ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 559 (เล่ม 34)

มีความหมายว่าไม่มาก ดังในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้ มีเพียง
ศรัทธาอย่างเดียว (ไม่มาก). ความที่ เกวลศัพท์ มีความหมายว่า มุ่งมั่น
เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สัทธิวิหาริก ของท่าน-
อนุรุทธะ ชื่อว่า พาหิกะ ดังอยู่ในสังฆเภทเห็นแม่นมั่น. เกวลศัพท์ มีความว่า
พรากจากกันเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ผู้แยกกันอยู่ท่าน
เรียกว่า อุตตมบุรุษ. แต่ในที่นี้ ทรงประสงค์เอาความไม่มีส่วนเหลือว่า
เป็นความหมายของเกวลศัพท์นั้น
ส่วนกัปปศัพท์ มีความหมายมากอย่าง เช่นเป็นต้น ว่าอภิสัททหนะ
(การปลงใจเธอ) โวหาร (การเรียกร้อง) กาลบัญญัติ เฉทนะ (การตัด)
วิกัปปะ (กำหนด) เลศ (ข้ออ้าง) สมันตภาว (ภาวะใกล้เคียง).
จริงอย่างนั้น กัปปศัพท์นั้น มีความปลงใจเชื่อเป็นอรรถ เช่นในประโยค
มีอาทิอย่างนี้ว่า พระดำรัสนี้ ของพระโคดมผู้เจริญ ผู้เป็นพระอรหันตสัมมา-
สัมพุทธเจ้า น่าปลงใจเชื่อ. กัปปศัพท์ มีโวหาร (การเรียกร้อง) เป็นอรรถ
เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาตให้ฉัน
ผลไม้ ตามสมณโวหาร ๕ อย่าง. กัปปศัพท์ มีกาลเป็นอรรถ เช่นใน
ประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า เราจะอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ โดยอาการใด. กัปปศัพท์
มีบัญญัติเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุชื่อว่า กัปปะ
ทูลถามว่า...ดังนี้. กัปปศัพท์ มีการตัดเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิ
อย่างนี้ว่า ผู้ประดับแล้ว โกนผมและหนวดแล้ว. กัปปศัพท์ มีการกำหนด
เป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า กำหนด ๒ องคุลี ย่อมควร.
กัปปศัพท์ มีเลศเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า เลศเพื่อจะนอน
มีอยู่. กัปปศัพท์ มีภาวะรอบด้านเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า
ให้สว่างไสวทั่วทั้งพระเชตวัน. แต่ในที่นี้ ทรงประสงค์เอาความรอบด้าน

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 560 (เล่ม 34)

เป็นความหมายของกัปปศัพท์นั้น. เพราะฉะนั้น ในบทว่า เกวลกปฺปํ เชตวนํ
นี้ จึงมีความหมายว่า ยังพระเชตวัน ให้สว่างไสวรอบด้าน ไม่มีเหลือ.
บทว่า โอภาเสตฺวา ได้แก่แผ่รัศมีไป. บทว่า วาลุกาย ได้แก่
ทรายละเอียด. บทว่า น สณฺฐาติ ความว่า ไม่ยืนอยู่. บทว่า โอฬาริกํ
ความว่า เพราะว่า. ในเวลาที่พระพรหม และเทวายืนอยู่ที่แผ่นดิน ควรจะ
เนรมิตอัตภาพให้หยาบ หรือเนรมิตแผ่นดิน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสอย่างนี้. ด้วยบทว่า ธมฺมา นี้ ทรงแสดงถึงพระพุทธพจน์ ที่หัตถก-
เทพบุตร เคยเรียนมาในกาลก่อน. บทว่า นปฺปวตฺติโน อเหสุํ ความว่า
ธรรมทั้งหลายได้เสื่อมไป จากการกล่าวของผู้ที่ลืมสาธยาย. บทว่า อปฺปฏิ
ภาโณ ความว่า ไม่วกกลับ คือไม่กระสัน. บทว่า ทสพลสฺส ความว่า
ต่อการเห็นด้วยจักษุวิญญาณ. บทว่า อุปฏฺฐานสฺส ความว่า ต่อการบำรุง
ด้วยปัจจัย ๔. บทว่า อธิสีลํ ได้แก่ศีล ๑๐ อย่าง. ด้วยว่าศีล ๑๐ นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า อธิศีล เพราะเทียบกับเบญจศีล. ด้วยบทว่า
อวิหํ คโต หัตถกเทพบุตร แสดงว่า ข้าพระองค์เกิดแล้ว ในพรหมโลกชั้น
อวิหา.
จบอรรถกถาหัตถกสูตรที่ ๕

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 561 (เล่ม 34)

๖. กฏุวิยสูตร
ว่าด้วยพระทำตัวเป็นของเน่า
[๕๖๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ อิสิปตน-
มฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เวลาเช้า ทรง
ครองสบงแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้ากรุงพาราณสี เพื่อบิณฑบาต
ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุรูปหนึ่งเทียวบิณฑบาตอยู่ที่โคโยคมิลักขะ เป็น
ภิกษุไร้ความแช่มชื่นทางสมณะ มีความแช่มชื่นนอกทางสมณะ ลืมสติ ไม่มี
สัมปชัญญะใจไม่มั่น มีจิตกวัดแกว่ง มีอินทรีย์อันเปิด จึงตรัสกะภิกษุนั้นว่า
แน่ะภิกษุ เธออย่าทำตัวให้เป็นของเน่า ตัวที่ถูกทำให้เป็นของเน่าแล้วส่งกลิ่น
เหม็นคาวคลุ้ง แมลงวันจักไม่ไต่ไม่ตอม นั่นเป็นไปไม่ได้.
ภิกษุนั้นได้รับพระโอวาทแล้ว ก็รู้สึกสลดทันที
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงพาราณสีแล้ว ภายหลัง
ภัตตาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เมื่อเช้านี้ เราครองสบงแล้วถือบาตรจีวร เข้ากรุงพาราณสีเพื่อ
บิณฑบาตเราได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตอยู่ที่โคโยคมิลักขะ เป็นภิกษุ
ไร้ความแช่มชื่นทางสมณะมีความแช่มชื่นนอกทางสมณะ ลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ
ใจไม่มั่น มีจิตกวัดแกว่ง มีอินทรีย์เปิด เราจึงกล่าวกะภิกษุนั้นว่า แน่ะภิกษุ
เธออย่าทำตัวให้เป็นของเน่า ตัวที่ถูกทำให้เน่าแล้ว ส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้ง
แมลงวัน จักไม่ไต่ไม่ตอม นั่นเป็นไปไม่ได้ ภิกษุนั้นได้รับโอวาทแล้ว รู้สึก
สลดทันที.

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 562 (เล่ม 34)

เมื่อสิ้นกระแสพระพุทธดำรัส ภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลถามว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ อะไรเป็นของเน่า อะไรเป็นกลิ่นเหม็นคาว อะไรเป็น
แมลงวัน.
พ. ตรัสตอบว่า อภิชฌาเป็นของเน่า พยาบาทเป็นกลิ่นเหม็นคาว
ความตรึกทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลเป็นแมลงวัน แน่ะภิกษุ ตัวที่ถูกทำให้เป็น
ของเน่าแล้วส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้ง แมลงวันจักไม่ไต่ไม่ตอม นั่นเป็นไปไม่ได้.
นิคมคาถา
แมลงวัน คือความดำริที่เกี่ยวด้วย
ราคะ ย่อมไต่ตอมภิกษุผู้ไม่คุ้มครองตาและ
หู ไม่สำรวมอินทรีย์ ภิกษุผู้ทำตัวเป็นของ
เน่า ส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้ง ย่อมไกลออก
ไปจากพระนิพพาน เป็นผู้มีส่วนรับทุกข์
เท่านั้น คนโง่เขลาไม่ได้ความสงบภายใน
ไปในบ้านหรือในป่าก็ตาม ก็ถูกแมลงวัน
ตอมไป ส่วนคนเหล่าใดถึงพร้อมด้วยศีล
ยินดีในความสงบรำงับด้วยปัญญา คน
เหล่านั้นเป็นคนสงบ อยู่สบาย แมลงวัน
ไม่ไต่ตอม.
จบกฏุวิยสูตรที่ ๖

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 563 (เล่ม 34)

อรรถกถากฏุวิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกฏุวิยสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้:-
บทว่า โคโยคมิลกฺขสฺมึ ความว่า ในสำนักของคนป่า ที่ปรากฏ
ตัวอยู่ ในตลาด ซื้อขายวัว. บทว่า ริตฺตสฺสาทํ ความว่า ขาดความยินดี
เพราะไม่มีความสุขเกิดแต่ฌาน. บทว่า พาหิรสฺสาทํ ความว่า มีความยินดี
ในความสุขภายนอก ด้วยอำนาจแห่งความสุขที่เกิดแต่กามคุณ. บทว่า กฏุวิยํ
ได้แก่ของที่เขาทิ้งแล้ว. บทว่า อามกคนฺเธ ความว่า มีกลิ่นคาว กล่าวคือ
ความโกรธ. บทว่า อวสฺสุตํ ความว่า เปียกชุ่มแล้ว. แมลงวันกล่าวคือ
กิเลส ชื่อว่า มกฺขิกา. บทว่า นานุปติสฺสนฺติ ความว่า จักไม่บินตามไป.
บทว่า นานฺวาสฺสวิสฺสนฺติ ความว่า จักไม่ตามไปตอม. บทว่า สํเวคมา-
ปาทิ ได้แก่ เป็นพระโสดาบัน.
บทว่า กฏุวิยกโต ความว่า ทำให้เป็นของเสีย. บทว่า อารกา โหติ
ความว่า มีในที่ไกล. บทว่า วิฆาตสฺเสว ภาควา ความว่า มีส่วนแห่งทุกข์
นั้นเอง. บทว่า จเร แปลว่า ย่อมเที่ยวไป. บทว่า ทุมฺเมโธ ได้แก่ ผู้มี
ปัญญาทราม. ในพระสูตรนี้ ตรัสวัฏฏะไว้อย่างเดียวเท่านั้น. แต่ในคาถา
ทั้งหลาย ตรัสไว้ทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.
จบอรรถกถากฏุวิยสูตรที่ ๖

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 564 (เล่ม 34)

๗. ปฐมอนุรุทธสูตร
ว่าด้วยธรรม ๓ อย่าง ที่พาหญิงไปอบายภูมิ
[๕๖๙] ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ฯลฯ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยจักษุทิพย์อันแจ่มใสเกินจักษุ
มนุษย์สามัญ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นมาตุคามโดยมาก เพราะกายแตกตายไป
เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก มาตุคามประกอบด้วยธรรมเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า
เพราะกายแตกตายไป จึงเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก.
พ. ตรัสตอบว่า อนุรุทธะ มาตุคามประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
เพราะกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก ด้วยธรรม ๓ ประการ
คืออะไร คือ มาตุคาม ตอนเช้า มีใจกลุ้มด้วยความตระหนี่ อยู่ครองเรือน
ตอนกลางวัน มีใจกลุ้มด้วยความริษยา อยู่ครองเรือน ตอนเย็น มีใจกลุ้ม
ด้วยกามราคะ อยู่ครองเรือน อนุรุทธะ มาตุตามประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
นี้แล เพราะกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก.
จบปฐมอนุรุธสูตรที่ ๗
ในพระสูตรที่ ๗ ตรัสวัฏฏะไว้อย่างเดียว.

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 565 (เล่ม 34)

๘. ทุติยอนุรุทธสูตร
ว่าด้วยพระอนุรุทธะสนทนากับพระสารีบุตร
[๕๗๐] ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทะ เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร
ครั้นเข้าไปถึงแล้วก็ชื่นชมกับท่านพระสารีบุตร กล่าวถ้อยคำที่ทำให้เกิด
ความชื่นบานต่อกันเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง แล้วกล่าวกะ
ท่านพระสารีบุตรว่า อาวุโส สารีบุตร ข้าพเจ้า (อยู่) ในที่นี้ตรวจดูสหัสสโลก
(๑,๐๐๐ โลก) ได้ ด้วยจักษุทิพย์อันบริสุทธิ์เกินจักษุมนุษย์สามัญ อนึ่ง ความ
เพียรข้าพเจ้าก็ทำไม่ท้อถอย สติก็ตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน กายก็รำงับไม่กระสับ
กระส่าย จิตก็มั่นคงเป็นหนึ่งแน่วแน่ เออก็เหตุไฉน จิตของข้าพเจ้าจึงยังไม่
สิ้นอุปาทานหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเล่า.
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส อนุรุทธะ ข้อที่ท่านว่า ข้าพเจ้าตรวจดู
สหัสสโลกได้ ด้วยจักษุทิพย์อันบริสุทธิ์เกินจักษุมนุษย์สามัญ นี้เป็นเพราะมานะ
ข้อที่ว่า อนึ่ง ความเพียรข้าพเจ้าก็ทำไม่ท้อถอย สติก็ตั้งมั่นไม่ฟั่นเฟือน
กายก็รำงับไม่กระสับกระส่าย จิตก็มั่นคงเป็นหนึ่งแน่วแน่ นี้เป็นเพราะอุทธัจจะ
ข้อที่ว่า เออก็เหตุไฉน จิตของข้าพเจ้าจึงยังไม่สิ้นอุปาทานหลุดพ้นจากอาสวะ
ทั้งหลายเล่า นี้เป็นเพราะกุกกุจจะ ทางที่ดีนะ ท่านอนุรุทธะจงละธรรม
๓ ประการนี้เสีย อย่าใส่ใจถึงธรรม ๓ ประการนี้ แล้วน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุ
(ธาตุไม่ตาย คือ พระนิพพาน) เถิด.
ภายหลัง ท่านอนุรุทธะ ก็ละธรรม ๓ ประการนี้ ไม่ใส่ใจถึงธรรม
๓ ประการนี้ น้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุ อยู่มาท่านหลีกจากหมู่อยู่คนเดียว
ไม่ประมาท ทำความเพียร มีตนอันส่งไปอยู่ ไม่ช้าเลย กุลบุตรทั้งหลายออก

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 566 (เล่ม 34)

จากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ เพื่อประโยชน์อันใด ท่านก็ทำให้
แจ้งซึ่งประโยชน์อันนั้น ซึ่งเป็นคุณที่สุดแห่งพรหมจรรย์อย่างเยี่ยมยอด ด้วย
ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง สำเร็จอยู่ในปัจจุบันนั่น ท่านรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำแล้ว กิจอื่น (ที่จะต้องทำ) เพื่อ
ความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีก. ท่านพระอนุรุทธะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งใน
พระอรหันต์ทั้งหลายแล้ว.
จบทุติยอนุรุทธสูตรที่ ๘
อรรถกถาทุติยอนุรุทธสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอนุรุทธสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อิทนฺเต มานสฺมึ ความว่า นี้เป็นมานะอันเจริญแล้วโดย
ส่วน ๙ ของท่าน. บทว่า อิทนฺเต อุทฺธจฺจสฺมึ ความว่า นี้เป็นความฟุ้งซ่าน
ของท่าน คือ ความที่จิตของท่านฟุ้งซ่าน. บทว่า อิทนฺเต กุกฺกุจฺจสฺมึ
ความว่า นี้เป็นความรำคาญของท่าน.
จบอรรถกถาทุติยอนุรุทธสูตรที่ ๘

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 567 (เล่ม 34)

๙. ปฏิจฉันนสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่ปิดดีเปิดไม่ดี ๓ อย่าง
[๕๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์ ๓ อย่างนี้ปกปิดดี เปิดเผย
ไม่ดี ของ ๓ อย่างคืออะไร คือ มาตุคาม ๑ มนต์ของพราหมณ์ ๑ ความ
เห็นผิด ๑ นี้แล ภิกษุทั้งหลาย ของ ๓ อย่างปกปิดดี เปิดเผยไม่ดี
ของ ๓ อย่างนี้เปิดเผยดี ปกปิดไม่ดี ของ ๓ อย่าง คืออะไร
คือ จันทรมณฑล (ดวงจันทร์) ๑ สุริยมณฑล (ดวงอาทิตย์) ๑ พระธรรม
วินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ๑ นี้แล ภิกษุทั้งหลาย ของ ๓ อย่างเปิดเผยดี
ปกปิดไม่ดี
จบปฏิจฉันนสูตรที่ ๙
อรรถกถาปฏิจฉันนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฏิจฉันนสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วหนฺติ แปลว่า ย่อมนำไป. บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน วหติ
ความว่า ปกปิดแล้วจึงออกไป. ในบทว่า วิเฏ วิโรจติ พึงทราบข้อที่จะต้อง
เปิดเผย โดย ๙ อย่างคือ เปิดเผยโดยส่วนเดียว ๑ เปิดเผยโดยส่วนสอง ๑
เปิดเผยโดยส่วนตัว ๑ เปิดเผยโดยทั่วไป ๑. ในบรรดาสิ่งที่จะต้องเปิดเผย
๔ อย่างนั้น สิกขาบทที่ไม่ทั่วไป (แก่ภิกษุและภิกษุณี) ชื่อว่าเปิดเผยโดย
ส่วนเดียว. สิกขาบทที่ทั่วไป (แก่อุภโตสงฆ์) ชื่อว่าเปิดเผยโดยสองส่วน.
คุณธรรมทราได้บรรลุแล้ว ชื่อว่าเปิดเผยเฉพาะตน. (ส่วน) พระพุทธพจน์ คือ
พระไตรปิฎก ชื่อว่า สิ่งที่เปิดเผยโดยทั่วไป.
จบอรรถกถาปฏิจฉันนสูตรที่ ๙

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 568 (เล่ม 34)

๑๐. เลขสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๓ จำพวก
[๕๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ นี้มีปรากฏอยู่ในโลก
บุคคล ๓ คือใคร คือบุคคลเหมือนรอยขีดในหิน บุคคลเหมือนรอยขีดในดิน
บุคคลเหมือนรอยขีดในน้ำ
บุคคลเหมือนรอยขีดในหินเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้
โกรธเนือง ๆ และความโกรธของเขานั้นติดกรุ่นในใจ ไปนาน ๆ เหมือนรอย
ขีดในหิน ย่อมไม่ลบง่าย ๆ ด้วยลมพัดหรือน้ำเซาะ ย่อมติดอยู่นานฉันใด บุคคล
บางคนในโลกนี้โกรธเนือง ๆ และความโกรธของเขานั้นติดกรุ่นอยู่ในใจไป
นาน ๆ ฉันนั้น นี่เรียกว่าบุคคลเหมือนรอยขีดในหิน
บุคคลเหมือนรอยขีดในดินเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้
โกรธเนือง ๆ แต่ความโกรธของเขานั้น ไม่ติดกรุ่นอยู่ในใจนาน เหมือน
รอยขีดในดิน ย่อมลบง่ายด้วยลมพัดหรือน้ำเซาะ หาติดอยู่นานไม่ ฉันใด
บุคคลบางคนในโลกนี้โกรธเนือง ๆ แต่ความโกรธของเขานั้นไม่ติดกรุ่นอยู่ใน
ใจนานฉันนั้น นี่เรียกว่าบุคคลเหมือนรอยขีดในดิน
บุคคลเหมือนรอยขีดในน้ำเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้
ถูกว่าแม้ด้วยคำเลว คำหยาบ คำไม่เจริญใจ ก็ยังสมานไว้ได้ ยังประสานไว้ได้
ยังพูดจาดีอยู่ได้ เหมือนรอยขีดในน้ำย่อมพลันหาย ไม่ติดอยู่นานเลยฉันใด
บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกว่าแม้ด้วยคำเลว คำหยาบ คำไม่เจริญใจ ก็ยังสมาน
ไว้ได้ ยังประสานไว้ได้ ยังพูดจาดีอยู่ได้ฉันนั้น นี่เรียกว่าบุคคลเหมือนรอย
ขีดในน้ำ.
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ นี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก.
จบเลขสูตรที่ ๑๐
จบกุสินารวรรคที่ ๓

568