปทา (สมบัติคือศรัทธา) สีลสัมปทา (สมบัติคือศีล)
ปัญญาสัมปทา (สมบัติคือปัญญา) นี้ สัมปทา ๓.
จบสัมปทาสูตรที่ ๖
๗. วุฑฒิสูตร
ว่าด้วยวุฑฒิ ๓ อย่าง
[๕๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วุฑฒิ (ความเจริญ) ๓ นี้ วุฑฒิ ๓ คือ
อะไร คือ สัทธาวุฑฒิ (ความเจริญแห่งศรัทธา) สีลวุฑฒิ (ความเจริญแห่งศีล)
ปัญญาวุฑฒิ (ความเจริญแห่งปัญญา) นี้วุฑฒิ ๓.
จบวุฑฒิสูตรที่ ๗

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 578 (เล่ม 34)

๘. ปฐมอัสสสูตร
ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก ๓ จำพวก
[๕๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้ากระจอก ๓ และคน
กระจอก ๓ จำพวก ท่านทั้งหลายจงพึง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุทั้งหลายรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส
ขยายความต่อไปว่า ม้ากระจอก ๓ เป็นอย่างไร คือม้ากระจอกลางตัวเป็นม้า
ฝีเท้าดี แต่สีไม่งาม ทรวดทรงไม่งาม ลางตัวฝีเท้าดี สีก็งาม แต่ทรวดทรง
ไม่งาม ลางตัวฝีเท้าก็ดี สีก็งาม ทรวดทรงก็งาม นี่ม้ากระจอก ๓
คนกระจอก ๓ เป็นอย่างไร ? คือ คนกระจอกลางคนมีเชาวน์ดี
แต่สีไม่งาม (คือ ไม่องอาจ) ทรวดทรงไม่งาม (คือ ความไม่สูงและใหญ่)
ลางคนมีเชาวน์ดี สีก็งาม แต่ทรวดทรงไม่งาม ลางคนมีเชาวน์ดี สีก็งาม
ทรวดทรงก็งาม
คนกระจอกมีเชาวน์ดี แต่สีไม่งาม ทรวดทรงไม่งาม เป็นอย่างไร ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ รู้ตามจริงว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนีโรธคานินีปฏิปทา
เรากล่าวความรู้อริยสัจนี้ในความมีเชาวน์ของเธอ แต่ภิกษุนั้นถูกถามปัญหา
ในอภิธรรมอภิวินัย แล้วจนปัญญา แก้ปัญหาไม่ได้ เรากล่าวการที่ถูกถาม
ปัญหาแล้วจนปัญญาไม่แก้ปัญหานี้ ในความมีสีไม่งามของเธอ อนึ่ง
ภิกษุนั้น ไม่ใคร่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย. . . เรากล่าวความ
ที่ไม่ใคร่ได้ปัจจัย ๔ นี้ ในความมีทรวดทรงไม่งามของเธอ คนกระจอก
มีเชาวน์ดี แต่สีไม่งาม ทรวดทรงไม่งาม อย่างนี้แล

578