ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 270 (เล่ม 33)

วิสุทธิมรรคนั่นแล.
ก็ในบทว่า ปฐวีกสิณ ภาเวติ นี้ ที่ชื่อว่า เพราะอรรถว่า
ทั้งสิ้น. กสิณมีปฐวีเป็นอารมณ์ ชื่อว่าปฐวีกสิณ. คำว่า ปฐวีกสิณํ ภาเวติ
นี้ เป็นชื่อของบริกรรมว่าปฐวีก็มี ของอุคคหนิมิตก็มี ของปฏิภาคนิมิต
ก็มี ของฌานอันทำนิมิตนั้นให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นก็มี. แต่ในที่นี้ ท่าน
ประสงค์เอาฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์. ภิกษุนั้นเจริญปฐวีกสิณนั้น.
แม้ในอาโปกสิณเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ก็ภิกษุเมื่อจะเจริญ
กสิณเหล่านี้ ชำระศีลแล้วตั้งอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์ ตัดบรรดาปลิโพธความ
กังวล ๑๐ ประการที่มีอยู่นั้นออกไปเสีย แล้วเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้
กรรมฐาน เรียนเอากรรมฐานที่เป็นสัปปายะโดยเกื้อกูลแก่จริตของตน
แล้วละที่อยู่อันไม่เหมาะแก่การบำเพ็ญกสิณ อยู่ในที่อยู่อันเหมาะสม ทำ
การตัดความกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ทำภาวนาวิธีทุกอย่างให้เสื่อมไป พึง
เจริญเถิด. นี้เป็นความย่อในสูตรนี้ ส่วนความพิสดารได้กล่าวไว้แล้วใน
วิสุทธิมรรค.
ก็วิญญาณกสิณมาในวิสุธิมรรคนั้นทั้งสิ้น วิญญาณกสิณนั้นโดยใจ
ความก็คือวิญญาณอันเป็นไปในอากาสกสิณ. ก็วิญญาณนั้นแล ท่านกล่าว
โดยเป็นอารมณ์ ไม่ใช่กล่าวโดยเป็นสมาบัติ. ก็ภิกษุนี้กระทำวิญญาณกสิณ
นั้นให้เป็นวิญญาณไม่มีที่สุด แล้วเจริญวิญญาณจายตนะสมาบัติอยู่
เรียกว่าเจริญวิญญาณกสิณ. กสิณ ๑๐ แม้นี้ เป็นวัฏฏะบ้าง เป็นบาทของ
วัฏฏะบ้าง เป็นบาทของวิปัสสนาบ้าง เป็นประโยชน์แก่การอยู่เป็นสุขใน
ปัจจุบันบ้าง เป็นบาทของอภิญญาบ้าง เป็นบาทของนิโรธบ้าง เป็นโลกิยะ
เท่านั้น ไม่เป็นโลกุตระ.

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 271 (เล่ม 33)

บทว่า อสุภสญฺญํ ภาเวติ ความว่า สัญญาอันสหรคตด้วยปฐม
ฌานซึ่งเกิดในอารมณ์ ๑๐ มีศพที่ขึ้นพองเป็นต้น เรียกว่า อสุภ. อบรม
คือพอกพูน เจริญอสุภสัญญานั้น. อธิบายว่า ทำอสุภสัญญาที่ยังไม่เกิดขึ้น
ตามรักษาอสุภสัญญาที่เกิดขึ้นแล้วเอาไว้. ก็แนวของการเจริญอสุภ ๑๐
ทั้งหมดกล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค.
บทว่า มรณสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันทำมรณะ
แม้ทั้ง ๓ คือ สมมุติมรณะ ขณิกมรณะ สมุจเฉทมรณะให้เป็นอารมณ์
เกิดขึ้น อธิบายว่า ทำสัญญาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ตามรักษาสัญญาที่
เกิดขึ้นแล้วเอาไว้. มรณสติอันมีลักษณะดังกล่าวไว้ในหนหลังนั่นแหละ
เรียกว่า มรณสัญญาในที่นี้ . อธิบายว่า เจริญมรณสัญญานั้น ทำให้เกิด
ขึ้น ให้เจริญขึ้น. ก็นัยแห่งการเจริญมรณสัญญานั้นกล่าวไว้พิสดารแล้ว
ในวิสุทธิมรรคนั่นแล.
บทว่า อาหาเร ปฏิกูลสญฺญํ ภาเวติ ความว่า ย่อมเจริญสัญญา
อันเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พิจารณาความปฏิกูล ๙ อย่าง มีปฏิกูลโดยการไป
เป็นต้น ในกวฬิงการาหารชนิดที่กินและดื่มเป็นต้น อธิบายว่า ทำให้
เกิดขึ้น ให้เจริญขึ้น. นัยแห่งการเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญาแม้นั้น ก็ได้
กล่าวไว้อย่างพิสดารแล้วในวิสุทธิมรรคเหมือนกัน.
บทว่า สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญํ ภาเรติ ความว่า เจริญ
อนภิรตสัญญา (ความสำคัญว่าไม่น่ายินดี) คืออุกกัณฐิตสัญญาในไตร-
โลกธาตุแม้ทั้งสิ้น. บทว่า อนิจฺจสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญา
อันเกิดขึ้นในขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยง กำหนดพิจารณาความเกิดขึ้น ความ
เสื่อมไป และความแปรปรวนแห่งอุปาทานขันธ์ ๕. บทว่า อนิจฺเจ

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 272 (เล่ม 33)

ทุกฺขสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันเกิดขึ้นว่า เป็นทุกข์ กำหนด
พิจารณาทุกขลักษณะคือความบีบคั้น ในขันธบัญจกอันไม่เที่ยง.
บทว่า ทุกฺเข อนตฺตสญญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอัน
เกิดขึ้นว่า เป็นอนัตตา อันกำหนดพิจารณาอนัตตลักษณะ กล่าวคือ
อาการอันไม่อยู่ในอำนาจ ในขันธบัญจกอันเป็นทุกข์เพราะอรรถว่าบีบคั้น.
บทว่า ปหานสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันทำปหานะ ๕ อย่าง
ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น. บทว่า วิราคสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญา
อันกระทำวิราคะ ๕ อย่างนั่นแลให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น.
บทว่า นิโรธสญฺญํ ภาเวติ ความว่า เจริญสัญญาอันทำสังขาร-
นิโรธให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น. บางอาจารย์กล่าวว่า สัญญาอันกระทำ
พระนิพพานให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ดังนี้ก็มี. ก็ในบทว่า นิโรธสญฺญํ
ภาเวติ นี้ ท่านกล่าวถึงวิปัสสนาอันแก่กล้า ด้วยสัญญาทั้ง ๓ นี้ คือ
สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๑ อนิจจสัญญา ๑ อนิจเจทุกขสัญญา ๑. ท่าน
กล่าวซ้ำเฉพาะการปรารภวิปัสสนา ด้วยสัญญา ๑๐ ประการ มีคำว่า
อนิจฺจสญฺญํ ภาเวติ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า พุทฺธานุสฺสติ เป็นต้น ได้กล่าวอธิบายความไว้แล้ว .
บทว่า ปฐมชฺฌานสหคตํ แปลว่า ไป คือเป็นไปพร้อมกับ
ปฐมฌาน อธิบายว่า สัมปยุตด้วยปฐมฌาน. บทว่า สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ
ความว่า เจริญสัทธินทรีย์ให้สหรคตด้วยปฐมฌาน คืออบรม พอกพูน
ให้เจริญ. ในบททุกบทมีนัยดังกล่าวนี้.
จบอรรถกถาอปรอัจฉราสังฆาตวรรค

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 273 (เล่ม 33)

อรรถกถากายคตาสติวรรค๑
ในบทว่า เจตสา ผุโฏ ( แผ่ไปด้วยใจ ) นี้ การแผ่มี ๒ อย่าง
คือ แผ่ไปด้วยอาโปกสิณ ๑ แผ่ไปด้วยทิพยจักษุ ๑. ใน ๒ อย่างนั้น
การเข้าอาโปกสิณแล้วแผ่ไปด้วยอาโป ชื่อว่าแผ่ด้วยอาโปกสิณ. เมื่อ
มหาสมุทรแม้ถูกแผ่ไปด้วยการแผ่ไปอย่างนี้ แม่น้ำน้อยทุกสายที่ไหลลง
มหาสมุทร ย่อมเป็นอันรวมเข้าอยู่ด้วย. ก็การเจริญอาโลกกสิณแล้วเห็น
สมุทรทั้งสิ้นด้วยจักษุ ชื่อว่าแผ่ด้วยทิพยจักษุ เมื่อมหาสมุทรแม้ถูกแผ่ไป
ด้วยการแผ่ไปอย่างนี้ แม่น้ำน้อยที่ไหลลงมหาสมุทร ย่อมเป็นอันรวม
เข้าไว้ด้วย.
บทว่า อนฺโตคธา ตสฺส ความว่า กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเป็น
อันหยั่งลงในภายในแห่งการเจริญของภิกษุนั้น. ในบทว่า วิชฺชาภาคิยา
นี้ มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่าวิชชาภาคิยะ เพราะบรรจบวิชชา ด้วย
การประกอบเข้ากันได้. ชื่อว่าวิชชาภาคิยะ เพราะเป็นไปในส่วนแห่ง
วิชชา คือในภาคของวิชชา. ในบทว่า วิชฺชาภาคิยา นั้น วิชชามี ๘
คือ วิปัสสนาญาณ ๑ มโนมยิทธิ ๑ อภิญญา ๖. โดยความหมายแรก
ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิชชาเหล่านั้น เป็นวิชชาภาคิยะ. โดยความหมายหลัง
วิชชาข้อใดข้อหนึ่งเพียรข้อเดียวในบรรดาวิชชา ๘ นั้นเป็นวิชชา. ธรรม
ที่เหลือเป็นวิชชาภาคิยะ คือเป็นส่วนแห่งวิชชา. รวมความว่า วิชชาก็ดี
ธรรมอันสัมปยุตด้วยวิชชาก็ดี พึงทราบว่าเป็นวิชชาภาคิยะทั้งนั้น
บทว่า มหโต สํเวคาย แปลว่า เพื่อประโยชน์แก่ความสังเวช
ใหญ่. แม้ในสองบทข้างหน้า ก็มีนัยนี้เหมือนกัน . ก็ในอธิการนี้
๑. บาลีข้อ ๒๒๕- ข้อ ๒๓๔, วรรคนี้รวมอยู่ในปสาทกรธัมมาทิบาลี.

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 274 (เล่ม 33)

วิปัสสนา ชื่อว่าความสังเวชใหญ่ มรรค ๔ ชื่อว่าประโยชน์ใหญ่
สามัญญผล ๔ ชื่อว่าความเกษมจากโยคะใหญ่. อีกอย่างหนึ่ง มรรค
พร้อมกับวิปัสสนา ชื่อว่าความสังเวชใหญ่ สามัญญผล ๔ ชื่อว่าประโยชน์
ใหญ่ พระนิพพาน ชื่อว่าความเกษมจากโยคะใหญ่.
บทว่า สติสมฺปชญฺญาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่สติและญาณ.
บทว่า ญาณทสฺสนปฏิลาภาย คือ เพื่อทิพยจักขุญาณ. บทว่า ทิฏฺฐ-
ธมฺมสุขวิหาราย ได้แก่ เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขในอัตภาพที่ประจักษ์
อยู่นี้ทีเดียว. บทว่า วิชฺชาวิมุตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ได้แก่ เพื่อต้องการ
ทำให้เห็นประจักษ์ซึ่งผลของวิชชาและวิมุตติ. ก็ในบทว่า วิชฺชาวิมุตฺติผล-
สจฺฉิกิริยาย นี้ ปัญญาในมรรค ชื่อว่าวิชชา. ธรรมที่เหลืออันสัมปยุต
ด้วยวิชชานั้น ชื่อว่าวิมุตติ. อรหัตผล ชื่อว่าผลของธรรมเหล่านั้น
อธิบายว่า เพื่อทำให้แจ้งอรหัตผลนั้น.
บทว่า กาโยปิ ปสฺสมฺภติ ความว่า ทั้งนามกาย ทั้งกรัชกาย
ย่อมสงบ. อธิบายว่า เป็นกายอันสงบแล้ว. บทว่า วิตกฺกวิจาราปิ
ความว่า ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าย่อมเข้าไปสงบด้วยทุติยฌาน. ก็ในที่นี้
ท่านกล่าวหมายเอาการเข้าไปสงบธรรมอย่างหยาบ. บทว่า เกวลา แปลว่า
ทั้งสิ้น อธิบายว่า ทั้งหมดไม่เหลือเลย. บทว่า วิชฺชาภาคิยา คือเป็น
ไปในส่วนของวิชชา. ธรรมเหล่านั้นได้แยกแยะแสดงไว้แล้วข้างต้น.
บทว่า อวิชฺชา ปหียติ ความว่า ความมืดตื้อ คือความไม่รู้
อันกระทำความมืดอย่างมหันต์ เป็นมูลรากของวัฏฏะในฐานะ ๘ ประการ
อันภิกษุย่อมละได้. บทว่า วิชฺชา อุปฺปชฺชติ ได้แก่ วิชชาในอรหัต-
มรรค ย่อมเกิดขึ้น. บทว่า อสฺมิมาโน ปหียติ ความว่า มานะ ๙ ว่า

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 275 (เล่ม 33)

เป็นเราเป็นต้น อันภิกษุย่อมละได้. บทว่า อนุสยา ได้แก่ อนุสัย ๗.
บทว่า สํโยชนานิ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐. บทว่า ปญฺญาปฺปเภทาย
ได้แก่ เพื่อถึงความแตกฉานแห่งปัญญา. บทว่า อนุปาทาปรินิพฺพานาย
แปลว่า เพื่อต้องการทำให้แจ้งปรินิพพานอันหาปัจจัยมิได้.
บทว่า อเนกธาตุปฏิเวโธ โหติ ความว่า ย่อมมีความรู้แจ้งแทง
ตลอดลักษณะของธาตุ ๑๘ ประการ. บทว่า นานาธาตุปฏิเวโธ โหติ
ความว่า ย่อมมีการรู้แจ้งแทงตลอดลักษณะโดยภาวะต่าง ๆ แห่งธาตุ ๑๘
เหล่านั้นแหละ. ด้วยบทว่า อเนกธาตุปฏิสมฺภิทา โหติ นี้ ท่านกล่าว
ถึงความรู้ประเภทของธาตุ. ปัญญาเป็นเครื่องรู้ว่า ธาตุนี้ชื่อว่ามีเป็น
อันมาก ชื่อว่าธาตุปเภทญาณ ความรู้ประเภทของธาตุ. ก็ความรู้
ประเภทของธาตุนี้นั้น มิใช่มีแก่คนทั่วไป มีโดยตรงแก่พุทธะทั้งหลาย
เท่านั้น. ความรู้ประเภทของธาตุนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้โดย
ประการทั้งปวง (โดยเฉพาะ ). ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะ
เมื่อตรัสไว้ ก็ไม่มีประโยชน์.
บท ๑๖ บทมีอาทิว่า ปญฺญาปฏิลาภาย ดังนี้ไป ท่านตั้งหัวข้อ
แล้วขยายความพิสดารไว้ในปฏิสัมภิทามรรคอย่างนี้ว่า สัปปุริสูปสังเสวะ
คบสัตบุรุษ ๑ สัทธัมมสวนะ ฟังธรรมของสัตบุรุษ ๑ โยนิโสมนสิการะ
ใส่ใจโดยแยบคาย ๑ ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑
(และหัวข้ออย่างนี้ว่า ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แลที่
บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะปัญญา ฯ ล ฯ
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส.
สมจริงดังที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ ในบทว่า

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 276 (เล่ม 33)

ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้ การได้เฉพาะปัญญาเป็นไฉน.
การได้ การได้เฉพาะ การถึง การถึงพร้อม การถูกต้อง การทำให้แจ้ง
การเข้าถึง มรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญาญาณ ๖
ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗. นี้ชื่อว่าการได้เฉพาะปัญญา ในบทว่า ย่อมเป็น
ไปเพื่อได้เฉพาะปัญญา.
ในบทว่า ปญฺญาวุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺติ ดังนี้ ความเจริญปัญญา
เป็นไฉน. ปัญญาของพระเสกขะ ๗ จำพวก และของกัลยาณปุถุชน
ย่อมเจริญ แต่ปัญญาของพระอรหันต์เป็นวัฑฒนาปัญญา (คือปัญญาอัน
เจริญเต็มที่แล้ว) นี้ชื่อว่าความเจริญปัญญา ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเจริญปัญญา.
ในบทว่า ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้ ความไพบูลย์
แห่งปัญญาเป็นไฉน. ปัญญาของพระเสกขบุคคล ๗ พวก. และของ
กัลยาณปุถุชน ย่อมถึงความไพบูลย์ ปัญญาของพระอรหันต์ ถึงความ
ไพบูลย์แล้ว นี้ชื่อว่าความไพบูลย์แห่งปัญญา ในบทว่า ย่อมเป็นไป
เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา.
ในบทว่า มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้ ปัญญาใหญ่เป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะกำหนดถือเอาประโยชน์ใหญ่ ชื่อว่าปัญญาใหญ่
เพราะกำหนดถือเอาธรรมใหญ่ ฯลฯ นิรุตติใหญ่ ปฏิภาณใหญ่ กอง
ศีลใหญ่ กองสมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะใหญ่ ฐานะ
และอฐานะใหญ่ วิหารสมาบัติใหญ่ อริยสัจใหญ่ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน
และอิทธิบาทใหญ่ อินทรีย์ พละใหญ่ โพชฌงค์ใหญ่ อริยมรรคใหญ่
สามัญผลใหญ่ มหาอภิญญาใหญ่ พระนิพพานอันเป็นประโยชน์อัน

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 277 (เล่ม 33)

ยิ่งใหญ่. นี้ชื่อว่าปัญญาใหญ่ ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มี
ปัญญาใหญ่.
ในบทว่า ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตติ ดังนี้ ปัญญามากเป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญามาก เพราะญาณย่อมเป็นไปในขันธ์ต่าง ๆ มาก. ชื่อว่า
ปัญญามาก เพราะญาณย่อมเป็นไปในธาตุต่าง ๆ มาก ในอายตนะต่าง ๆ
มาก ในปฏิจจสมุปบาทต่าง ๆ มาก ในการได้สุญญตะต่าง ๆ มาก ใน
อรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณมาก ในสลีขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์
วิมุตติขันธ์ และวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่าง ๆ มาก ในฐานะและอฐานะ
ต่าง ๆ มากในวิหารสมาบัติต่าง ๆ มาก ในอริยสัจต่าง ๆ มาก ใน
สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ต่าง ๆ มาก
ในอริยมรรคต่าง ๆ มาก ในสามัญญผลต่าง ๆ มาก ในอภิญญาต่าง ๆมาก.
ชื่อว่าปัญญามาก เพราะญาณเป็นไปในพระนิพพานอันเป็นประโยชน์
อย่างยิ่ง ล่วงธรรมอันทั่วไปแก่ชนต่าง ๆ มาก. นี้ชื่อว่าปัญญามากใน
บทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก.
ในบทว่า วิปุลปญฺญาย สํวตฺตติ ดังนี้ ปัญญาไพบูลย์เป็นไฉน.
ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดถือเอาประโยชน์อันไพบูลย์ ฯลฯ
ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดถือเอาพระนิพพานอันมีประโยชน์ยิ่ง
ไพบูลย์ นี้ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มี
ปัญญาไพบูลย์.
ในบทว่า คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้ ปัญญาลึกซึ้งเป็น
ไฉน. ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในขันธ์ทั้งหลายอันลึกซึ้ง.
ความพิสดารเหมือนกับข้อที่ว่าด้วยปัญญามาก. ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะ

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 278 (เล่ม 33)

ญาณย่อมเป็นไปในพระนิพพานอันมีประโยชน์อย่างยิ่ง ลึกซึ้ง. นี้ชื่อว่า
ปัญญาลึกซึ้ง ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง.
ในบทว่า อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้ ปัญญาเทียม
กันได้เป็นไฉน. บุคคลใดบรรลุ กระทำให้แจ้ง ถูกต้องด้วยปัญญา ซึ้ง
อัตถปฏิสัมภิทา โดยการกำหนดรู้อรรถ บรรลุ กระทำให้แจ้ง ถูกต้อง
ด้วยปัญญา ซึ่งธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ โดยกำหนดรู้ธรรม นิรุตติ และ
ปฏิภาณ ใคร ๆ อื่นย่อมไม่อาจครอบงำ อรรถ ธรรม นิรุตติ และ
ปฏิภาณของบุคคลนั้น และบุคคลนั้นเป็นผู้อันคนทั้งหลายอื่นไม่พึงครอบงำ
ได้ เพราะฉะนั้น บุคคลนั้น จึงชื่อว่าผู้มีปัญญาไม่เทียบกันได้.
ปัญญาของกัลยาณปุถุชน ไกล ห่างไกล ไกลแสนไกล ไม่ใกล้
ไม่ใกล้เคียงกับปัญญาของพระอริยบุคคลที่ ๘, เมื่อเทียบกับกัลยาณปุถุชน
พระอริยบุคคลที่ ๘ ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาไม่เทียบกันได้. ปัญญาของ
พระอริยบุคคลที่ ๘ ไกล ฯลฯ ปัญญาของพระโสดาบัน. เมื่อเทียบกับ
พระอริยบุคคลที่ ๘ พระโสดาบัน ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาไม่เทียบกันได้.
ปัญญาของพระโสดาบันไกล ฯลฯ ปัญญาของพระสกทาคามี ปัญญา
ของพระสกทาคามีไกล ฯลฯ ปัญญาของพระอรหันต์. ปัญญาของพระ-
อรหันต์ไกล ห่างไกล ไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่เฉียดปัญญาของพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า. เมื่อเทียมกันพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า
เป็นผู้มีปัญญาไม่เทียบกันได้. เมื่อเทียบกับ พระปัจเจกพุทธเจ้า และชาวโลก
พร้อมทั้งเทวดา พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีพระปัญญา
ไม่มีของใครเทียบได้ เป็นชั้นเลิศ.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 279 (เล่ม 33)

พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงฉลาดในประเภทของปัญญา
ทรงมีพระญาณแตกฉาน ฯล ฯ บัณฑิตเหล่านั้นแต่งปัญหาแล้วเข้าไป
เฝ้าพระตถาคต ทูลถามทั้งข้อลี้ลับและปกปิด ปัญหาเหล่านั้นที่พระผู้-
มีพระภาคเจ้าตรัสบอกและทรงตอบแล้ว ย่อมเป็นอันทรงชี้เหตุให้เห็นชัด
และปัญหาที่เขายกขึ้นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตอบได้สมบูรณ์ โดย
แท้จริงแล้ว ในปัญหานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแจ่มแจ้งด้วย
พระปัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า มีพระปัญญาไม่มีของใครเทียบได้
เป็นชั้นเลิศ นี้ชื่อว่าปัญญาไม่มีของใครเทียบได้ ในบทว่า ย่อมเป็นไป
เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่มีของใครเทียบได้.
ในบทว่า ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้ ภูริปัญญาเป็นไฉน.
ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะครอบงำราคะอยู่. ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะ
ครอบงำราคะได้แล้ว. ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะย่อมครอบงำ โทสะ โมหะ
โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย
ถัมภะ สารัมภะ นานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริต
ทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯ ล ฯ กรรมอันเป็นเหตุนำไปสู่ภพทั้งปวง.
ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะครอบงำแล้ว. ราคะ ชื่อว่าเป็นอริ. ปัญญาอันย่ำยีอริ
นั้น เหตุนั้น ชื่อว่าภูริปัญญา. โทสะ โมหะ ฯลฯ กรรมเป็นเหตุ
นำไปสู่ภพทั้งปวง ชื่อว่าเป็นอริ ปัญญาอันย่ำยีอรินั้น เหตุนั้น ชื่อว่า
ภูริปัญญา. แผ่นดินเรียกว่าภูริ ผู้ประกอบด้วยปัญญาอันแผ่ไปกว้างขวาง
เสมอแผ่นดินนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า ภูริปัญโญ ผู้มีปัญญาเสมอแผ่นดิน.
อีกอย่างหนึ่ง คำนี้คือ ภูริ เมธา ปริณายิกา เป็นชื่อของปัญญา. นี้
ชื่อว่า ภูริปัญญา ในบทว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีภูริปัญญา.

279