ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 210 (เล่ม 33)

ทวีปทั้ง ๔ เหมือนใบบัว ๔ ใบ เขาสิเนรุ เหมือนดอกบัวตูมที่กลาง
(กอ) ฉันนั้นเหมือนกัน. โอกาสว่างที่น้ำล้อมรอบทวีป ก็เหมือนน้ำที่
เหลือ. ความที่น่านั้นเป็นของมาก ย่อมปรากฏแก่ท่านผู้มีฤทธิ์. เพราะ
เมื่อท่านผู้ฤทธิ์ไปทางอากาศ ทวีปทั้ง ๔ ย่อมปรากฏเหมือนใบบัว ๔ ใบ
เขาสิเนรุปรากฏเหมือนดอกบัวตูมอยู่ตรงกลาง พึงทราบว่า เพราะสัตว์เกิด
ในน้ำมีมาก สัตว์น้ำเท่านั้นจึงมากกว่าด้วยประการอย่างนี้.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒ เป็นต้น
ในสูตรที่ ๒ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อญฺญตฺร มนุสฺเสหิ ความว่า ในที่นี้ท่านประสงค์เอา
อบายทั้ง ๔ เว้นมนุษย์ทั้งหลาย.
บทว่า มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ อธิบายว่า ในทิศตะวันออกมีนิคม
ชื่อกชังคละ, ต่อจากนิคมนั้นไป เป็นมหาสาลนคร. ถัดจากมหาสาลนคร
นั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามา เป็นมัชฌิมประเทศ.
ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีแม่น้ำชื่อว่า สาลวดี ถัดจากแม่น้ำนั้นออกไป
เป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามา เป็นมัชฌิมประเทศ, ในทิศใต้ มี
นิคมชื่อว่า เสตกัณณิกะ ถัดจากนิคมนั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท
ร่วมในเข้ามา เป็นมัชฌิมประเทศ, ในทิศตะวันตก มีบ้านพราหมณ์
ชื่อถูนะ ถัดจาก บ้านพราหมณ์นั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท ร่วมใน
เข้ามา เป็นมัชฌิมประเทศ, ในทิศเหนือมีภูเขาชื่ออุสีรธชะ ถัดจาก

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 211 (เล่ม 33)

ภูเขานั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามา เป็นมัชฌิมประเทศ,
ในชนบทที่ท่านกำหนดไว้ดังกล่าวมาฉะนี้. ชนบทนี้มีสัณฐานเหมือน
ตะโพน (วัด ) โดยตรง บางแห่ง ๘๐ โยชน์ บางแห่ง ๑๐๐ โยชน์
บางแห่ง ๒๐๐ โยชน์ แต่ตรงกลาง ๓๐๐ โยชน์ (วัด ) โดยรอบประมาณ
๙๐๐ โยชน์. สัตว์เหล่านี้ คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระ-
มหาสาวก พระพุทธอุปัฏฐาก และพระพุทธสาวก พระพุทธมารดา
พระพุทธบิดา พระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมเกิดในที่มีประมาณเท่านี้. อีก
ประการหนึ่ง มัชฌิมประเทศ แม้เทียบเคียงเอาย่อมได้. พึงทราบนัย
อย่างนี้ว่า ก็ชมพูทวีปแม้ทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็นมัชฌิมประเทศ ทวีปที่เหลือ
เป็นปัจจันตชน. เมืองอนุราธปุระในตามพปัณณิทวีป (เกาะลังกา )
ชื่อว่าเป็นมัชฌิมประเทศ ประเทศที่เหลือเป็นปัจจันตชนบท.
ในบทว่า ปญฺญวนโต อชฬา อเนฬมูคา นี้ ผู้ประกอบด้วย
ปัญญาเหล่านี้ คือ กัมมัสสกตปัญญา ๑ ฌานปัญญา ๑ วิปัสสนาปัญญา ๑
มัคคปัญญา ๑ ผลปัญญา ๑ ชื่อว่าผู้มีปัญญา. ผู้ไม่โง่เขลา ชื่อว่าผู้ไม่โง่เง่า.
น้ำลายของชนเหล่าใดไม่ไหลออกจากปาก ชนเหล่านั้น ชื่อว่าผู้ไม่มี
น้ำลายไหล. อธิบายว่า ปากไม่มีน้ำลาย (ไหลยืด) ปากไม่มีโทษ.
บทว่า ปฏิพลา แปลว่า ผู้สามารถ คือเป็นผู้ประกอบด้วยกำลังกาย
และกำลังญาณ. บทว่า อญฺญาตุํ ความว่า เพื่อรู้ประโยชน์และมิใช่
ประโยชน์ เหตุและมิใช่เหตุ. บทว่า ทุปฺปญฺญา แปลว่า ผู้ไม่มีปัญญา.
บทว่า ชฬา แปลว่า ผู้เขลา ผู้หลง.
บทว่า อริเยน ปญฺญาจกฺขุนา ความว่า พร้อมกับวิปัสสนาและ
มรรค. บทว่า อวิชฺชาคตา แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความมืดบอด คือ

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 212 (เล่ม 33)

อวิชชา.
บทว่า เย ลภนฺติ ตถาคตํ ทสฺสนาย ความว่า สัตว์เหล่าใด
รู้คุณของพระตถาคต ย่อมได้เห็นพระตถาคตด้วยจักขุวิญญาณ.
บทว่า ตถาคตปฺปเวทิตํ ความว่า อันพระตถาคตประกาศแล้ว
คือ ตรัสประกาศไว้แล้ว. บทว่า สวนาย ได้แก่ เพื่อสดับด้วยโสต-
บทว่า ธาเรนฺติ ได้แก่ ไม่หลงลืมพระธรรมวินัยนั้น. บทว่า
ธตานํ ธมฺมานํ อตฺถํ อุปปริกฺขนฺติ ความว่า สอบสวนอรรถและ
มิใช่อรรถะแห่งพระบาลีโดยคล่องแคล่ว. บทว่า อตฺถมญฺญาย ธมฺม-
มญฺญาย ได้แก่ รู้อรรถกถาและบาลี. บทว่า ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปซฺซนฺติ
ได้แก่ บำเพ็ญปฏิปทาอันสมควร.
บทว่า สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ ได้แก่ ในเหตุอันน่าสังเวช. บทว่า
สํวิชฺชนติ ความว่า ย่อมถึงความสังเวช. บทว่า โยนิโส ปทหนฺติ
ความว่า กระทำปธานะ คือ ความเพียรอันตั้งไว้โดยอุบาย.
บทว่า ววสฺสคฺคารมฺมํ ความว่า พระนิพพานเรียกว่า ววัสสัคคะ
(เป็นที่สละสังขาร) กระทำพระนิพพานนั้นให้เป็นอารมณ์. บทว่า
ลภนฺติ สมาธึ ความว่า ย่อมได้มรรคสมาธิและผลสมาธิ.
บทว่า อนฺนคฺครสคฺคานํ ได้แก่ ข้าวอย่างดีและรสอย่างดี. บทว่า
อุญฺเฉน กปาลภตฺเตน ยาเปนฺติ ความว่า ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไป
ด้วยรากไม้ และผลไม้น้อยใหญ่ในป่า หรือด้วยภัตตาหารที่ตนนำมาแล้ว
ด้วยภาชนะกระเบื้อง โดยการแสวงหา ก็ในเรื่องนี้ บุคคลใดเมื่อจิต
เกิดต้องการของเคี้ยวของกิน อะไร ๆ ก็ไม่ได้ของนั้นในทันที บุคคลนี้

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 213 (เล่ม 33)

ชื่อว่าไม่ได้ข้าวอย่างดีและรสอย่างดี. แม้เมื่อบุคคลใด ได้ในทันทีแล้ว
มองดูอยู่ (เห็น) สี กลิ่น และรส ไม่ชอบใจ แม้บุคคลนี้ ก็ชื่อว่า
ไม่ได้ข้าวอย่างดีและรสอย่างดี. ส่วนบุคคลใด ได้ของที่มี สี กลิ่น และ
รสชอบใจ บุคคลนี้ ชื่อว่าได้ข้าวอย่างดีและรสอย่างดี. บุคคลผู้นั้น
พึงทราบโดยตัวอย่างสูงสุด เช่น พระเจ้าจักรพรรดิ โดยตัวอย่างอย่างต่ำ
พระเจ้าธรรมาโศกราช. ก็โดยสังเขป ภัตตาหารหนึ่งถาดมีราคาแสนหนึ่งนี้
ซื่อว่าข้าวอย่างดและรสอย่างดี.
ถามว่า ก็การที่พวกมนุษย์ได้เห็นภิกษุสงฆ์เที่ยวบิณฑบาตแล้วถวาย
ภัตตาหารอันอุดมและประณีตนี้ เรียกว่าอะไร. ตอบว่า นี้ก็เรียกว่า
ข้าวอย่างดีและรสอย่างดี เทียบเคียงบุคคลผู้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วย
ภัตตาหารที่ตนนำมาด้วยภาชนะ.กระเบื้อง ด้วยการเที่ยวแสวงหา.
ในบทว่า อติถรโส เป็นต้นไป ความว่า สามัญผล ๔ ชื่อว่า
อรรถรส. มรรค ๔ ชื่อว่า ธรรมรส. พระอมตนิพพาน ชื่อว่าวิมุตติรส.
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาวรรคที่ ๔
จบชมพูทวีปเปยยาล

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 214 (เล่ม 33)

ปาสาทกรธัมมาทิบาลี
ว่าด้วยคุณสมบัติที่เป็นส่วนหนึ่งของลาภ
[๒๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร
ความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ความเป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็น
วัตร ความเป็นผู้ถือทรงไตรจีวร ความเป็นพระธรรมกถึก ความเป็น
พระวินัยธร ความเป็นผู้มีพระพุทธพจน์อันได้สดับแล้วมาก ความเป็น
ผู้มั่นคง ความมีอากัปปสมบัติ ความมีบริวารสมบัติ ความเป็นผู้มีบริวาร
มาก ความเป็นกุลบุตร ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ความเป็นผู้มีเจรจา
ไพเราะ ความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย นี้เป็นส่วนหนึ่ง
ของลาภ.
ว่าด้วยผู้ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระศาสนา
[๒๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐมฌานแม้ชั่วกาล
เพียงลัดนิ้วมือไซร้ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตาม
คำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่น
แคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปฐมฌานนั้นเล่า.
[๒๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุผู้เจริญทุติยฌานแม้ชั่วกาล
เพียงลัดนิ้วมือ... เจริญตติยฌาน.. . เจริญจตุตถฌาน... เจริญเมตตา
เจโตวิมุตติ... เจริญกรุณาเจโตวิมุตติ. . . เจริญมุทิตาเจโตวิมุตติ. . .
เจริญอุเบกขาเจโตวิมุตติ. .. พิจารณากายในกายอยู่ พึงเป็นผู้มีความ
เพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลก. . .
พิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย . . .พิจารณาจิตในจิตอยู่ . . .พิจารณา

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 215 (เล่ม 33)

ธรรมในธรรมทั้งหลาย ... ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความ
เพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อไม่ให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่
เกิด เกิดขึ้น... ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคอง
จิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ... ยังฉันทะ
ให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อ
ยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น . .. ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภ
ความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฝือ เพื่อ
ความมีมาก เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง
กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธาน-
สังขาร... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร... เจริญ
อิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร.. . เจริญอิทธิบาทที่ประ-
กอบด้วยวีมังสาสมาธิปธานสังขาร... เจริญสัทธินทรีย์.. . เจริญวิริยิน-
ทรีย์... เจริญสตินทรีย์.. . เจริญสมาธินทรีย์... เจริญปัญญินทรีย์...
เจริญสัทธาพละ.. . . เจริญวิริยพละ. . . เจริญสติพละ....เจริญสมาธิพละ
...เจริญปัญญาพละ...เจริญสติสัมโพชฌงค์...เจริญธัมมวิจยสัมโพช-
ฌงค์.. . เจริญวิริยสัมโพชฌงค์... เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์
สัมโพชฌงค์ . . . เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์. . . เจริญอุเบกขาสัมโพฌงค์
... เจริญสัมมาทิฏฐิ ... เจริญสัมมาสังกัปปะ.... เจริญสัมมาวาจา...
เจริญสัมมากัมมันตะ... เจริญสัมมาอาชีวะ. . . เจริญสัมมาวายามะ....
เจริญสัมมาสติ ถ้าภิกษุเจริญสัมมาสมาธิแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือไซร้
ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 216 (เล่ม 33)

ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะป่วยกล่าว
ไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งสัมมาสมาธิเล่า.
[๒๑๐] ภิกษุผู้มีความเข้าใจรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็ก
มีวรรณะดีหรือวรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความ
เข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรา
กล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติ
ตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะป่วยกล่าวไปไย
ถึงผู้กระทำให้มากซึ่งความเข้าใจนั้นเล่า.
[๒๑๑] ภิกษุผู้มีความเข้าใจรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ไม่มี
ประมาณ มีวรรณะดีหรือมีวรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสีย
ได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น...
[๒๑๒] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็ก
มีวรรณะดีหรือวรรณะทราม เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความ
เข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น . . .
[๒๑๓] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ไม่มี
ประมาณ มีวรรณะดีหรือมีวรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสีย
ได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น...
[๒๑๔] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เขียว
มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีแสงเขียวเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้น
เสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น. . .
[๒๑๕] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เหลือง
มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีแสงเหลืองเข้า เธอครอบงำรูปเหล่า

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 217 (เล่ม 33)

นั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น . . .
[๒๑๖] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่แดง
มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีแสงแดงเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้น
เสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น . . .
[๒๑๗] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ขาว
สีขาว เปรียบด้วยของชาว มีแสงขาวเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสีย
ได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น . . . ภิกษุผู้มีรูป ย่อม
เห็นรูปทั้งหลาย . . .
[๒๑๘] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก
... ภิกษุย่อมเป็นผู้น้อมใจไปว่างามเท่านั้น...
[๒๑๙] ภิกษุบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยมนสิการว่า
อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับ
ปฏิฆสัญญาเสียได้ เพราะไม่ใส่ใจซึ่งสัญญาต่าง ๆ อยู่. . . .
[๒๒๐] ภิกษุก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง
แล้ว ได้บรรลุวิญญาณัญจาตนฌาน โดยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด. . .
[๒๒๑] ภิกษุก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง
แล้ว ได้บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยมนสิการว่า สิ่งอะไรไม่มี. . .
[๒๒๒] ภิกษุก้าวล่วงอากิญจัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวง
แล้ว ได้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน...
[๒๒๓] ภิกษุก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญายตนฌาน โดยประการ
ทั้งปวงแล้ว ได้บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ . . .

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 218 (เล่ม 33)

[๒๒๔] ดูก่อนทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐวีกสิณแม้ชั่วกาลเพียง
ลัดนิ้วมือไซร้ ภิกษุนี้เรากล่าวว่าอยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของ
พระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่าก็จะ
ป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปฐวีกสิณนั้นเล่า ถ้าภิกษุเจริญ
อาโปกสิณ . . . เจริญเตโชกสิณ . . . เจริญวาโยกสิณ. . . เจริญนีลกสิณ.. .
เจริญปีตกสิณ. . . เจริญโลหิตกสิณ. . . เจริญโอทาตกสิณ. . . เจริญ
อากาสกสิณ. . . เจริญวิญาณกสิณ. . . เจริญอสุภสัญญา. . เจริญมรณ-
สัญญา. . . เจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา. . . เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา. . .
เจริญอนิจจสัญญา . . . เจริญอนิจเจทุกขสัญญา... เจริญทุกเธอนัตตสัญญา...
เจริญปหานสัญญา. . . เจริญวิราคสัญญา . . . เจริญนิโรธสัญญา . . เจริญ
อนิจจสัญญา. . .เจริญอนัตตสัญญา. . . เจริญมรณสัญญา . . .เจริญอาหาเร-
ปฏิกูลสัญญา... เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา. . . เจริญอัฏฐิกสัญญา. . .
เจริญปุฬุวกสัญญา. . . เจริญวินีลกสัญญา . . . เจริญวิจฉิททกสัญญ. . .
เจริญอุทธุมาตกสัญญา . . . เจริญพุทธานุสสติ . . . เจริญธัมมานุสสติ . . .
เจริญสังฆานุสสติ . . . เจริญอานาปานสติ . . . เจริญมรณสติ . . . เจริญ
เทวตานุสสติ. . . เจริญอานาปานสติ . . . เจริญมรณสคิ. . . เจริญกายคตาสติ
. . . เจริญอุปสมานุสสติ.. . เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยปฐมฌาน. . .
เจริญวิริยินทรีย์. . .เจริญสตินทรีย์. . .เจริญสมาธินทรีย์. . . เจริญปัญญิน-
ทรีย์. . . เจริญสัทธาพละ . . . เจริญวิริยพละ . . . เจริญสติพละ. . . เจริญ
สมาธิพละ.. .. เจริญปัญญาพละ. . . เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยทุติย-
ฌาน ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยตติยฌาน ฯลฯ เจริญสัทธิน-
ทรีย์อันสหรคตด้วยจตุตถฌาน ฯ ล ฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วย

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 219 (เล่ม 33)

เมตตา ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยกรุณา ฯลฯ เจริญสัทธิน-
ทรีย์อันสรหคตด้วยมุทิตา ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยอุเบกขา
. . . จริญวิริยินทรีย์. . . เจริญสตินทรีย์. . . เจริญสมาธินทรีย์ . . . เจริญ
ปัญญินทรีย์. . . เจริญสัทธาพละ. . . เจริญวิริยพละ. . . เจริญสติพละ. . .
เจริญสนมธิพละ. . . เจริญปัญญาพละ แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือไซร้
ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา
ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะป่วย
กล่าวไปไยถึงผู้การทำให้มาก ซึ่งปัญญาพละอันสหรคตด้วยอุเบกขาเล่า.
ว่าด้วยอานิสงส์การเจริญกายคตาสติ
[๒๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไป
ในส่วนวิชชา ย่อมหยั่งลงในภายในของภิกษุนั้น เปรียบเหมือนมหา-
สมุทรอันผู้ใดผู้หนึ่งถูกต้องด้วยใจแล้ว แม่น้ำน้อยสายใดสายหนึ่งซึ่งไหล
ไปสู่สมุทร ย่อมหยั่งลงในภายในของผู้นั้นฉะนั้น.
[๒๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งซึ่งบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ เป็นไปเพื่อประโยชน์
ใหญ่ เป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ เป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ
เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อ
ทำให้แจ้งซึ่งผล คือวิชชาและวิมุตติ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือกาย-
คตาสติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลอบรมแล้ว กระทำ
ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
ใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อสติและ

219