ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 290 (เล่ม 33)

ท้ายทอยแล้วรวบเส้นผมทั้งหมดผูกเป็นขมวด ใช้ไม้สอดบิดยกขึ้น ให้
หนังเลิกหลุดขึ้นมาพร้อมทั้งผม ต่อแต่นั้นก็ใช้ทรายหยาบขัดกะโหลกศีรษะ
ล้างให้เกลี้ยงขาวเหมือนสังข์. บทว่า ราหุมุขํ ได้แก่ ลงกรรมกรณ์วิธี
ปากราหู. เมื่อจะลงกรรมกรณ์วิธีนั้น ใช้ขอเหล็กเกี่ยวปากให้อ้าขึ้นแล้ว
จุดไฟในปากนั้น อีกวิธีหนึ่ง ใช้สิ่วตอกแต่จอนหูทั้งสองข้างลงไปทะลุปาก
เลือดไหลออกมาเต็มปาก. บทว่า โชติมาลิกํ ความว่า ใช้ผ้าเก่าชุบน้ำมัน
พันทั่วทั้งตัว แล้วจุดไฟ. บทว่า หตฺถปฺปชฺโชติกํ ความว่า ใช้ผ้าเก่าชุบ
น้ำมันพันมือทั้งสองแล้วจุดไฟ ต่างคบไฟ. บทว่า เอรกวฏฺฏิกํ ได้แก่
ลงกรรมกรณ์วิธีริ้วส่าย. เมื่อจะลงกรรมกรณ์วิธีนั้น เชือดหนังลอกออก
เป็นริ้ว ๆ ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้า แล้วใช้เชือกผูกโจรลากไป โจร
เดินเหยียบริ้วหนังของตัวล้มลง. บทว่า จีรกวาสิกํ ได้แก่ ลงกรรมกรณ์
วิธีนุ่งเปลือกไม้ เมื่อจะลงกรรมกรณ์วิธีนั้น เชือดหนังเป็นริ้ว ๆ เหมือน
อย่างแรกนั่นแหละ แต่ทำเป็น ๒ ตอน แต่ใต้คอลงมาถึงสะเอวตอน ๑
แต่สะเอวถึงข้อเท้าตอน ๑ ริ้วหนังตอนบนคลุมลงมาปิดกายตอนล่าง
เป็นดังนุ่งเปลือกไม้. บทว่า เอเณยฺยกํ ได้แก่ ลงกรรมกรณ์วิธียืนกวาง
เมื่อจะลงกรรมกรณ์วิธีนั้น ใช้ห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสอง และเข่า
ทั้งสองให้ก้มลงกับดิน สอดหลักเหล็กตอกตรึงไว้ เขาจะยืนอยู่บนดิน
ด้วยหลักเหล็ก ๔ อัน แล้วก่อไฟล้อมลน เขาย่อมเป็นเหมือนกวางถูกไฟ
ไหม้ตาย แม้ในอาคตสถานท่านก็กล่าวดังนี้เหมือนกัน. เมื่อเขาตายแล้ว
ถอนหลักออก ให้เขายืน (เป็นสัตว์ ๔ เท้า) อยู่ด้วยปลายกระดูกทั้ง ๔
นั่นเอง. ชื่อว่าเหตุการณ์เห็นปานนี้ย่อมไม่มี. บทว่า พฬิสมสํสิกํ ความ
ว่า ใช้เบ็ดมีเงี่ยง ๒ ข้าง เกี่ยวหนังเนื้อเอ็นดึงออกมา. บทว่า กหาปณกํ

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 291 (เล่ม 33)

ความว่า ใช้มีดคมเฉือนสรีระทุกแห่ง ตั้งแต่สู่เอวออกเป็นแว่น ๆ ขนาด
เท่าเหรียญกษาปณ์. บทว่า ขาราปฏิจฺฉกํ ความว่า สับฟันให้ยับทั่วกาย
แล้วใช้น้ำแสบราด ขัดถูด้วยแปรงให้หนังเอ็นหลุดออกมาหมด เหลือแต่
กระดูก. บทว่า ปลิฆปริวฏฺฏกํ ความว่า จับนอนตะแคง ใช้หลาวเหล็ก
ตอกตรงช่องหู ทะลุลงไปตรึงแน่นอยู่กับดิน. แล้วจับเท้าทั้งสองยกเดิน
เวียนไป. บทว่า ปลาลปีฐกํ ความว่า เจ้าหน้าที่ผู้ฉลาดใช้ลูกบดศิลา
กลิ้งทับตัวให้กระดูกแตกป่น แต่ไม่ให้ผิวหนังขาด แล้วจับผมรวบยก
เขย่า ๆ ให้เนื้อรวมเข้าเป็นกอง ใช้ผมนั่นแหละ พันตะล่อมเข้าวางไว้
เหมือนตั่งฟาง. บทว่า สุนเขหิปิ ขาทาเปนฺเต ความว่า ไม่ให้อาหาร
สุนัข ๒-๓ วัน แล้วให้ฝูงสุนัขที่หิวจัดกัดกิน เพียงครู่เดียวก็เหลือแต่
กระดูก. บทว่า สูเล อุตฺตาเสนฺเต ได้แก่ ยกขึ้นนอนหงายบนหลาว.
บทว่า น ปเรสํ ปาภตํ วิลุมฺปนฺโต วิจรติ ความว่า เห็น
สิ่งของของผู้อื่นมาอยู่ต่อหน้า โดยที่สุดแม้เป็นของที่มีค่าตั้ง ๑,๐๐๐ ตก
อยู่ตามถนน ก็มิได้เที่ยวยื้อแย่งเอา ด้วยคิดว่า จักมีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งนี้
หรือคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยสิ่งนี้ ใช้หลังเท้าเขี่ยไป. บทว่า ปาปโก
แปลว่า เลว ได้แก่ เป็นทุกข์ คือไม่น่าปรารถนา. บทว่า กิญฺจ ตํ
ความว่า จะพึงมีเหตุนี้ได้อย่างไร. บทว่า เยนาหํ ตัดบทว่า เยน อหํ.
บทว่า กายทุจฺจริตํ ได้แก่ กายกรรมที่เป็นอกุศล ๓ อย่างมี
ปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า กายสุจริตํ ได้แก่ กุศลกรรม ๓ อย่างที่เป็น
ปฏิปักษ์ต่อกายทุจริต. บทว่า วจีทุจฺจริตํ ได้เเก่ วจีกรรมที่เป็นอกุศล
๔ อย่าง มีมุสาวาทเป็นต้น. บทว่า วจีสุจริตํ ได้แก่ กุศลกรรม ๔ อย่าง
ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อวจีทุจริต. บทว่า มโนทุจฺจริตํ ได้แก่ มโนกรรมที่เป็น

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 292 (เล่ม 33)

อกุศล ๓ อย่างมีอภิชฌาเป็นต้น. บทว่า มโนสุจริตํ ได้แก่ กุศลกรรม
๓ อย่างที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมโนทุจริต.
ในคำว่า สุทฺธํ อตฺตานํ ปริหรติ นี้ สุทธิมี ๒ อย่าง คือ
ปริยายสุทธิ ๑ นิปปริยายสุทธิ ๑. จริงอยู่ บุคคลชื่อว่าบริหารตนให้
หมดจดโดยปริยาย ด้วยสรณคมน์ ชื่อว่าบริหารตนให้หมดจดโดยปริยาย
ด้วยศีล ๕ ด้วยศีล ๑๐ ด้วยจตุปาริสุทธิศีล ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ
ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ด้วยโสดาปัตติมรรค ฯลฯ ด้วย
อรหัตมรรคเหมือนกัน. ส่วนผู้ที่ดำรงอยู่ในอรหัตผล เป็นพระขีณาสพ
ยังขันธ์ ๕ ซึ่งมีรากขาดแล้ว ให้เป็นไปอยู่บ้าง ให้เคี้ยวกินบ้าง ให้
บริโภคบ้าง ให้นั่งบ้าง ให้นอนบ้าง พึงทราบว่า บริหาร คือประคับ
ประคองตนให้หมดจด คือหมดมลทินโดยตรงทีเดียว. บทว่า ตสฺมา
ความว่า เพราะสองอย่างเหล่านี้ เป็นโทษทีเดียว มิใช่ไม่เป็นโทษ.
บทว่า วชฺชภีรุโน แปลว่า เป็นผู้ขลาดต่อโทษ. บทว่า วชฺชภย-
ทสฺสาวิโน แปลว่า เห็นโทษเป็นภัยอยู่เสมอ. บทว่า เอตํ ปาฏิกงฺขํ
ความว่า ข้อนี้จะพึงหวังได้ อธิบายว่า ข้อนี้จะมีแน่. บทว่า ยํ เป็น
เพียงนิบาต อีกอย่างหนึ่ง เป็นตติยาวิภัตติ ความว่า เป็นเหตุเครื่องพ้น
จากโทษทั้งปวง. ถามว่า จักพ้นด้วยเหตุไร. แก้ว่า พ้นด้วยมรรคที่ ๔
ด้วย ด้วยผลที่ ๔ ด้วย. ชื่อว่าพ้นด้วยมรรค เมื่อบรรลุผลแล้ว ชื่อว่า
พ้นอย่างหมดจด. ก็อกุศลไม่ให้ผลแก่พระขีณาสพหรือ. ให้ผล. แต่
อกุศลนั้น ท่านทำไว้ก่อนแต่ยังไม่เป็นพระขีณาสพ และให้ผลในอัตภาพ
นี้เท่านั้น ในสัมปรายภพ ผลกรรมไม่มีแก่ท่าน.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 293 (เล่ม 33)

สูตรที่ ๒
ว่าด้วยความเพียรซึ่งเกิดได้ยาก ๒ อย่าง
[๒๘๘] ๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในโลกมีความเพียรซึ่งเกิดได้
ยาก ๒ อย่าง ๒ อย่างเป็นไฉน คือความเพียรเพื่อทำให้เกิดจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร ของคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ๑
ความเพียรเพื่อสละคืนอุปธิทั้งปวง ของผู้ที่ออกบวชเป็นบรรพชิต ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในโลกมีความเพียรซึ่งเกิดได้ยาก ๒ อย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาความเพียร ๒ อย่างนี้ ความเพียรเพื่อสละคืน
อุปธิทั้งปวงเป็นเลิศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอ
ทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเริ่มตั้งความเพียรเพื่อสละคืนอุปธิทั้งปวง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล
จบสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปธานานิ แปลว่า ความเพียร. จริงอยู่ ความเพียร ท่าน
เรียกว่า ปธานะ เพราะควรตั้งไว้ หรือเพราะทำความพยายาม. บทว่า
ทุรภิสมฺภวานิ ความว่า ยากที่จะบังคับ คือยากที่จะให้เป็นไป อธิบายว่า
ทำได้ยาก. บทว่า อคารํ อชฺฌาวสตํ แปลว่า อยู่ในเรือน. ด้วยคำว่า
จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานุปฺปาทนตฺถํ ปธานํ
ท่านแสดงว่า ชื่อว่าความพยายามเพื่อให้ปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้นเหล่านี้

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 294 (เล่ม 33)

เกิดขึ้น เกิดขึ้นยาก. ความจริง การที่จะพูดว่า ท่านทั้งหลายจงให้ผ้า
เพียง ๔ ศอก หรือภัตตาหารประมาณข้าวสารฟายมือหนึ่ง หรือบรรณ-
ศาลาประมาณ ๔ ศอก หรือเภสัชมีเนยใสเนยข้นเป็นต้นเพียงนิดหน่อย
ดังนี้ก็ดี การนำออกให้ก็ดี ทำได้ยาก เหมือนกองทัพ ๒ ฝ่ายเข้าทำ
สงครามกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ทานํ จ ยุทฺธํ จ สมานมาหุ
อปฺปาปิ สนฺตา พหุกํ ชิเนนฺติ
อปฺปํปิ เจ สทฺทหาโน ททาติ
เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ.
ทานและการยุทธ์ท่านว่าเสมอกัน สัตบุรุษถึงน้อย
ก็ชนะคนมากได้ ถ้ามีศรัทธา ถึงจะให้น้อย เขา
ย่อมมีความสุขในโลกอื่น ด้วยเหตุนั้นแหละ ดังนี้.
บทว่า อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตานํ ความว่า ออกจาก
เรือนเข้าบรรพชาอย่างผู้ไม่มีเรือน เว้นกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น
ที่นำประโยชน์เกื้อกูลมาแก่เรือน คือแก่ผู้ครองเรือน. บทว่า สพฺพูปธิ-
ปฏินิสฺสคฺคตฺตํ ปธานํ ความว่า ความเพียรที่เกิดร่วมกับวิปัสสนาและ
มรรค เพื่อประโยชน์พระนิพพาน กล่าวคือสลัดออกซึ่งอุปธิ คือขันธ์
กิเลส และอภิสังขาร. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะความเพียร ๒ อย่าง
นี้เกิดได้ยาก.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๒

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 295 (เล่ม 33)

สูตรที่ ๓
ว่าด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่าง
[๒๔๙] ๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเดือด
ร้อน ๒ อย่าง ๒ อย่างเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำแต่
กายทุจริต มิได้ทำกายสุจริต ทำแต่วจีทุจริต มิได้ทำวจีสุจริต ทำแต่
มโนทุจริต มิได้ทำมโนสุจริต เขาเดือดร้อนอยู่ว่า เรากระทำแต่กายทุจริต
มิได้ทำกายสุจริต ทำแต่วจีทุจริต มิได้ทำวจีสุจริต ทำแต่มโนทุจริต
มิได้ทำมโนสุจริต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน
๒ อย่างนี้แล.
จบสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า ตปนียา ความว่า ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อนใจ
เพราะเหล่าสัตว์ย่อมร้อนใจทั้งในโลกนี้และโลกอื่น. บทว่า ตปฺปติ ความ
ว่า ย่อมเดือดร้อนโดยเดือดร้อนใจ คือย่อมเศร้าโศก เหมือนนันทยักษ์
เหมือนนันทมาณพ เหมือนนันทโคฆาต เหมือนเทวทัต และเหมือน
สองพี่น้อง.
เล่ากันมาว่า พี่น้องสองคนนั้น ฆ่าโคแล้วแบ่งเนื้อเป็นสองส่วน.
ต่อนั้น น้องชายพูดกะพี่ชายว่า ฉันมีเด็กหลายคน พี่ให้ไส้โคเหล่านี้แก่
ฉันเถิด. พี่พูดกะน้องว่า เนื้อทั้งหมดเราแบ่งเป็นสองส่วนแล้ว แกจะมา

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 296 (เล่ม 33)

หวังอะไรอีก แล้วตีน้องเสียตาย แต่เมื่อเหลียวดู เห็นน้องตาย จึงคิด
ได้ว่า เราทำกรรมหนักเสียแล้ว. เขาเศร้าโศกมาก. ในที่ยืนก็ตาม ที่นั่ง
ก็ตาม เขานึกถึงแต่กรรมนั้นเท่านั้น ไม่ได้ความสบายใจ. แม้โอชารส
ที่เขากลืนดื่มและเคี้ยวกินเข้าไปก็ไม่ซาบซ่านในร่างกายของเขา. ร่างกาย
ของเขาจึงเป็นเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น. ครั้งนั้น พระเถระรูปหนึ่ง
เห็นเขา จึงถามว่า อุบาสก ท่านก็มีข้าวน้ำเพียงพอ แต่ไฉนจึงเหลือ
เพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น ท่านมีกรรมอะไร ๆ ที่ทำให้ร้อนใจอยู่หรือ.
เขารับว่า มีขอรับ ท่าน. แล้วบอกเรื่องทั้งหมด. พระเถระพูดกะเขาว่า
อุบาสก ท่านทำกรรมหนัก ท่านผิดในที่ไม่น่าผิด. เขาทำกาละแล้วบังเกิด
ในนรกด้วยกรรมนั้นเอง. คนที่ร้อนใจเพราะวจีทุจริต เช่นสุปปพุทธ-
ศากยะ พระโกกาลิกะ และนางจิญจมาณวิกาเป็นต้น.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๓
สูตรที่ ๔
ว่าด้วยธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่าง
[๒๕๐] ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
เดือนร้อน ๒ อย่าง ๒ อย่างเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำแต่
กายสุจริต มิได้ทำกายทุจริต ทำแต่วจีสุจริต มิได้ทำวจีทุจริต ทำแต่
นโนสุจริต มิได้ทำมโนทุจริต เขาไม่เดือดร้อนว่า เรากระทำแต่กายทุจริต
มิได้ทำกายสุจริต ทำแต่วจีทุจริต มิได้ทำวจีสุจริต ทำแต่มโนทุจริต
มิได้ทำมโนสุจริต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 297 (เล่ม 33)

เดือดร้อน ๒ อย่างนี้แล.
จบสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๔
คำที่เหลือในสูตรที่ ๔ นี้ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๔
สูตรที่ ๕
ว่าด้วยคุณของธรรม ๒ อย่าง
[๒๕๑] ๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรารู้ทั่วถึงคุณของธรรม ๒ อย่าง
คือ ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรม ๑ ความเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนใน
ความเพียร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เราเริ่มตั้งความเพียรอัน
ไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เนื้อและ
เลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วย
เรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ
แล้ว จกไม่หยุดความเพียรเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพธิญาณอันเรานั้น
ได้บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท ธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอัน
ยอดเยี่ยม อันเรานั้นได้บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ถ้าแม้เธอทั้งหลายจะพึงเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า จะ
เหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจง
เหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ
ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความ

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 298 (เล่ม 33)

เพียรเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายก็จักทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่ง
พรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
ต้องการนั้น ด้วยความรู้ยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ต่อกาลไม่นานเลย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
จักเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และ
กระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผล
ที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วย
ความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.
จบสูตรที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทฺวินฺนาหํ ตัดบทเป็น ทฺวินฺนํ อหํ. บทว่า อุปญฺญาสึ
ความว่า ได้เข้าไปรู้ คือทราบคุณ อธิบายว่า แทงตลอด บัดนี้ เมื่อ
จะทรงแสดงธรรมเหล่านั้น จึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า ยา จ อสนฺตุฏฺฐิตา
เป็นต้น. เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยธรรม ๒ นี้ บรรลุพระ-
สัพพัญญุตญาณ ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงอานุภาพของธรรม ๒ อย่างนั้น
จึงตรัสอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อสนฺตุฏฺฐิตา กุสเลสุ
ธมฺเมสุ นี้ แสดงความดังนี้ว่า เราไม่สันโดษด้วยเพียงฌานนิมิตหรือ
ด้วยเพียงโอภาสนิมิต ยังอรหัตมรรคให้เกิดขึ้นได้ คือเราไม่สันโดษ
ชั่วเวลาที่อรหัตมรรคยังไม่เกิดขึ้น. และเราไม่ท้อถอยในความเพียรตั้งอยู่

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 299 (เล่ม 33)

โดยไม่ย่อหย่อนเลย ได้กระทำความเพียร เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความ
ดังกล่าวนี้ จึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า ยา จ อปฺปฏิวาณิตา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปฏิวาณิตา แปลว่า ความไม่ก้าวกลับ
คือไม่ย่อหย่อน. บทว่า สุทํ ในคำนี้ว่า อปฺปฏิวาณํ สุทาหํ ภิกฺขเว
ปทหาสึ เป็นเพียงนิบาต ในข้อนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราตั้งอยู่ในความไม่ย่อหย่อน ปรารถนาเป็นพระสัพพัญญู ได้กระทำ
ความเพียรเมื่อยังเป็นโพธิสัตว์. บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงวิธีกระทำความเพียร
จึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า กามํ ตโจ จ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
ด้วยบทว่า ยนฺตํ นี้ ทรงแสดงคุณชาตที่จะพึงบรรลุ. ในบทว่า ปุริสถาเมน
เป็นต้น ตรัสถึงพลังที่ให้เกิดญาณ ความเพียรที่ให้เกิดญาณ ความบาก
บั่นที่ให้เกิดญาณของตน. บทว่า สณฺฐานํ ได้แก่ อยู่ คือไม่เป็นไป
ย่อหย่อน อธิบายว่า ระงับ. ด้วยพระพุทธพจน์เพียงเท่านี้ ชื่อว่าพระองค์
ตรัสความตั้งใจมั่นในการบำเพ็ญเพียรซึ่งประกอบด้วยองค์ ๔. แลในที่นี้
บทว่า กามํ ตโจ เป็นองค์หนึ่ง. บทว่า นหารุ จ เป็นองค์หนึ่ง.
บทว่า อฏฺฐิ จ เป็นองค์หนึ่ง. บทว่า มํสโลหิตํ เป็นองค์หนึ่ง.
องค์ ๔ เหล่านี้เป็นชื่อของความเพียรอย่างยิ่งยวด มีบทว่า ปุริสถาเมน
เป็นต้น. ความเพียรที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ข้างต้นด้วยประการฉะนี้ ตั้งมั่น
แล้วอย่างนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า การตั้งความบำเพ็ญเพียรซึ่งประกอบ
ด้วยองค์ ๔. ด้วยพระพุทธพจน์เพียงเท่านี้ เป็นอันพระองค์ตรัสอาคม-
นียปฏิปทาของพระองค์ ณ โพธิบัลลังก์ บัดนี้ เพื่อจะตรัสคุณที่พระองค์
ได้มาด้วยปฏิปทานั้น จึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว
เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาทาธิคตา ความว่า ได้แล้ว

299