พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 156 (เล่ม 32)

วรรคที่ ๑๐
ว่าด้วยธรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
[๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความประมาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความประมาทย่อมเป็น
ไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความไม่ประมาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความไม่ประมาท
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้
เกียจคร้าน ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนการปรารภความเพียร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การปรารภ
ความเพียร ย่อมเป็นเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 157 (เล่ม 32)

[๑๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความเป็นผู้มักมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มักมาก
ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจ้งถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความเป็นผู้มักน้อย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มักน้อย
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอันแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ไม่
สันโดษย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความเป็นผู้สันโดษ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้สันโดษ
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจ
โดยไม่แยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 158 (เล่ม 32)

[๑๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจโดย
แยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ไม่
รู้สึกตัว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้สึกตัว
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหจุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรดี
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 159 (เล่ม 32)

[๑๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนื่อง ๆ การไม่ประกอบกุศลธรรม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การประกอบอกุศลธรรมเนือง ๆ การไม่
ประกอบกุศลธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๑๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เรา
ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนการประกอบกุศลธรรมเนือง ๆ การไม่ประกอบอกุศลธรรม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การประกอบกุศลธรรมเนือง ๆ การไม่ประกอบ
อกุศลธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.
ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้พระสัทธรรมเสื่อมและมั่นคง
[๑๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง เป็นไปเพื่อความที่เสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่ง
สัทธรรม เหมือนความประมาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความประมาท
ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม.
[๑๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อ
ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความไม่ประมาท ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ความไม่ประมาท ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น
เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 160 (เล่ม 32)

[๑๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่ง
สัทธรรม เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความ
เป็นผู้เกียจคร้าน ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธาน
แห่งสัทธรรม.
[๑๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อ
ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนการปรารภความเพียร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การปรารภความเพียร ย่อมเป็นไปเพื่อความ
ดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.
[๑๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่ง
สัทธรรม เหมือนความเป็นผู้มักมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความ
เป็นผู้มักมาก ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธาน
แห่งสัทธรรม.
[๑๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อ
ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้มักน้อย ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มักน้อย ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น
เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 161 (เล่ม 32)

[๑๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อควานเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่ง
สัทธรรม เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความ
เป็นผู้ไม่สันโดษ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธาน
แห่งสัทธรรม.
[๑๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อ
ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้สันโดษ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้สันโดษ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น
เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.
[๑๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อ
สัทธรรม เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
การใส่ใจโดยไม่แยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความ
อันตรธานแห่งสัทธรรม.
[๑๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อ
ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อดำรงมั่น เพื่อ
ความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 162 (เล่ม 32)

[๑๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่ง
สัทธรรม เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความ
เป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธาน
แห่งสัทธรรม.
[๑๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อ
ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้สึกตัว ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น
เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.
[๑๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่ง
สัทธรรม เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความ
เป็นผู้มีมิตรชั่ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธาน
แห่งสัทธรรม.
[๑๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อ
ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรดี ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น
เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 163 (เล่ม 32)

[๑๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่ง
สัทธรรม เหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนือง ๆ การไม่ประกอบ
กุศลธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การประกอบอกุศลธรรมเนือง ๆ
การไม่ประกอบกุศลธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความ
อันตรธานแห่งสัทธรรม.
[๑๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อ
ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนการประกอบกุศลธรรม
เนือง ๆ การไม่ประกอบอกุศลธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การ
ประกอบกุศลธรรมเนือง ๆ การไม่ประกอบอกุศลธรรม ย่อมเป็น
ไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธาน
แห่งสัทธรรม.
จบ วรรคที่ ๑๐

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 164 (เล่ม 32)

อรรถกถาวรรคที่ ๑๐
วรรคที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อชฺฌตฺติกํ ได้แก่ สิ่งที่เป็นไปภายใน ด้วยอำนาจเกิด
เฉพาะภายในตน. บทว่า องฺคํ แปลว่า เหตุ. บทว่า อิติ กริตฺวา แปลว่า
กระทำอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอธิบาย ไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เรากระทำสิ่งที่เป็นไปทับตน คือเฉพาะตน อันตั้งขึ้นใน
สันดานของตน ว่าเป็นเหตุแล้ว ย่อมไม่เห็นเหตุอื่นสักอย่างหนึ่ง
ดังนี้.
บทว่า พาหิรํ ได้แก่ สิ่งที่เป็นภายนอกจากสันดานภายในตน.
บทว่า ธมฺมสฺส ได้แก่ พระสัทธรรม อธิบายว่าพระศาสนา. บทว่า
สมฺโมสาย ได้แก่ เพื่อความพินาศ. บทว่า อนฺตรธานาย ได้แก่ เพื่อ
ความไม่ปรากฏ. บทว่า  ิติยา ได้แก่ เพื่อความตั้งอยู่ตลอดกาลนาน.
บทว่า อสมฺโมสาย อนนฺตรธานาย พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม
จากที่กล่าวแล้วนั่นแล. คำที่เหลือในสูตรนี้มีนัยดังกล่าวแล้วในธรรม
ที่มี ๔ เงื่อนนั่นแล.
ในคำว่า อธมฺมํ หโมติ ทีเปนฺติ เป็นต้น เบื้องหน้าต่อจากนี้
พึงทราบความโดยปริยายแห่งพระสูตรก่อน. กุศลกรรมบถ ๑๐
ชื่อว่า ธรรม. อกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า อธรรม. อนึ่ง โพธิปักขิยธรรม
๓๗ ประการคือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 165 (เล่ม 32)

๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค มีองค์ ๘ ชื่อว่า ธรรม. ธรรมนี้ คือ
สติปัฏฐาน ๓ สัมมัปปธาน ๓ อิทธิบาท ๓ อินทรีย์ ๖ พละ โพชฌงค์
๘ มรรคมีองค์ ๙ และ อุปาทาน ๔ นิวรณ์ ๕ อนุสัย ๗ มิจฉัตตะ ๘
ชื่อว่า อธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธมฺโม ความว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย เมื่อถือเอาส่วนแห่งอธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว แสดงว่า
เราจักทำอธรรมนี้ ให้เป็นธรรม กุศลจิตของอาจารย์ของพวกเรา
จักเป็นนิยยานิกธรรมเครื่องนำออก และพวกเราจักปรากฏในโลก
ด้วยอาการอย่างนี้ จึงกล่าวอธรรมนี้ ว่านี้เป็นธรรม ชื่อว่า แสดง
ธรรม ว่าเป็นธรรม. เมื่อถือเอาส่วนหนึ่ง ในส่วนแห่งธรรม เช่นนั้น
เหมือนกัน แล้วแสดงว่า นี้เป็นอธรรม ชื่อว่า แสดงธรรม ว่าเป็น
อธรรม. แต่เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระวินัย กรรมที่โจทย์ ด้วย
เรื่องที่เป็นจริงให้ระลึกได้แล้วปรับอาบัติตามปฏิญญา ชื่อว่าธรรม.
กรรม ที่ไม่ได้โจทย์ไม่ให้ระลึกได้ ด้วยเรื่องอันไม่เป็นจริง แล้ว
ปรับอาบัติ โดยที่ไม่ได้ปฏิญญาไว้ ชื่อว่า อธรรม.
เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร ธรรมนี้คือ การกำจัดราคะ
การกำจัดโทสะ การกำจัดโมหะ การสังวร การละ การพิจารณา
ชื่อว่าวินัย การไม่กำจัดราคะเป็นต้น การไม่สังวร การไม่ละ
และการไม่พิจารณา ชื่อว่า อวินัย. เมื่อว่าโดยปริยายพระวินัย
ธรรมนี้คือ วัตถุสมบัติ ญัตติสมบัติ อนุสาวนาสมบัติ สีมาสมบัติ
ปริสสมบัติ ชื่อว่า วินัย. วัตถุวิบัติ ปริสวิบัติ นี้ชื่อว่า อวินัย.
เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร คำนี้ว่า สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปป-
ธาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ พระตถาคตทรงภาษิตไว้ ตรัสไว้. คำนี้ว่า

165